“ตัวอยู่ในเรือนจำ แต่ใจอยู่ข้างนอก”: คุยกับ “ณัฐสุต” ผู้ต้องขังคดีระเบิดและ ชีวิตในเรือนจำที่มีเพียงกายอยู่หลังกำแพงสูง

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทนายความเข้าเยี่ยม “ณัฐสุต” (สงวนนามสกุล) อดีตนักศึกษาอาชีวะ 1 ใน 3 ผู้ต้องขังระหว่างฎีกา ในข้อหาหลักพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิด จากกรณีเหตุระเบิดที่บริเวณหน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ16มกรา64 

การเข้าเยี่ยมของทนายความในครั้งนี้ เป็นการเยี่ยมเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของเขาในเรือนจำ หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับเป็นจำคุกตลอดชีวิต ทำให้เขาต้องถูกคุมขังในระหว่างฎีกานานกว่า 11 เดือนแล้ว

ท่ามกลางชีวิตหลังกำแพงสูง ณัฐสุตเล่าให้ฟังว่า เขายังคงมีความหวังว่าตัวเองจะได้ประกันตัวออกไปเลี้ยงดูครอบครัว แม้หลายครั้งที่ยื่นประกันตัวศาลจะยังคงไม่อนุญาตให้ประกันอยู่เรื่อยมา

.

สำหรับการชุมนุมบริเวณสามย่านมิตรทาวน์เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2564 เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ #ปล่อยเพื่อนเรา คือทีม “การ์ดปลดแอก” 2 ราย ที่ถูกจับกุมระหว่างการจัดกิจกรรม “เขียนป้ายผ้า 112 เมตร” ในช่วงเที่ยงของวันดังกล่าว

ต่อมา 28 – 29 ม.ค. 2564 ภายหลังเหตุการณ์การชุมนุมจบลง ณัฐสุตและพวกรวม 3 ราย ทยอยถูกตำรวจจับกุมตัวตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยไม่มีทนายความหรือผู้ไว้วางใจเข้าร่วมในขั้นตอนการจับกุมและสอบสวน

ในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การ ทั้งสามให้การรับสารภาพ ยกเว้นข้อหาพยายามฆ่า ก่อนที่พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังทั้งสามคน ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอนุญาตให้ฝากขัง ทั้งหมดจึงถูกนำตัวไปฝากขังระหว่างสอบสวนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมเป็นเวลากว่า 1 เดือนเศษ ก่อนได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2564

ต่อมา อัยการได้สั่งฟ้องทั้งสามใน 6 ข้อหา โดยในคำฟ้องบรรยายว่า ทั้งสามมีเจตนาฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และในข้อหาที่หนักที่สุด คือ มาตรา 289 (2), (4) ประกอบมาตรา 288 ฐานฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดต้องโทษประหารชีวิต

คดีนี้ จำเลยทั้งสามคนรวมณัฐสุต ตัดสินใจต่อสู้คดีโดยให้การปฏิเสธในนัดตรวจพยานหลักฐาน ระบุว่าไม่มีเจตนาตามที่โจทก์สั่งฟ้อง ซึ่ง  ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องณัฐสุตทุกข้อหา แต่อัยการโจทก์ได้อุทธรณ์ โดยบรรยายในส่วนของณัฐสุตว่า ได้ร่วมกับจำเลยอีกสองรายวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน

และเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามฟ้องทั้งหมด ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปรับคนละ 1,000 บาท ในข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองฯ  ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคงปรับคนละ 666.66 บาท

.

หลังศาลอุทธรณ์พิพากษา ณัฐสุตไม่ได้รับการประกันตัวในคดีนี้อีกเลย ปัจจุบันคดีของเขายังอยู่ระหว่างฎีกา และถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาแล้วกว่า 340  วัน หรือประมาณ 11 เดือนกว่าแล้ว 

เมื่อปี 2568 ช่วงแรกที่ณัฐสุตเข้าเรือนจำ เขาได้ฝากความเป็นห่วงไปยังครอบครัวของเขาเสมอ โดยเฉพาะภรรยาของเขาที่กำลังตั้งท้องและมักจะฝากข้อความผ่านทนายความบ่อย ๆ ว่า “กินข้าวให้เยอะ ๆ นอนให้ไว ๆ ห่วงสุขภาพ ไม่ต้องร้องไห้ หวังว่าฎีกาจะประกันตัวได้”

.

