สถานการณ์ผู้ต้องขังการเมือง เม.ย. 69 : ผู้ต้องขังเพิ่ม 1 ราย หลายคนสะท้อนปัญหาการดูแลช่วงฤดูร้อนจัด เริ่มมีการโยกย้ายผู้ต้องขังไปต่างเรือนจำอีก

ตลอดเดือนเมษายน 2569 มีผู้ต้องขังในคดีที่มีเหตุจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 63 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 34 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)

ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 27 คน และเป็นผู้ต้องขังสิ้นสุดแล้ว 35 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ในคดีที่สิ้นสุดแล้ว

ในเดือนที่ผ่านมา นับสถิติจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มขึ้น 1 ราย ได้แก่ กรณีที่เพิ่งทราบข้อมูลว่า ศุภกิจ บุญมหิทานนท์ อดีตนักศึกษาวัย 24 ปี ที่เคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2563-64 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา โดยเขาถูกดำเนินคดีจากการกระทำผิดส่วนตัวที่ศาลจังหวัดสงขลา แต่ถูกลงโทษโดยเพิ่มโทษจำคุกอีก 3 ปี จากคดีชุมนุมหน้าศาลอาญา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564

พบผู้ต้องขังเพิ่ม 1 ราย เป็นผู้ชุมนุมในปี 2564 ถูกคุมขังคดีส่วนตัวที่เรือนจำจังหวัดสงขลา แต่ถูกเพิ่มโทษจำคุกจากคดีชุมนุมอีก 3 ปี แม้คดียังไม่สิ้นสุด 

ในช่วงเดือน เม.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทราบข้อมูลในกรณีของ ศุภกิจ บุญมหิทานนท์ อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงวัย 24 ปี ที่เคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2563-64 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา โดยเขาถูกดำเนินคดีจากการกระทำผิดส่วนตัวที่ศาลจังหวัดสงขลา แต่ถูกลงโทษโดยเพิ่มโทษจำคุกอีก 3 ปี จากคดีชุมนุมหน้าศาลอาญา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564

ย้อนกลับไปถึงคดีการชุมนุมที่หน้าศาลอาญาเมื่อปี 2564  เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2566 ศุภกิจพร้อมด้วยจำเลยอื่นอีก 11 ราย ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี โดยโทษจำคุกดังกล่าวให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี ในเวลาต่อมาจำเลยทั้งหมดได้ยื่นอุทธรณ์ ส่งผลให้คดียังไม่ถึงที่สุด

ต่อมาเขาถูกจับกุมดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวไปที่จังหวัดสงขลา และเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2567 ศาลจังหวัดสงขลาได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยลงโทษจำคุก 1 ปี และยังให้นำโทษจำคุก 3 ปี ที่รอการลงโทษในคดีชุมนุมหน้าศาลอาญา มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ด้วย ปัจจุบันเขาถูกพิพากษาจำคุกรวมถึง 4 ปี โดยคดีส่วนตัวที่จังหวัดสงขลา เขาไม่ได้มีทนายความให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และไม่ได้อุทธรณ์ต่อ ทำให้คดีสิ้นสุดลงแล้ว 

ทั้งนี้ ศาลอาญาเพิ่งมีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยแก้โทษปรับ ให้เป็นการปรับเป็นพินัยบางส่วน และปัจจุบันคดีก็ยังอยู่ระหว่างการขยายระยะเวลาฎีกาคำพิพากษาอยู่ คำพิพากษาในคดีส่วนตัวที่จังหวัดสงขลาของศุภกิจนั้น จึงเกิดขึ้นในระหว่างคดีที่ศาลอาญายังไม่ได้สิ้นสุดลง  

ปัจจุบัน แม้เขาจะถูกคุมขังในคดีส่วนตัวครบโทษ 1 ปีแล้ว แต่ยังถูกคุมขังในคดีจากการชุมนุมนี้ต่อมา หลังถูกดำเนินคดี เขายังมีปัญหากับทางบ้าน ทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน และไม่มีใครทราบเรื่องการถูกคุมขังของเขา 

.

