“หวังว่าจะได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระอีกครั้ง”: ‘ทิวากร’ ในปีใหม่ปีที่สองของการยืนหยัด

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 ทนายความเดินทางไปยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น เพื่อพบกับ “ทิวากร วิถีตน” บัณฑิตทางวิศวกรรมศาสตร์และเกษตรกรชาวขอนแก่นวัย 50 ปี ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 มาตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือนกว่าแล้ว หลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 พลิกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เคยยกฟ้อง กลับมาตัดสินว่าเขามีความผิด และลงโทษจำคุกรวม 6 ปี

การพบกันในช่วงปลายปี ช่วงที่ผู้คนกำลังเตรียมตัวต้อนรับปีใหม่ด้วยความหวังและความฝัน กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่ง สำหรับผู้ต้องขังทางการเมือง ปีใหม่ไม่ได้แตกต่างจากวันอื่น ๆ มากนัก นอกจากความรู้สึกถูกตัดขาดจากโลกภายนอกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

บทสนทนาครั้งนี้ไม่เพียงแค่ระลึกถึงความทรงจำปีใหม่ที่ผ่านมา แต่ยังสะท้อนถึงความหมายของ การยืนหยัดต่อสู้ในวันเวลาเช่นนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง แต่คือการไม่ยอมสยบต่อการถูกทำลายศักดิ์ศรีและเสรีภาพในการคิด แม้ต้องแลกไปด้วยการถูกพรากจากโลกภายนอก ครอบครัว และชีวิตที่ควรจะได้ใช้อย่างอิสระ

______________________________

เมื่อทิวากรเดินเข้ามานั่งตรงหน้า เขานั่งหลังตรง มือประสานกันแน่น สีหน้าเรียบนิ่งปนความอ่อนล้า แต่แววตายังคงนิ่งลึกและหนักแน่น รอบตัวคือบรรยากาศตึงเคร่งของเรือนจำ    

เขาเริ่มเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับปีใหม่ในอดีต ก่อนที่ชีวิตจะเปลี่ยนไปตั้งแต่ปี 2557 “โดยปกติผมไม่ค่อยออกไปไหนอยู่แล้วช่วงปีใหม่ ส่วนใหญ่จะอยู่กับครอบครัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใครตั้งแต่ช่วงปีที่มีการรัฐประหารและเริ่มจับกุมผู้เห็นต่างทางการเมือง”  

ปี 2557 กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต จากคนธรรมดาที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดง เขากลายเป็นคนที่ต้องระวังทุกคำพูด ทุกการกระทำ “ผมจึงรู้สึกว่าควรหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมเพื่อรักษาตัวเอง แม้แต่ในหมู่บ้านก็แทบไม่ไปสุงสิง เพราะเคยถูกผู้ใหญ่บ้านตักเตือนตอนที่ไปงานศพ และพูดคุยเรื่องการเมืองกับคนรู้จัก”

ความทรงจำปีใหม่ของทิวากรจึงไม่ใช่เรื่องของความสนุกสนานหรือการฉลอง แต่เป็นเรื่องการระมัดระวังตัว การหลบซ่อนความคิดเห็น และความกลัวที่ว่าสักวันหนึ่งอาจถูกพรากเสรีภาพไป ซึ่งสุดท้ายสิ่งที่กลัวก็เกิดขึ้นจริง 

หลังจากนั้นปี 2563 หลังเขาโพสต์เรื่องการสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” เขาเคยถูกเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. รวมถึงเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจิตเวชมานำตัวไปรักษา โดยอ้างว่าเขาป่วยทางจิต “ผมมองว่านั่นคือความพยายามจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง”  

การพูดคุยเรื่องปีเก่าปีใหม่ในเรือนจำ ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในกรงขัง หลังถามเขาว่าปีใหม่ปีที่แล้วในเรือนจำเป็นอย่างไร ทิวากรบอกว่า “มีคนซื้ออาหารเข้ามาฝาก เช่น แหนมเนือง ปลาเผา เค้ก ผมก็แบ่งให้คนที่ไม่มีญาติ ไม่มีใครนำของมาเยี่ยม อย่างน้อยจะได้กินของดีในวันพิเศษบ้าง แต่โดยภาพรวมแล้วปีใหม่ในเรือนจำไม่ได้มีอะไรพิเศษเท่าคนข้างนอก”  

แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง ความรู้สึกเปลี่ยนไป “ปีแรกผมยังปรับตัว แต่ปีนี้ความรู้สึกเบื่อหน่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระบบงานและการบริหารของเรือนจำที่เอาคนมาไว้เฉย ๆ มากกว่าจะพัฒนา ทั้งด้านความคิด จิตใจ หรือการเรียนรู้”  ทั้งการใช้ชีวิตในเรือนจำไม่ได้ช่วยให้เขาพัฒนาตัวเอง กลับทำให้รู้สึกถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมากขึ้นทุกวัน  “หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ก็ถูกตัดเพราะเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง ทำให้ผมไม่ได้อ่านอะไรที่ช่วยให้ทันเหตุการณ์เลย”  

