วันที่ 19 พ.ย. นับเป็นหมุดหมายหนึ่งของการกลับมาบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ครบรอบระยะเวลา 5 ปี หลังจากก่อนหน้านั้นมีการเปลี่ยนแนวทางการบังคับใช้ โดยเสมือนหยุดการบังคับใช้ไปในช่วงราวสองปีเศษในช่วงราวต้นปี 2561 ถึงกลางปี 2563
ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองของเยาวชน-ประชาชน ที่มีข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดการกับสถานการณ์ ทั้งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง, การพยายามใช้กำลังสลายการชุมนุมที่เข้มข้นขึ้น รวมทั้งการใช้กฎหมายดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม
กระทั่งวันที่ 19 พ.ย. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ ออกแถลงการณ์ประกาศจะบังคับใช้กฎหมาย “ทุกฉบับ ทุกมาตรา” ที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มมีการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 เพิ่มเติมในคดีเดิมที่ไม่ได้แจ้งไว้ หรือนำไปสู่การดำเนินคดีใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
.
.
5 ปีผ่านมา สถานการณ์การดำเนินคดีมาตรา 112 ยังดำเนินต่อไป แม้คดีในช่วงสองปีหลังนี้จะมีรายงานลดลง แต่คดีที่พุ่งสูงจากช่วงการชุมนุมปี 2563-65 ก็ทยอยขึ้นสู่ศาลสูงมากขึ้น ชวนทบทวนสถิติเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งในแง่จำนวนคดี การกระจายตัวของพื้นที่ที่เกิดคดี ลักษณะของผู้กล่าวหา พฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา และแนวโน้มของผลคดีจนถึงปัจจุบัน
.
.
สถิติคดีในแต่ละปี เพิ่มสูงขึ้นปี 2564-65 ก่อนทยอยลดลง
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 นับตั้งแต่ปลายปี 2563 จนถึงวันที่ 19 พ.ย. 2568 อย่างน้อย 284 คน ในจำนวน 317 คดี
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นเด็กและเยาวชน จำนวน 20 ราย ในจำนวน 24 คดี
หากดูสถานการณ์เป็นรายปี คดีจะเพิ่มสูงในช่วงปี 2563-65 ซึ่งมีสถานการณ์ชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองอย่างกว้างขวาง จนเริ่มลดลงในช่วงปี 2567-68 นี้ แต่ก็ยังมีรายงานคดีอยู่เป็นระยะ ยังไม่ได้หยุดนิ่งแต่อย่างใด
- ปลายปี 2563 มีคดีจำนวน 25 คดี ผู้ถูกดำเนินคดีจำนวน 38 คน
- ปี 2564 คดีเพิ่มขึ้น 146 คดี มีผู้ถูกดำเนินคดีรายใหม่เพิ่มขึ้น 128 คน
- ปี 2565 คดีเพิ่มขึ้น 72 คดี มีผู้ถูกดำเนินคดีรายใหม่เพิ่มขึ้น 59 คน
- ปี 2566 คดีเพิ่มขึ้น 44 คดี มีผู้ถูกดำเนินคดีรายใหม่เพิ่มขึ้น 37 คน
- ปี 2567 คดีเพิ่มขึ้น 21 คดี มีผู้ถูกดำเนินคดีรายใหม่เพิ่มขึ้น 14 คน
- ปี 2568 คดีเพิ่มขึ้น 9 คดี มีผู้ถูกดำเนินคดีรายใหม่เพิ่มขึ้น 8 คน (ถึงกลางเดือนพฤศจิกายน)
