ในรอบเดือนที่ผ่านมา (15 ก.ย. – 10 ต.ค. 2568) มีผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วประเทศ อย่างน้อย 57 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 30 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 35 คน และผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้ว 21 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนฯ
ในรอบเดือนนี้ มีผู้ต้องขังเพิ่มขึัน 3 ราย จากกรณีไม่ได้ประกันตัวในระหว่างฎีกา 1 ราย และอีก 2 รายถูกคุมขังเนื่องจากคดีสิ้นสุด
.
ผู้ต้องขังใหม่เพิ่มขึ้นอีก 3 ราย ไม่มีผู้ได้รับการปล่อยตัว
ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. – 10 ต.ค. 2568 มีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นจำนวน 3 ราย แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 1 ราย ได้แก่ “บอส” ฉัตรมงคล วัลลีย์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากปทุมธานี วัย 31 ปี โดยถูกคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงราย
บอสเดินทางไปฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2568 หลังจากนั้นก็ไม่ได้เดินทางกลับอีก โดยเขาถูกกล่าวหาในคดีการไปคอมเมนต์ในเพจเฟซบุ๊กศรีสุริโยไท แต่เขายืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้คอมเมนต์ข้อความดังกล่าว เดิมนั้นศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับคำพิพากษา เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 27 เดือน ไม่รอลงอาญา และในชั้นศาลฎีกา ได้พิพากษาว่ามีความผิดเช่นกัน แต่แก้โทษเป็นเหลือจำคุก 2 ปี ทำให้เขาต้องรับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าว
.
ในส่วนของ “วชิระ” (สงวนนามสกุล) ประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานี วัย 38 ปี ถูกคุมขังในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีแฮ็กเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นเว็บ ‘Kangaroo Court’ หลังจากมีคำวินิจฉัยคดีของแกนนำราษฎรว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ
เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน หลังจากเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 ศาลอาญาอ่านคำสั่งว่าไม่มีผู้พิพากษารับรองฎีกาของจำเลย จึงต้องบังคับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ทันที
วชิระมีปัญหาสุขภาพจิตมานานหลายปี โดยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก่อนที่จะถูกดำเนินคดี หลังจากต้องเข้าเรือนจำ เขาได้เตรียมยาประจำตัวซึ่งอาจจะเพียงพอสำหรับช่วงเวลา 3 เดือนเท่านั้น จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์สุขภาพจิตระหว่างถูกคุมขังของเขาต่อไป
.
อีกกรณีของ “พิชัย” (สงวนนามสกุล) ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส วัย 33 ปี ถูกคุมขังจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ หลังถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันพกพาและขว้างปาวัตถุระเบิดใส่รถยนต์สายตรวจของตำรวจ ที่แยกราชประสงค์ เมื่อเช้าวันที่ 4 ต.ค. 2564
ในคดีนี้ พิชัยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก รวม 3 ปี 4 เดือน 15 วัน โดยได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ จนเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ให้แก้เฉพาะโทษปรับเป็นพินัย โดยเห็นว่าไม่มีเหตุให้รอการลงโทษจำคุกจำเลย และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ระบุเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ทำให้เขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาตั้งแต่นั้น
ทั้งนี้เมื่อช่วงปี 2564 พิชัยเคยถูกคุมขังในชั้นฝากขังจนถึงชั้นพิจารณาคดี เป็นระยะเวลา 115 วัน หรือประมาณเกือบ 4 เดือน มาแล้ว ก่อนได้รับการประกันตัว
ขณะที่ในรอบเดือนที่ผ่านมา ไม่มีผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัว หรือได้รับการประกันตัวแต่อย่างใด
.
.
