วันที่ 30 ส.ค. ของทุกปีเป็นวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Disappeared) ที่มีขึ้นเพื่อรำลึกถึงบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ภาวะสงคราม การปราบปรามจากรัฐ หรือการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
นับตั้งแต่มีการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อปี 2557 ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการดำเนินคดีประชาชนเป็นจำนวนมากโดยกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ จากการถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมและความไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต ประชาชนหลายคนเลือกที่จะลี้ภัยคุกคามทางการเมืองไปยังประเทศอื่น
ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะหมดยุค คสช. ไปแล้วถึง 11 ปี และมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาแล้วกว่า 2 ปี แต่สำหรับ 3 ครอบครัวของผู้ลี้ภัย ได้แก่ ครอบครัวสยาม ธีรวุฒิ, ครอบครัวสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และ ครอบครัววันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ยังต่างพยายามตามหาความจริงให้แก่สมาชิกของครอบครัวที่ถูกบังคับสูญหายไป ผ่านหลากองค์กร หลายกลไกกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ แต่ปัจจุบันทั้งหมด ยังคงไม่ทราบชะตากรรมและยังไร้การเยียวยาจากทางรัฐ แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าครึ่งทศวรรษ
ชวนอ่านสถานการณ์การติดตามหาสมาชิกของแต่ละครอบครัวล่าสุดในช่วงปี 2567-2568 ผ่านการใช้กลไกต่าง ๆ ที่มีในประเทศ ว่ามีความคืบหน้าใดบ้างหรือไม่ในการพยายามตามหาผู้ถูกบังคับสูญหาย และเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ
.

.
สยาม ธีรวุฒิ
“ไอซ์” สยาม ธีรวุฒิ หรือ “สหายข้าวเหนียวมะม่วง” ถูกออกหมายจับข้อหา ม.112 เพราะร่วมเล่นละครเวทีเรื่อง ‘เจ้าสาวหมาป่า’ ในงานรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อปี 2556 จนทำให้เขากลายเป็นผู้ลี้ภัย และได้หายตัวไปหลังถูกตำรวจเวียดนามจับกุม ก่อนมีรายงานว่าถูกส่งตัวให้กับทางการไทยในวันที่ 8 พ.ค. 2562 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม่และครอบครัวไม่เคยหยุดตามหา ออกตระเวนไปยื่นหนังสือตามหน่วยงานต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน
.
ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ สั่งยุติการสอบสวนกรณีสยาม ชี้หลักฐานไม่พอเชื่อว่าเป็นการอุ้มหายตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ
ตั้งแต่เมื่อปี 2566 กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของสยามได้เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ให้เข้าตรวจสอบค้นหาความจริงหรือสอบสวนกรณีการสูญหายลูกชาย หลังมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ออกมา
ต่อมาในวันที่ 27 มิ.ย. 2567 กัญญาได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาจากศูนย์ป้องกันการทรมานฯ มีคำสั่งให้ยุติคดีและไม่รับทำการสอบสวน อ้างเหตุหลักฐานไม่พอให้เชื่อได้ว่าเป็นการอุ้มหายตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว
.
ศาลจังหวัดสมุทรสาครยกคำร้อง ระบุสยามไม่ใช่บุคคลสาบสูญ เชื่อว่ายังหลบซ่อนอยู่ ก่อนทนายความยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์แล้ว
กัญญายังยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร ขอให้ศาลสั่งให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ หลังจากที่สยามถูกบังคับให้สูญหายไป และไม่มีบุคคลใดพบตัวหรือติดต่อได้อีกเลยตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี และศาลได้นัดไต่สวนไปเมื่อวันที่ 20 ก.ย. และ 21 ต.ค. 2567 ตามลำดับ
ต่อมาในวันที่ 20 ธ.ค. 2567 ศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำสั่งยกคำร้องขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ส่วนหนึ่งของคำสั่งศาลระบุว่า สยามอาจไม่ได้อาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวถาวร และจากที่ผู้ร้องเบิกความว่าสยามถูกออกหมายจับในข้อหาตามมาตรา 112 และหลังเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว บางครั้งมีเหตุการณ์ที่สยามต้องหลบซ่อนจากภัยอันตราย แต่พยานหลักฐานของผู้ร้องก็ยัง ‘ไม่เพียงพอให้รับฟัง’ เป็นยุติ ได้ว่า ‘สยามเป็นคนสาบสูญ’
ต่อมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ครอบครัวสยามและทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 คดียังรอศาลอุทธรณ์มีคำสั่งต่อไป
(อัพเดทวันที่ 10 ก.ย. 2568) มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รายงานว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกคำร้องของครอบครัวสยาม เนื่องจากสยามยังมีหมายจับและมีความเป็นไปได้ว่าสยามอาจกำลังหลบหนีและไม่ติดต่อผู้ใด รวมทั้งไม่ต้องการให้ใครทราบที่อยู่ เพื่อความปลอดภัยจนกว่าจะหมดอายุความ อย่างไรก็ตามครอบครัวผู้ร้องยังไม่เห็นพ้องกับศาล และจะดำเนินการยื่นฎีกาต่อไป
.
.