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยมเขาอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบกันมานานเกือบปี ณัฐสุตเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นคนกรุงเทพตั้งแต่เกิด แม่เป็นคนโคราช ส่วนพ่อ เขาจำไม่ได้ว่าเป็นคนจังหวัดอะไร แต่ทั้งคู่ประกอบอาชีพค้าขายและตั้งรกรากในกรุงเทพมาตั้งแต่ก่อนเขาเกิดแล้ว โดยแม่จะไปเอาผลไม้จากโคราชมาขายที่กรุงเทพฯ 

ก่อนหน้าที่จะโดนคดี เขาเรียนที่โรงเรียนสารพัดช่างแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  และเขามีน้องชายหนึ่งคน ปัจจุบันอายุ 17 ปี 

ทนายถามต่อเกี่ยวกับการเข้าร่วมการชุมนุมในช่วงปี 2564 เขาเล่าว่า ช่วงแรกเขาเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองเพราะกระแสการชุมนุมในปี 2563-2564 ซึ่งเป็นกระแสของคนรุ่นใหม่ เพื่อนก็ชวนกันไป

“ตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นการ์ด พอไปร่วมครั้งสองครั้งเพื่อนที่ชวนก็เริ่มถอนตัวออก แต่กลายเป็นผมที่ค่อย ๆ ถลำลึก” ณัฐสุตเล่าให้ฟังว่าจากผู้เข้าร่วมชุมนุมธรรมดา เขาเริ่มกลายเป็นการ์ดที่มีบทบาทป้องกันเหตุอันตรายในพื้นที่การชุมนุม

ณัฐสุตเล่าต่อว่า ยิ่งเขาได้เข้ามาชุมนุมได้ฟังการปราศรัย ทำให้ได้รู้อะไรมากขึ้น ประกอบกับในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี สภาพสังคมแย่มาก ทั้งเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ สังคมไม่ยุติธรรม พอไปร่วมหลายครั้งก็กลายเป็นการ์ดไปโดยปริยาย

สำหรับข้อกล่าวหาตามฟ้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้ว่าเขามีความผิดตามฟ้อง ณัฐสุตให้ความเห็นกับทนายว่า คำฟ้องไม่ยุติธรรมเลยและอธิบายว่า

 “แรงของระเบิดแสวงเครื่องกับแรงระเบิดของประทัดยักษ์ มันคนละอย่างกันเลย ในวันนั้น ตำรวจจับเพื่อน ๆ ของเขาลากลงกับพื้นบางคนถูกกระบองฟาด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธ” ณัฐสุตกล่าว 

ตามความเข้าใจของณัฐสุต เขาเข้าใจว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีก็จบแล้ว ตอนนั้นเขาดีใจมากที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ในช่วงที่อยู่ข้างนอก ชีวิตกำลังไปได้ดีเลย

ชีวิตที่มีงานทำ มีแฟน ครอบครัว และที่สำคัญกว่านั้น แฟนกำลังตั้งท้องอยู่ด้วย จนกระทั่งวันที่ต้องไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์  

“พี่รู้ไหมวันนั้นผมชิล (สบาย) มาก” ณัฐสุตบอกกับทนาย ว่าวันนั้นเขาไม่ได้ให้แฟนมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย เพราะเข้าใจว่าฟังเสร็จแล้วแค่เดี๋ยวใจเดียวก็จะได้กลับบ้าน 

แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นแบบที่คิด จากวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ทำให้ณัฐสุตต้องถูกคุมขังเกือบจะ 1 ปีแล้ว ครั้งแรกเขาอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจะโดนย้ายมาที่เรือนจำกลางคลองเปรม และเพิ่งจะปรับตัวได้เมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง

.

