เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 ทนายความเดินทางเข้าเยี่ยม “อนุชา” ผู้ต้องขังทางการเมืองคดีมาตรา 112 วัย 51 ปี ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี นับเป็นเวลากว่า 16 เดือนแล้วที่อนุชาถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 อันมีที่มาจากการชูแผ่นป้ายไวนิลในการชุมนุม #ม็อบตำรวจล้มช้าง หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 โดยเขาถูกลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และถูกคุมขังมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2567
การสนทนาระหว่างทนายความกับอนุชาที่เรือนจำพิเศษธนบุรีมีเวลาจำกัดเพียง 15 นาที อนุชาได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทย โดยมองว่าทำให้คนกลัวการตรวจสอบมากกว่าการปรับตัว นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำที่ยังมีช่องโหว่ เช่น ปัญหาการขาดแคลนผ้าห่ม การลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล และโรคผิวหนังอย่างโรคหิดที่เป็น ๆ หาย ๆ อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อนุชาไม่ได้คิดวนแต่เรื่องปัญหาเพียงอย่างเดียว เขามีแผนการในอนาคตที่ชัดเจน เมื่อเขากำลังจะถูกคุมขังจนครบโทษในช่วงวันที่ 24 พ.ค. นี้ เมื่อออกมา เขาตั้งใจจะเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และความคิดที่เกิดขึ้นจากการเผชิญกับคดีมาตรา 112 และหลังจากที่สามารถตั้งตัวได้แล้ว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเพื่อนผู้ต้องขังคดีทางการเมืองในเรือนจำอื่น ๆ ด้วย
________________________________
ก่อนเข้าเยี่ยม ทนายเห็นบอร์ดประชาสัมพันธ์ที่ติดอยู่บริเวณห้องเยี่ยม มีรายชื่อผู้ต้องขังที่จะได้รับการปล่อยตัวในเดือนนั้น ๆ ปรากฏทั้งชื่อสกุลและประเภทคดีของแต่ละคน หลังจากยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่หญิงที่ดูเหมือนจะจำหน้าได้ ก็กล่าวขึ้นมาก่อนเหมือนทุกครั้งว่า “วันนี้ก็ 15 นาทีนะคะ”
อนุชาเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มและเสียงทักทายดังชัดถ้อยชัดคำ “สวัสดีครับ” ก่อนที่ทนายความจะได้กล่าวอะไรกลับไป เขาก็เริ่มพูดถึงเรื่องแนวความคิดทางการเมืองของตัวเอง เรื่องระบบราชการไทยโดยรวม ที่ทำงานแบบขอไปที ไม่ได้สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง และสิ่งที่ราชการกลัวมากที่สุดไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือการถูกร้องเรียน
เมื่อมีผู้ใดร้องเรียนแล้ว สิ่งที่ราชการจะทำไม่ใช่การปรับเปลี่ยนระบบของตน แต่เป็นการตั้งคำถามต่อบุคคลนั้น ๆ ที่ทำการร้องเรียนมาเสียมากกว่า อนุชาสะท้อน และบอกว่าตรงนี้แหละที่ทำให้เขาเข้าใจได้ว่าทำไมประชาชนคนรุ่นใหม่จึงเรียกร้องการปฏิรูป ที่ไม่ใช่ความหมายของการล้มล้าง แต่คือการแก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้น
เมื่อยกตัวอย่างปัญหาที่พบ อนุชาเล่าหลายเรื่องพร้อมกัน เรื่องการเยี่ยมญาติใกล้ชิด ที่ตามกำหนดควรมีเวลา 2 ชั่วโมง แต่กลับมีการเร่งรัดจนไม่ครบ เรื่องงบประมาณไม่พอซื้อชุดผู้ต้องขังและผ้าห่ม เรื่องกองงานที่มีการใช้แรงงานเกินเวลา และบทลงโทษที่ดูเกินสัดส่วน
สำหรับโรคหิดที่เคยเป็นปัญหาในช่วงก่อนหน้านั้น อนุชาบอกว่าตอนนี้ยังเป็น ๆ หาย ๆ อยู่ แม้ภาพรวมด้านสุขอนามัยจะดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง แต่เขาก็ยังต้องคอยหมั่นสังเกตและรักษาความสะอาดเท่าที่ทำได้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้
.
ท่ามกลางเรื่องร้องเรียนทั้งหมด อนุชาพูดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำเมื่อได้ออกไป หลังทราบว่าเขาจะพ้นโทษตามกำหนดในวันที่ 24 พ.ค. 2569 นี้ เขาบอกว่าจะตั้งตัวให้ได้ก่อน จากนั้นเขาสนใจประเด็นปัญหาเรื่องเรือนจำ อยากสะท้อนให้เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งระบบและผู้ต้องขัง และเขาอยากเดินสายให้กำลังใจเพื่อน ๆ ตามเรือนจำต่าง ๆ
“ผมเพิ่งนึกอีกเรื่องออก” อนุชาพูดขึ้น “หากผมออกจากเรือนจำแล้ว ผมว่าจะเขียนหนังสือครับ” เขาอธิบายว่าเนื้อหาจะเป็นการวิจารณ์และติเตียนในลักษณะคล้ายกับงานเขียนของ ส.ศิวรักษ์
.
ก่อนจบการสนทนา อนุชาฝากคำขอบคุณทุกคนที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดมา กระทั่งเวลา 15 นาทีหมดลงเร็วเหมือนเคย
.
พื้นเพของอนุชาเป็นคนจังหวัดอุดรธานี ก่อนถูกดำเนินคดีนี้เขาทำงานเป็นช่างของโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อนุชาถูกคุมขังมาแล้ว 489 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2567 (ในชั้นสอบสวนเขาถูกคุมขังมาก่อนแล้ว 24 วัน) โดยเขาจะได้รับอิสรภาพหลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษในวันที่ 24 พ.ค. 2569 โดยไม่ได้รับการลดหย่อนโทษใด ๆ
ยังสามารถร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงอนุชา และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการFree Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เมื่อ “อนุชา” มีเวลาสนทนาเพียง 15 นาที: โรคตะมอยกับความกังวลเรื่องสุขอนามัย พร้อมรอลุ้นปล่อยตัว