ราชทัณฑ์เริ่มโยกย้ายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำต่าง ๆ อีก ทราบแล้ว 4 ราย

ในช่วงตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และเมษายน ยังพบสถานการณ์การโยกย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองบางส่วนไปยังเรือนจำอื่น พร้อมกับกระแสข่าวเกี่ยวกับการย้ายผู้ต้องขังในเรือนจำต่าง ๆ เพื่อจัดการกับความแออัดของเรือนจำใหญ่ โดยกรณีทั้งหมดไม่ได้มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ทราบกรณีของไพฑูรย์ ผู้ต้องขังในคดีวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส ถูกย้ายจากเรือนจำกลางคลองเปรม ไปยังเรือนจำกลางบางขวาง โดยเขายังเป็นผู้ต้องขังที่ยังรอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์

ในช่วงปลายเดือนเมษายน ยังทราบกรณีของขจรศักดิ์ ผู้ต้องขังถึงที่สุดในคดีเกี่ยวกับระเบิดปิงปองช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส ถูกย้ายจากเรือนจำกลางบางขวาง ไปยังเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกรณีของประวิตร ผู้ต้องขังถึงที่สุดคดีวางเพลิงป้อมจราจร ที่ถูกย้ายจากเรือนจำกลางคลองเปรม ไปเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเช่นกัน 

และยังมีกรณีของพรชัย วิมลศุภวงศ์ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ ถูกย้ายไปยังเรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 แต่กรณีทางพรชัยเองก็ได้ยื่นแสดงความต้องการย้ายเรือนจำกลับไปยังภูมิลำเนาของตัวเองก่อนหน้านี้ด้วย ขณะเดียวกันทางเรือนจำก็ต้องการระบายความแออัดของผู้ต้องขัง 

ขณะเดียวกันยังมีกระแสข่าวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่าจะมีการโยกย้ายผู้ต้องขังจำนวนมากไปยังเรือนจำอื่น ๆ อีกด้วย หลังจากเมื่อปี 2568 เคยมีการโยกย้ายครั้งใหญ่ เพื่อเปลี่ยนให้เรือนจำนี้เป็นเรือนจำซึ่งคุมขังผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา ทำให้ยังต้องจับตาสถานการณ์ต่อไป

เสียงสะท้อนในเดือนแห่งความร้อนที่แสนจะทรหดสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

สถานการณ์ของผู้ต้องขังในช่วงเดือน เม.ย. ที่สำคัญ ยังเกี่ยวข้องกับสภาวะอากาศของฤดูร้อน ภายในสภาพแวดล้อมของเรือนจำไทย ทำให้สภาวะอากาศร้อนจัดส่งผลต่อการใช้ชีวิต และสุขภาวะของผู้ต้องขังอย่างมาก

บันทึกเยี่ยมของผู้ต้องขังทางการเมือง ได้บอกเล่าถึงความร้อนระอุภายในเรือนจำที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรการจัดการปัญหาความร้อนจากเรือนจำที่ยังไม่มีแนวปฏิบัติเพื่อบรรเทาทุกข์สถานการณ์ที่ชัดเจนนัก

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 ได้เขียนจดหมายเล่าถึงสถานการณ์สุขภาพของตัวเอง พร้อมกับบรรยายสภาพอากาศที่ร้อนมาก ๆ ในเดือนนี้ ทำให้เกือบมีอาการฮีทสโตรก กล่าวคือมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เท้าทั้งสองข้างชา และเหงื่อไม่ออก ก่อนจะถูกส่งตัวไปที่แดนพยาบาล โดยมีพยาบาลเข้ามาตรวจคลื่นหัวใจและเจาะเลือด ก่อนจะให้นอนพัก 1 ชั่วโมง และส่งตัวกลับแดน   

“ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อากาศร้อนจัดจนผมมีอาการปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ เท้าชาทั้งสองข้าง เหงื่อไม่ออก แถมมีอาการเกือบหน้ามืดเป็นบางครั้ง  ผมจึงออกพบแพทย์ฉุกเฉินในวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา แพทย์วินิจฉัยผมมีความเสี่ยงเป็น Heatstroke ยิ่งผมทานยารักษาอาการต่อมลูกหมากโต เริ่มมีอาการตับ-ม้ามโตก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก”   