สำหรับสถิตินี้ เป็นคดีเท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทราบข้อมูลเท่านั้น อาจมีคดีที่เกิดขึ้น แต่ไม่ทราบข้อมูลอยู่อีก และนับเฉพาะคดีที่พบว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาแล้ว ไม่ได้นับกรณีที่เพียงมีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ และไม่ได้นับรวมคดีมาตรา 112 ที่เป็นกรณีลักษณะแอบอ้างหาผลประโยชน์ ซึ่งพบว่ามีผู้ถูกกล่าวหาอีกจำนวนหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ยังพบว่าสถิติคดีของศาลยุติธรรมที่ส่งถึงกรรมาธิการศึกษาการนิรโทษกรรม ระบุสถิติคดีมาตรา 112 ที่ขึ้นสู่ศาล ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 329 คดี
นอกจากจำนวนคดี ยังพบปรากฏการณ์หนึ่งในรอบห้าปีนี้ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ กรณีที่นักกิจกรรมหรือประชาชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคน ถูกกล่าวหาด้วยจำนวนคดีมาตรา 112 จำนวนมาก ไม่ใช่เพียงการถูกกล่าวหาหลายกระทงในคดีเดียวเหมือนในยุคก่อนหน้านั้น ทำให้มีภาระในการต่อสู้คดีจำนวนมากด้วย โดยสถิตินักกิจกรรมที่ถูกกล่าวหาด้วยจำนวนคดีมากที่สุด ได้แก่
- พริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกกล่าวหา 25 คดี
- อานนท์ นำภา ถูกกล่าวหา 14 คดี
- ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ถูกกล่าวหา 10 คดี
- ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ถูกกล่าวหา 9 คดี
.
.
สถิติคดีแยกตามภูมิภาค กระจายไปใน 34 จังหวัด
สถานการณ์การดำเนินคดีในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ยังกระจายไปในทุกภูมิภาคของประเทศ แม้คดีส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก แต่ก็มีคดีในจังหวัดต่าง ๆ หลายคดี โดยพบคดีในอย่างน้อย 34 จังหวัด แยกเป็น
- คดีในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวนอย่างน้อย 183 คดี (ในจำนวนนี้เป็นคดีของ บก.ปอท. จำนวน 75 คดี)
- คดีในพื้นที่ภาคกลางและปริมณฑล จำนวนอย่างน้อย 39 คดี
- คดีในพื้นที่ทางภาคเหนือ จำนวนอย่างน้อย 36 คดี
- คดีในพื้นที่ทางภาคใต้ จำนวนอย่างน้อย 35 คดี
- คดีในพื้นที่ทางภาคอีสาน จำนวนอย่างน้อย 18 คดี
- คดีในพื้นที่ภาคตะวันออก จำนวนอย่างน้อย 6 คดี
แนวโน้มในช่วงปี 2567-68 พบว่ามีคดีในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีสถานการณ์ที่กลุ่มปกป้องสถาบันฯ ไปกล่าวหาตามจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก
นอกจากนั้นแนวโน้มคดี ยังพบสถานการณ์การกระจุกตัวในบางสถานีตำรวจหรือบางพื้นที่ ที่ผู้แจ้งความอาศัยอยู่ หรือเลือกสถานีตำรวจดังกล่าวในการไปแจ้งความดำเนินคดี อาทิ คดีที่ สภ.สุไหงโก-ลก พบไม่ต่ำกว่า 8 คดี, คดีที่ สภ.บางแก้ว ไม่น้อยกว่า 14 คดี, คดีที่ สภ.เมืองกำแพงเพชร อย่างน้อย 4 คดี หรือคดีที่กระจายไปในโซนพื้นที่จังหวัดพัทลุง-สงขลา-กระบี่ ซึ่งเกิดจากผู้กล่าวหารายเดียว พบไม่ต่ำกว่า 19 คดีแล้ว
.
.