เมื่อถามว่าการเปลี่ยนปีมีความหมายอะไรกับชีวิตในเรือนจำบ้าง หรือเป็นแค่วันธรรมดาอีกวันหนึ่ง เขาตอบสั้น ๆ “ปีใหม่ก็เป็นเพียงวันธรรมดา ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ในเรือนจำไม่มีบรรยากาศฉลอง ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีดอกไม้ไฟ ไม่มีของขวัญ สิ่งที่ต่างจากวันปกติคือเปิดทีวีให้ดูถึงเที่ยงคืนเพื่อรอ countdown แต่นอกนั้นคือความเงียบสงัดตามเดิม”

ทิวากรเล่าถึงความรู้สึกที่ต้องมองโลกภายนอกจากภายในเรือนจำ “มันทำให้รู้สึกถูกลดทอนอย่างมาก ทั้งความรู้และความเข้าใจของโลกที่ไม่สามารถติดตามได้ทัน เหตุการณ์บ้านเมืองก็ไม่รู้ อาหารไม่เพียงพอ คุณค่าทางโภชนาการไม่ครบ ห้องนอนแออัด นอนเบียดหัวชนเท้า บางครั้งต้องนั่งนอน ขึ้นเรือนนอนตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า หลายชั่วโมงไม่มีอะไรทำ หนังสือยังเอาขึ้นเรือนนอนไม่ได้”  

เขาย้ำคำเดิมที่เคยพูดมาแล้วอีกครั้งว่า  “ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรต้องมาอยู่ในที่แบบนี้เลย”

ท่ามกลางความยากลำบากและความสิ้นหวังที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เขายังพยายามที่จะยืนหยัดในความคิดความเชื่อต่อไป “สำหรับผม คำว่ายืนหยัดคือสิ่งที่ตรงข้ามกับคำว่าสมยอม ถ้ายอมจำนนต่อผู้มีอิทธิพล ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิด นั่นคือการก้าวทับศักดิ์ศรีของตัวเอง การยืนหยัดสำหรับผมคือการรักษาสิทธิเสรีภาพและธรรมชาติของมนุษย์ในการคิดและแสดงออกได้”

ทิวากรอธิบายอีกครั้ง  “ผมหมดศรัทธา แต่นั่นเป็นเพียงความคิดและความรู้สึกส่วนตัว ผมไม่ได้ต้องการล้มล้าง ไม่ได้ต่อต้าน ไม่ได้ต้องการให้สถาบันหายไป นั่นคือสิทธิในการคิดของมนุษย์เท่านั้นเอง” 

ในขณะที่แรงใจที่ทำให้เขายืนหยัดนั้น เขาบอกว่า “คือการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผมไม่อยากให้คนไทยถูกมองว่ามีแต่ความสมยอม ก่อนถูกจับ ผมเตรียมใจทั้งเรื่องติดคุกและแม้กระทั่งเรื่องตาย เพราะเชื่อว่าพื้นฐานของเสรีภาพมนุษย์คือการพูดในสิ่งที่คิด”  

เมื่อพูดถึงครอบครัว เขาเปิดเผยว่า “ในครอบครัวของผมมีความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน โดยเฉพาะแม่ที่เป็นห่วงเสมอ แต่เวลามาเยี่ยมก็มักพูดเรื่องเวรกรรม ซึ่งเป็นมุมที่ผมไม่เห็นด้วย ผมไม่คิดว่าการที่ผมมาอยู่ในนี้เป็นเรื่องของเวรกรรม” 

สำหรับทิวากรการติดคุกจึงไม่ได้แค่พรากเสรีภาพ แต่มันพรากความสัมพันธ์ การสื่อสาร และช่วงเวลาที่ควรจะได้อยู่กับครอบครัวในวันสำคัญอย่างปีใหม่ 

เมื่อถามถึงความหวังสำหรับปี 2569 ทิวากรตอบสั้น ๆ  “หวังว่าจะได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระอีกครั้ง” 

ก่อนที่เวลาเยี่ยมจะหมดลง เขาฝากข้อความทิ้งท้ายสำหรับปีที่มาถึงนี้ว่า “ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่เราได้มองย้อนกลับไปและมองไปข้างหน้า ผมหวังว่าทุกคนจะยังคงยืนหยัดอยู่บนหลักเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และในทางการเมือง ผมอยากให้ทุกคนใช้สิทธิของตัวเองอย่างมีพลัง เลือกสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง เพื่อผลักดันให้สังคมไทยเดินไปในทิศทางที่ให้ความสำคัญกับสิทธิประชาชน ผมอยากให้ทุกท่านเลือกพรรคการเมืองที่เชื่อว่าแนวทางของพรรคนี้ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานมากที่สุด”

____________________________________________________

‘Still Standing’ คือบันทึกเยี่ยมจากทนายความที่สะท้อนเสียงของผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงปลายปี ช่วงเวลาที่โลกข้างนอกกำลังเตรียมปิดสิ่งเก่า และเปิดสิ่งใหม่ ด้วยความหวัง ความฝัน และคำอวยพร แต่สำหรับหลายคน ปีใหม่ในกรงขังไม่ได้มีดอกไม้ไฟหรือเสียงนับถอยหลัง มีเพียงความเงียบงัน ความคิดถึง และคำถามว่าอีกกี่ปีใหม่ที่ต้องผ่านไปในที่แบบนี้ แต่หลายคนก็ยังเลือกจะยืนหยัดปกป้องสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ามีคุณค่าต่อไป

X