ด้านทัณฑสถานหญิงกลาง “อาย” กันต์ฤทัย ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 สะท้อนสภาพห้องนอนที่แออัดถึง 170-180 คน อากาศไม่ถ่ายเทจนทำให้ป่วย ไอ คันคอ และต้องพึ่งยาอมบรรเทาอาการ เธอยังเล่าถึงอากาศที่ร้อนจัดจนเป็นผดผื่น ต้องซักผ้าห่มบ่อยครั้งและอาบน้ำวันละ 2 รอบ เพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันโรคผิวหนังหรือเหาที่อาจตามมา

“บางวันมันร้อนจนต้องพับที่นอน แล้วนอนบนพื้นกระเบื้องจะได้เย็นขึ้นบ้าง ตื่นมาเหงื่อเปียกซึมเต็มหลังจนถึงพื้นกระเบื้อง เพลียจนต้องหาเกลือแร่กิน มันสาธยายไม่ได้เลย เหมือนอยู่ในนรก กลัวคนเป็นฮีทสโตรกข้างใน เพราะมันแออัดกันมาก”

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 แม้ราชทัณฑ์จะจัดประชุมแนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีภายในเรือนจำ แต่ก็ไม่ได้ปรากฏรายละเอียดที่จะระบุเจาะจงถึงมาตรการจัดการปัญหาความร้อนโดยตรง แต่ในบางเรือนจำเริ่มเปิดเผยมาตรการคลายร้อน เช่น เรือนจำบางขวางที่เผยแพร่ภาพการจัดสวัสดิการน้ำเย็น น้ำหวาน และน้ำสมุนไพรแก่ผู้ต้องขังผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยมีแผนดำเนินการต่อเนื่องตลอดฤดูร้อนนี้

.

อิสรภาพที่กำลังมาถึงของ “อนุชา”  ผู้ต้องขังคดี ม.112

“อนุชา” ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ปัจจุบันอายุ 51 ปี เขาถูกจองจำอยู่ที่เรือนจำพิเศษธนบุรีตามคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา มูลเหตุของคดีนี้มาจากการชูป้ายไวนิลเข้าร่วมการชุมนุม #ม็อบตำรวจล้มช้าง เมื่อปี 2564

สำหรับการถูกคุมขังในคดีนี้ เขาได้เสียอิสรภาพและเริ่มถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2567  ตลอดการคุมขัง อนุชาต้องเผชิญกับโรคหิดที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เขามักสะท้อนความคิดเห็นและร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ ในเรือนจำ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขอนามัยโดยรวม ซึ่งเห็นว่าควรได้รับการแก้ไข 

เมื่อช่วงเดือน ส.ค. 2568 อนุชาได้เล่าประสบการณ์ป่วยเป็นโรคตะมอยในเรือนจำ และได้ทำการร้องเรียนปัญหาเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่มีแววที่เรือนจำจะสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้

“ที่ผมบอกว่าทำการร้องเรียนนั้นเนื่องจากเคยเป็นโรคหิดแต่พอหายแล้ว ไม่พ้น 2 สัปดาห์ ก็กลับมาเป็นซ้ำ ผมอยากให้มีการใส่ใจในเรื่องนี้ ตลอดทั้งความสะอาดต่าง ๆ อย่างในห้องนอน พวกผ้าห่ม ที่นอน ก็ไม่ได้มีการทำความสะอาด อาจจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้” 

ล่าสุด อนุชาทราบกำหนดพ้นโทษในวันที่ 24 พ.ค. 2569 โดยเป็นการพ้นโทษหลังถูกคุมขังครบตามกำหนดโทษ เขาวางแผนจะสะท้อนปัญหาสภาพเรือนจำให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องขังคนอื่นหลังได้รับอิสรภาพ

“หากผมออกจากเรือนจำแล้ว ผมว่าจะเขียนหนังสือครับ” เขาอธิบายว่าเนื้อหาจะเป็นการวิจารณ์และติเตียนในลักษณะคล้ายกับงานเขียนของ ส.ศิวรักษ์ 

พื้นเพของอนุชาเป็นคนจังหวัดอุดรธานี ก่อนถูกดำเนินคดีนี้เขาทำงานเป็นช่างของโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ .

X