“ไผ่” จตุภัทร์ ผู้ต้องขัง ม.112 ถูกข่มขู่จากผู้คุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังประท้วงเหตุไม่ถูกย้ายแเดนหลังครบกักตัว 5 วัน
ในรอบเดือนยังมีสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองที่น่าสนใจ ได้แก่ กรณีของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งถูกส่งตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ มายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมกับ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ เพื่อเข้าร่วมการสืบพยานที่ศาลอาญาระหว่างวันที่ 24-26 ก.ย. 2568 ในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร
แต่เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ไผ่เปิดเผยผ่านทนายความว่า เขายังถูกคุมขังอยู่ในแดน 2 ซึ่งเป็นแดนแรกรับทั้งที่ครบกำหนดกักตัวตามกำหนด 5 วัน ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 และเพื่อนผู้ต้องขังในแดนซึ่งถูกคุมขังในห้องอื่นได้ถูกจำแนกตัวไปยังแดนต่าง ๆ แล้ว ทำให้ไผ่รู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้ง จึงทำการประท้วงโดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องนอน
การกระทำดังกล่าว ทำให้ผู้คุมไม่พอใจ ทำให้เขาถูกนำตัวใส่กุญแจมือไขว้หลัง และโดนเรียกตัวไปด่าและข่มขู่ ต่อมาในวันที่ 30 ก.ย. ผู้คุมได้เข้ามาตรวจห้องกักและพบข้อความ ‘ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy’ บนผนังกำแพงเขียนด้วยกาแฟ ผู้คุมจึงขู่ว่าจะย้ายเขาไปแดน 8 เพื่อฝึกวินัย
ภายหลังทนายความได้ยื่นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ลงวันที่ 1 ต.ค. 2568 ขอให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ว่าเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ และขอให้ย้ายตัวจตุภัทร์ พร้อมอรรถพล ไปยังแดน 4 เพื่อลดความขัดแย้งภายในเรือนจำต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทางเรือนจำแจ้งกับทนายว่าจะมีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน
เมื่อวันที่ 2 – 3 ต.ค. 2568 ทนายความได้เดินทางไปเข้าเยี่ยมไผ่อีกครั้ง หลังจากที่มีการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเรื่องการข่มขู่ออกไป โดยไผ่ได้เปิดเผยว่าปัจจุบันเขาและครูใหญ่ถูกย้ายตัวไปอยู่ที่แดน 8 แล้ว และมีการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่มีการรายงานความคืบหน้า จึงทำให้ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
ปัจจุบัน ไผ่ถูกคุมขังพร้อมกับครูใหญ่ ในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุกไผ่รวม 2 ปี 12 เดือน
ภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษา ไผ่และครูใหญ่ได้ยื่นขอประกันตัว รวม 3 ครั้งแล้ว แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต โดยอ้างเหตุว่า เกรง่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะหลบหนี
.
2 ปีที่ถูกขังของ “อานนท์ นำภา” มีคำพิพากษาในคดี ม.112 แล้ว 10 คดี ยืนยันเจตนาดีต่อสถาบันกษัตริย์ – สู้คดีถึงที่สุด
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 ครบรอบ 2 ปีการคุมขัง “อานนท์ นำภา” นักกิจกรรมและทนายความสิทธิมนุษยชน ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 แล้วจำนวน 10 คดี และโทษจำคุกในคดีต่าง ๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกัน 26 ปี 37 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 29 ปี 1 เดือนเศษ
อานนท์ถูกคุมขังในคดี ม.112 โดยยังคงไม่ได้รับสิทธิประกันตัว แม้ในทุกคดีจะอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และยังคงเหลือคดี ม.112 อีกจำนวน 4 คดี ที่อยู่ระหว่างพิจารณา
สำหรับการต่อสู้ในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ตั้งแต่ปี 2563 อานนท์เข้าออกเรือนจำรวม 4 ครั้ง โดยในครั้งที่ 5 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 และนับเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดแล้ว
ทั้งนี้ แม้อานนท์จะถูกคุมขังในเรือนจำ แต่เขายังยืนยันที่จะต่อสู้ทุกคดีให้ถึงที่สุดต่อไป ทั้งตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. 2568 เป็นต้นมา พบว่าในการพิจารณาคดีของศาลอาญาเริ่มมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในรายคดี โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112 และคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างน้อย 10 คดี ระบุห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่าศาลอาญาได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดี ม.112 ที่อานนท์เป็นจำเลยเป็นการลับ 1 คดี เมื่อปลายเดือน พ.ย. 2567 และอีก 4 คดีได้มีคำสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีในรายงานกระบวนพิจารณา ในปี 2568 นี้
ดู สถิติคดีที่ศาลอาญาสั่งพิจารณาคดีลับ – ห้ามเผยแพร่รายงานกระบวนฯ
.