“ตัวผมอยู่ในเรือนจำ แต่ใจของผมอยู่ข้างนอก” ณัฐสุตตอบทนายหลังถูกถามว่า ความรู้สึกของเขาเป็นอย่างไรหลังต้องมาอยู่ในเรือนจำ

ตอนเข้ามาในเรือนจำแรก ๆ เขาได้แต่หวังว่าจะได้ประกันตัว เพื่อกลับไปหาแฟน ไปเลี้ยงลูก ตอนนี้กลายเป็นว่าภาระทุกอย่างตกอยู่กับแฟน ทั้งเลี้ยงลูก ค่าใช้จ่าย ผ่อนรถและบ้าน ทำให้เขาเครียดมาก

พออยู่ได้สักระยะก็เริ่มปลงและปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่นี่ให้ได้ มีบางวันนั่งฟุ้งซ่านก็กลับมาเครียดอยู่ดี แต่ก็ยังไม่หมดหวังที่จะได้ออกไปแต่หวังน้อยลงมาก ถ้าได้ออกไปเขาวางแผนไว้ว่าจะกลับไปเรียน ตั้งใจทำงานหาเงินเลี้ยงลูก

เมื่อต้นปีนี้ ณัฐสุตได้ข่าวจากแฟนของเขาว่าได้คลอดลูกแล้ว ในขณะที่ตัวเขายังคงไม่ได้รับอิสรภาพ ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปทำหน้าที่พ่อ แต่เขาก็พยายามเก็บเงินจากการช่วยเหลือของกองทุนต่าง ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังการเมืองไว้ประมาณ 10,000 บาท เพื่อเป็นทุนสำหรับครอบครัวที่อยู่ข้างนอก

ตัวเขาเองเป็นห่วงแฟนที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง เธอคงยุ่งและเหนื่อยล้าจนไม่มีเวลามาเยี่ยม ทำได้เพียงส่งจดหมายหากันเป็นบางครั้งเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสูติบัตรของลูกที่ไม่มีชื่อของเขาเป็นบิดา แม้แฟนจะนำบัตรประชาชนของเขาไปยื่นแล้ว แต่ทางโรงพยาบาลปฏิเสธ โดยแจ้งเงื่อนไขว่าบิดาจะต้องไปลงนามรับรองด้วยตนเองเท่านั้น

ชีวิตในเรือนจำตอนนี้ ณัฐสุตช่วยงานอยู่กองช่างไม้ เป็นแผนกที่คอยทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้ต่าง ๆ ตามออเดอร์ที่เรือนจำได้รับมา พอได้ทำงานออกกำลังให้เหนื่อยแบบนี้พอช่วยให้หายคิดมากไปบ้าง แต่เรื่องที่เขาคิดว่าลำบากมากที่สุดในเรือนจำคงเป็นเรื่องเอกสารคำร้องต่าง ๆ ที่ผู้ต้องขังต้องการขอความช่วยเหลือ

ในเรือนจำกระบวนการในทางเอกสารค่อนข้างใช้เวลานาน และยุ่งยากจนเป็นอุปสรรค ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เขียนคำร้องเพื่อที่จะโอนเงินในบัญชีของเขาให้กับแฟนที่อยู่ข้างนอกเป็นค่าเลี้ยงดูลูก คำร้องต้องผ่านเจ้าหน้าที่แดน ผู้บังคับบัญชาแดน ผู้บัญชาการเรือนจำ และขั้นตอนอีกมากมาย กว่าแฟนจะได้เงิน ใช้เวลาอยู่ร่วมเดือน

.

.

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง: สถานการณ์ผู้ต้องขังการเมือง มิ.ย. – 10 ก.ค. 69 : ผู้ต้องขังการเมืองได้อภัยโทษ 6 ราย ด้านฟ้า พรหมศร ประกาศอดอาหารประท้วงอีกครั้ง

รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมือง 2569

X