Onthisday
วันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (30 ก.ย. 2565) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดี “8 ปี ประยุทธ์” ด้วยเสียงข้างมากให้เริ่มนับวาระการดำรงดำแหน่งนายกรัฐมนตรีนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ ทำให้ความเป็นนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สิ้นสุดลงในขณะนั้น และยังมีสิทธิเป็นนายกฯ ได้ถึงปี 2568 ท่ามกลางข้อถกเถียงในสังคมว่า วาระการดำรงตำแหน่งของเขาสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ หากเริ่มนับตั้งแต่ปี 2557 ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ
.
กรณีนี้สืบเนื่องจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2557 ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 จนเมื่อปี 2565 กลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมว่าเขาจะมีวาระดำรงดำแหน่งครบ 8 ปี ในวันที่ 24 ส.ค. 2565 หรือไม่
ข้อถกเถียงในขณะนั้นนำไปสู่การที่สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน 171 ราย ยื่นรายชื่อต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ และขอให้ศาลพิจารณาสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
ต่อมา เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยเสียงข้างมาก (6:3) ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ เนื่องจากดำรงตำแหน่งยังไม่ครบ 8 ปี พร้อมระบุว่า “กรณีตามมาตรา 158 วรรคสี่ ในเรื่องระยะเวลา 8 ปี จึงต้องเริ่มนับทันทีนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ”
กล่าวคือคำวินิจฉัยดังกล่าวให้เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 (วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้) เท่ากับว่าเขาจะมีสิทธิเป็นนายกฯ ได้ยาวถึงวันที่ 5 เม.ย. 2568
สำหรับภาคประชาชนก็ได้ออกมาทำกิจกรรมในกรณีดังกล่าวตั้งแต่ช่วงก่อนและหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย จนเป็นเหตุให้มีผู้ถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 22 คน ในจำนวน 9 คดี ดังนี้
- คดี ‘รามาตุลาการ’ จากกิจกรรมคัดค้านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ บริเวณอ่างแก้ว มช.
คดีนี้มี ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี ผู้รับมอบอำนาจจากศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้กล่าวหานักกิจกรรม 3 ราย ได้แก่ วิธญา คลังนิล, คุณภัทร คะชะนา และ พึ่งบุญ ใจเย็น ในข้อหา “ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 สืบเนื่องจากการเข้าร่วมกิจกรรม “รามาตุลาการ” บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความไม่เห็นด้วยหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี 8 ปี ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565
นักกิจกรรมทั้งสามเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อช่วงปลายปี 2567 ก่อนถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่แล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 ซึ่งนับว่าเป็นคดีดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญจากเหตุแสดงออกทางการเมืองคดีแรกที่อัยการมีคำสั่งฟ้อง จากทั้งหมด 3 คดี ที่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาไว้
คดีนี้มีนัดหมายสืบพยานในวันที่ 28-30 เม.ย. 2569
- คดี 6 ถือป้าย “ปฏิรูปสถาบันตุลาการ” ประตูท่าแพ เชียงใหม่
คดีนี้ เป็นอีกคดีหนึ่งที่มี มนตรี แดงศรี ผู้รับมอบอำนาจจากศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้กล่าวหานักกิจกรรมอีก 6 ราย ได้แก่ สิทธิ์พร ดิษฐเจริญ, ณัฏฐชัย ศรีเจริญ, พิชญ์สินี ชัยทวีธรรม, วิทยา ไชยคําหล้า, ธีราภรณ์ พุดทะสี และธนาดล จันทราช ในข้อหา “ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 198 สืบเนื่องจากการทำกิจกรรมประท้วงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ บริเวณตรงข้ามภาควิชาเวชศาสตร์และครอบครัว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ตรงข้ามปั๊มน้ำมันสาขาวัดโลกโมฬี และลานเอนกประสงค์ประตูท่าแพ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565
หลังจากทั้ง 6 รายเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2566 จนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ในชั้นตำรวจ
- กิจกรรม “ขีดเส้นตายไล่เผด็จการ” บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
สำหรับกิจกรรม “ขีดเส้นตายไล่เผด็จการ” ถูกจัดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ เนื่องในวาระก่อนครบ 8 ปี ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2565 หลังกิจกรรม “แก๊ป” จิรภาส (สงวนนามสกุล) ถูกเรียกไปแจ้งข้อหาที่ สน.สำราญราษฎร์ โดยไม่มีหมายเรียก ในข้อหา พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ก่อนถูกเปรียบเทียบปรับในชั้นตำรวจรวม 3,600 บาท คดีจึงสิ้นสุดลง
- แปะสติกเกอร์ “หมดเวลา 8 ปี นายกเถื่อน” ทางขึ้นบีทีเอสสะพานควาย
กิจกรรมแปะสติกเกอร์ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมข้อความว่า “หมดเวลา 8 ปี นายกเถื่อน” บริเวณทางขึ้นบีทีเอสสะพานควาย เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2565 มีศิลปินกลุ่มแพะในกุโบร์ จำนวน 3 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวและลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนปล่อยตัว โดยยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ
ต่อมา ทั้งสามคนได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ ให้ไปจ่ายค่าปรับคนละ 1,000 บาท ในข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ
- กลุ่มแรงงานชุมนุมไล่ประยุทธ์หน้าทำเนียบรัฐบาล วันครบรอบ 8 ปี
เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2565 เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนชุมนุมเรียกร้องการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตคนทำงาน และขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล
ต่อมา มีนักกิจกรรมด้านสิทธิแรงงานจำนวน 5 ราย ได้แก่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข, สุธิลา ลืนคำ, เซีย จำปาทอง, สนธยา วงษ์ศรีแก้ว และธนพร วิจันทร์ ถูกออกหมายเรียกและได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียง และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2565 ปัจจุบันคดียังอยู่ในชั้นสอบสวน
- กิจกรรมเดินขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึงทำเนียบรัฐบาล
ในวันที่ 23 ส.ค. 2565 ยังมีกิจกรรมเดินขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังทำเนียบรัฐบาล สืบเนื่องจากกิจกรรมนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีแบ่งออกเป็น 4 คดี
คดีแรก นักกิจกรรมและประชาชน 4 ราย ได้แก่ วีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล, “อาเล็ก” โชคดี ร่มพฤกษ์, “นุ้ย” วรัณยา แซ่ง้อ และ “มานี” เงินตา คำแสน ถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.เครื่องยายเสียง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ซึ่งวรัณยาถูกแจ้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ เพิ่มอีกหนึ่งข้อหา
กรณีของวรัณยา มีคำสั่งฟ้องเฉพาะข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ ต่อมาวันที่ 24 ก.ค. 2566 ศาลแขวงดุสิตลงโทษปรับ 2,500 บาท ส่วนอีกสองรายคดียังอยู่ในชั้นตำรวจ
ด้าน “อาเล็ก” โชคดี ร่มพฤกษ์ ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จึงถูกแยกคดีมาเป็นสำนวนของศาลอาญา ต่อมา เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2567 ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 1 ปี 12 เดือน โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ปัจจุบันคดีสิ้นสุดแล้ว
นอกจากนั้นแล้วโชคดียังถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 อีกคดีหนึ่ง เช่นเดียวกับกับ “นุ้ย”วรัณยา แซ่ง้อ จากการร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” และ “ใครฆ่า ร.8” บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในวันดังกล่าว โดยมี อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือ “เต้” สมาชิกกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบันฯ เป็นผู้กล่าวหา
ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2567 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกโชคดีและวรัณยาคนละ 4 ปี ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ปัจจุบันคดีสิ้นสุดแล้ว