ในโอกาสการที่เขาคุมขังเข้าปีที่ 2 และยังคงไม่ได้รับสิทธิประกันตัว อานนท์ได้เขียนจดหมาย ลงวันที่ 26 ก.ย. 2568 กล่าวถึงการเข้า – ออกเรือนจำของตัวเอง หลังออกมาเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นทางการเมือ โดยมีข้อความระบุ ดังนี้
“ผมไม่แน่ใจว่าหลังจากที่ผมออกมาพูดในชุมนุมแฮรี่พอตเตอร์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 ความคิดของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไปกี่มากน้อย บริบททางการเมืองภาพใหญ่ของประเทศจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากแต่ชีวิตผมย่อมเปลี่ยนไปตลอดกาล
การพูดความจริงนั้นไม่ยาก ที่ยากคือการพูดความจริงที่ต้องห้ามมิให้พูดถึง ผมจำได้ดีว่าในคืนวันที่ 3 ส.ค. 2563 หลังจากการปราศรัยในงานแฮรี่พอตเตอร์ ผมรู้สึกดีมาก ๆ รู้สึกสบายใจ โล่งใจอย่างยิ่งที่การพูดความจริงได้เริ่มขึ้นอย่างสาธารณะเสียที”
“ที่บอกว่าได้เริ่ม มิได้หมายถึงทนายอานนท์ เป็นคนแรกที่พูด เพราะความจริงมีผู้มาก่อนกาลหลายคนได้พูดและถากถางทางไว้แล้ว หากแต่ผมหมายถึงความอึมครึม ความกระอักกระอ่วนในห้วงเวลาที่สังคมใหม่ คนรุ่นใหม่ “ระลอกใหม่” ได้ชัดเจนเสียที ได้พูดตรง ๆ กันเสียที! เป็นความโล่งใจอย่างยิ่ง
ชีวิตผมช่วงนี้ยังดำเนินไปอย่างช้า ๆ ระหว่างถูกขังในคุกและออกไปสู้คดีที่ศาล เป็นอยู่อย่างโล่งใจ และสู้ด้วยความโล่งใจ ปลอดโปร่งยิ่ง”
เชื่อมั่นและศรัทธา
อานนท์ นำภา
ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
.
ครบ 2 ปี คุมขัง “อารีฟ” ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำพิพากษา แต่ถูกคุมขังไม่ได้ประกันตัว
ในรอบเดือนนี้ ยังมีกรณีของ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน อดีตพ่อค้าเสื้อผ้ามือสองวัย 22 ปี ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 มาครบ 2 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา
อารีฟถูกคุมขังหลังศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี จากข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้พ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ บริเวณแยกดินแดง ระหว่างการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2564 และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเขามาตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2566
แม้เขาจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไปแล้ว และสำนวนถูกส่งไปที่ศาลอุทธรณ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2567 แต่ก็ยังไม่วันนัดฟังคำพิพากษามา ทำให้เขาถูกจองจำไปกว่า 2 ใน 3 ของโทษตามศาลชั้นต้นแล้ว โดยที่คดียังไม่ถึงที่สุด ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จาก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ที่ออกมาสองครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมาเลย
การถูกคุมขังของเขายังสร้างผลกระทบให้กับครอบครัว เนื่องจากก่อนเข้าเรือนจำ เขาเพิ่งมีลูกเล็กกับภรรยา ทำให้ปัจจุบัน “นุ๊ก” แฟนของเขาต้องทำงานหารายได้ และต่อสู้ชีวิตเพียงลำพัง
“เปลี่ยนทุกอย่างเลย จริง ๆ จะพูดว่าเหมือนติดคุกไปด้วยก็ได้ เพราะว่าตัวเราเองไม่สามารถไปไหนได้เลย ต้องทำงาน กลับมาอยู่บ้านกับลูก จะพาลูกไปไหนมันลำบาก ชีวิตนุ๊คเหมือนมันติดไปกับเขา เหมือนเวลาของหนูที่จะได้ใช้จริง ๆ โดนขังไปด้วยกับเขา” แฟนของอารีฟกล่าว
ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์ “จะพูดว่าเหมือนติดคุกไปด้วยก็ได้”: เวลา 2 ปีที่หยุดนิ่ง คนรักของ “อารีฟ” กับการรอคอยคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์