สถิติผู้กล่าวหาในคดี เป็นประชาชน-กลุ่มปกป้องสถาบันฯ มากกว่าครึ่ง
ในส่วนสถิติของผู้กล่าวหา ซึ่งริเริ่มไปร้องทุกข์กล่าวโทษทำให้เกิดคดีขึ้นนั้น พบว่าสถานการณ์คดีมาตรา 112 ในยุคปัจจุบัน มากกว่าครึ่งหนึ่งของคดีทั้งหมด เกิดขึ้นจากกรณีที่ประชาชนด้วยกันเอง โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนไหวในลักษณะ “ปกป้องสถาบันฯ” เป็นผู้ไปแจ้งความไว้ อาทิเช่น กลุ่มศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมาย ผู้ถูกล่วงละเมิดบนโลกออนไลน์ (ศชอ.), ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส.), หรือกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เป็นต้น โดยคดีกลุ่มนี้คิดเป็นราวร้อยละ 53 ของคดีทั้งหมด
โดยสถิติของผู้กล่าวหาในคดีมาตรา 112 สามารถแยกได้เป็น
- คดีที่ “ประชาชนทั่วไป” หรือประชาชนกลุ่มปกป้องสถาบันฯ เป็นผู้กล่าวหา อย่างน้อย 168 คดี
- คดีที่ตำรวจเป็นผู้กล่าวหา อย่างน้อย 128 คดี
- คดีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้กล่าวหา 11 คดี
- คดีที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กล่าวหา 9 คดี
- คดีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เป็นผู้กล่าวหา 1 คดี
.
พฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา มากกว่าครึ่งเป็นคดีบนโลกออนไลน์
ในส่วนพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหานั้น พบว่าแนวโน้มส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกิดจากการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ คือมากกว่าร้อยละ 55 ของคดีที่ทราบข้อมูลทั้งหมด
- คดีที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ จำนวน 176 คดี
- คดีการแสดงออกอื่นๆ ที่ไม่ใช่การปราศรัยและไม่ใช่การแสดงออกบนโลกออนไลน์ เช่น การติดป้าย, พิมพ์หนังสือ, แปะสติ๊กเกอร์ เป็นต้น จำนวน 73 คดี
- คดีที่เกี่ยวกับการปราศรัยในการชุมนุม จำนวน 60 คดี
- คดีที่ไม่ทราบสาเหตุ จำนวน 7 คดี
ผู้ถูกกล่าวหาในคดียุคปี 2563 จึงมีทั้งส่วนที่เป็นแกนนำนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเผชิญกับคดีจำนวนมาก จากการปราศรัยและการชุมนุม กับประชาชนทั่วไป ที่หลายคนไม่ได้ออกมาชุมนุมหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ได้แสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ และถูกนำไปกล่าวหาไว้
.
สถานะคดีและแนวโน้มผลคำพิพากษา ทยอยขึ้นศาลสูง
จนถึงวันที่ 19 พ.ย. 2568 จากคดีอย่างน้อย 317 คดีดังกล่าว พบว่ามีคดีที่สิ้นสุดแล้ว 142 คดี จึงทำให้มีคดีดำเนินอยู่อีก 175 คดี ในจำนวนนี้มี 119 คดี อยู่ในชั้นศาล
จากจำนวนคดีที่สิ้นสุดดังกล่าว พบว่ามีจำนวน 4 คดี ที่สิ้นสุดเนื่องจากพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี โดยแนวโน้มคดีส่วนใหญ่ อัยการยังสั่งฟ้องเป็นหลัก (นอกจากนั้น ทราบว่ายังมีคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้บางส่วน ที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหา และทั้งตำรวจ-อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีไป ซึ่งไม่ทราบจำนวนคดีที่แน่ชัด)
ในส่วนคดีที่ขึ้นสู่ศาล พบว่ามีคดีที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว อย่างน้อย 199 คดี แยกเป็นคดีที่ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีมากกว่า คือจำนวน 106 คดี และคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ จำนวน 93 คดี
ในจำนวน 199 คดีนั้น เป็นคดีที่มีคำพิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว 71 คดี และศาลฎีกา 9 คดี เท่ากับมีคำพิพากษาในทุกชั้นศาลรวมกันแล้ว 279 ฉบับ
.
ในคดีที่จำเลยต่อสู้คดี จากจำนวน 106 คดีนั้น พบว่าแนวโน้มว่าศาลมีคำพิพากษาลงโทษ โดยไม่รอลงอาญา มากที่สุด คือมากกว่า 3 ใน 5 ของทั้งหมด แต่ก็มีคดีที่ศาลยกฟ้องอยู่ด้วย คิดเป็นราว 1 ใน 5 ของคดีที่ต่อสู้ทั้งหมด
ผลของคดีในกรณีที่จำเลยต่อสู้คดี แบ่งเป็นดังนี้ (ผลคดียังไม่ถึงที่สุดทั้งหมด บางคดียังรอคำพิพากษาในศาลสูง)
- ศาลลงโทษจำคุก โดยไม่รอการลงโทษ 67 คดี
- ศาลพิพากษายกฟ้อง 20 คดี
- ศาลลงโทษจำคุก โดยให้รอการลงโทษ 14 คดี
- ศาลยกฟ้องข้อหามาตรา 112 แต่ลงโทษในข้อหาอื่น ๆ 3 คดี
- คดีที่ศาลยกฟ้องจำเลยบางราย แต่ลงโทษจำคุกจำเลยอีกราย 2 คดี
ขณะเดียวกัน เมื่อคดีทยอยขึ้นสู่ศาลสูง คือศาลอุทธรณ์มากขึ้น พบว่ามีคดีที่ศาลชั้นต้นเคยยกฟ้องข้อหามาตรา 112 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับหรือแก้ให้ลงโทษตามข้อหามาตรานี้ จำนวนถึง 12 คดีด้วย แต่มีเพียงคดีเดียว ที่ศาลชั้นต้นเคยลงโทษในข้อหานี้ แล้วในชั้นอุทธรณ์กลับคำพิพากษาเป็นยกฟ้อง
ส่วนในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ จากจำนวน 93 คดีนั้น พบว่าศาลมีแนวโน้มพิพากษาลงโทษจำคุก แต่ให้รอการลงโทษไว้มากกว่า คือราวร้อยละ 55 ของคดีที่ให้การรับสารภาพทั้งหมด
โดยผลของคดีในกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพ แบ่งเป็นดังนี้ (ผลคดียังไม่ถึงที่สุดทั้งหมด บางคดียังรอคำพิพากษาในศาลสูง)
- ศาลลงโทษจำคุก โดยให้รอการลงโทษจำคุก 51 คดี
- ศาลลงโทษจำคุก โดยไม่รอการลงโทษจำคุก 39 คดี
- คดีที่ศาลให้รอกำหนดโทษ 3 คดี
รวมทั้งพบแนวโน้มที่หากจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลให้รอการลงโทษ ฝ่ายอัยการโจทก์มักจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาต่อ แต่หากจำเลยต่อสู้คดี และศาลยกฟ้องหรือให้รอการลงโทษจำคุกไว้ มีแนวโน้มที่อัยการจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป
นอกจากนั้น ในช่วงปี 2568 ยังพบแนวโน้มคดีที่แม้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหามาตรา 112 แล้ว แต่อัยการยังยื่นฎีกาต่อไป โดยมีอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา หลังจากก่อนหน้านั้น ในคดีที่ยกฟ้องทั้งสองศาลแล้ว ไม่พบการฎีกาต่ออีก
จนถึงปัจจุบันในคดียุคหลังปี 2563 พบคดีที่มีคำพิพากษาถึงชั้นศาลฎีกาแล้วจำนวนอย่างน้อย 9 คดี และยังต้องจับตาคดีที่ทยอยขึ้นสู่ศาลฎีกามากขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งอาจส่งผลถึงการวางแนวโน้มการตีความคดีข้อหานี้ในอนาคต
.
ย้อนอ่าน 10 ข้อสังเกตในรอบ 3 ปี หลังการกลับมาของ ม.112
และ ดูตาราง สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ปี 2563-68 และ ดูสถิติคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำพิพากษา
.