ศาลอุทธรณ์ชี้ไม่มีหลักฐานว่าสยามเสียชีวิตจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น ครอบครัวไร้สิทธิขอรับเงินเยียวยาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ
นอกจากคดีที่ร้องตามกฎหมายแพ่งแล้ว ครอบครัวของสยามยังได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ภายใต้ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 เพื่อขอใช้สิทธิในการเยียวยาในฐานะที่เป็นผู้เสียหายในคดีอาญา หลังเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2566 คณะกรรมการฯ ยกคำร้อง โดยเห็นว่าสยามไม่ใช่ผู้เสียหายตามนิยามของ พ.ร.บ. เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแน่ชัดว่าได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิตและร่างกายหรือจิตใจ
หลังอุทธรณ์คำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2568 ศาลจังหวัดสมุทรสาครอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งยืนตามคณะกรรมการฯ เห็นว่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าสยามถึงแก่ความตายหรือได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิตหรือร่างกายหรือจิตใจเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้ยื่นคำขอในฐานะทายาทของสยามจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับค่าตอบแทนตามกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นที่สุด
จนถึงปัจจุบัน สยามยังคงไม่เป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ทำให้ครอบครัวยังคงไม่สามารถจัดการทางทรัพย์สินใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสยามได้ และครอบครัวยังคงไม่ทราบชะตากรรมหรือได้รับการเยียวยาใด ๆ จากรัฐไทยตามกฎหมายภายในประเทศ
.
.
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ที่ สปป.ลาว ในปี 2557 หลังการรัฐประหาร จากนั้นในช่วงวันที่ 12-13 ธ.ค. 2561 ซึ่งตรงกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปประชุมไทย-ลาว สุรชัยพร้อมเพื่อนผู้ลี้ภัยอีก 2 คน หายตัวไปจากบ้านพักในลาว จนกระทั่งช่วงปลายเดือนนั้น มีข่าวพบศพลอยมาตามลำน้ำโขง 3 ศพ แต่ศพหนึ่งหายไป ส่วนอีกสองศพคือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นผู้ลี้ภัยอีก 2 คนดังกล่าว อยู่ในสภาพถูกมัดใส่กระสอบและถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด
“ป้าน้อย” ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย เชื่อว่าศพแรกที่สูญหายไปคือสุรชัย จึงได้พยายามร้องขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง
.
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งให้สุรชัยเป็นคนสาบสูญ ทำให้ต่อมาศาลจังหวัดพัทยาลดค่าปรับให้นายประกันของสุรชัย
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2566 ปราณีซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของสุรชัยและทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้สุรชัยเป็นคนสาบสูญต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากที่สุรชัยถูกบังคับให้สูญหายไป และไม่มีบุคคลใดพบตัวหรือติดต่อได้อีกเลยตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี
ต่อมา เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2567 ศาลได้นัดไต่สวนและได้มีคำสั่งให้สุรชัยเป็นคนสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61
คำสั่งสาบสูญดังกล่าวช่วยแบ่งเบาค่าปรับในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนเมื่อปี 2552 ของสุรชัย เนื่องจากสุรชัยได้ลี้ภัยออกนอกประเทศ และไม่มาศาล จนถูกศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับ และปรับนายประกันรวม 500,000 บาท โดยก่อนหน้านี้ ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ไม่ลดค่าปรับ เนื่องจากเห็นว่าไม่มีหลักฐานการเสียชีวิตหรือใบมรณบัตรของสุรชัยมาแสดง ปราณีจึงได้หลักฐานคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญของศาลเพื่อนำไปขอลดค่าปรับในคดีของศาลจังหวัดพัทยาอีกครั้ง
ก่อนในวันที่ 29 พ.ค. 2567 ศาลจังหวัดพัทยาเห็นสมควรลดค่าปรับผู้ประกัน คงปรับเป็นเงิน 230,000 บาท ทั้งนี้ นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้จ่ายค่าปรับเป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2561 นายประกันชำระเงินค่าปรับไปแล้วทั้งสิ้น 209,000 บาท จึงขาดชำระค่าปรับอีกจำนวน 21,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 3,000 บาท ในเวลา 7 เดือน โดยภาระค่าปรับดังกล่าวมีปราณี เป็นผู้รับผิดชอบชำระร่วมกับนายประกันอยู่ และปัจจุบันปราณีได้ผ่อนชำระค่าปรับจนเสร็จสิ้นแล้ว
.
.
ศูนย์ป้องกันการทรมานฯ สั่งยุติการสอบสวนกรณีสุรชัย ชี้หลักฐานไม่พอเชื่อว่าเป็นการอุ้มหายตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ
ในช่วงปลายปี 2567 ปราณียังได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา จากศูนย์ป้องกันการทรมานฯที่เธอเคยไปยื่นหนังสือร้องทุกข์และให้การไว้ โดยพบว่ามีคำสั่งให้ยุติคดีและไม่รับทำการสอบสวน อ้างเหตุหลักฐานไม่พอให้เชื่อได้ว่าเป็นการอุ้มหายตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ เช่นเดียวกันกับเหตุผลในกรณีของสยาม
.
ศาลอุทธรณ์ชี้ไม่ปรากฏว่าสุรชัยถึงแก่ความตาย หรือได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด ของผู้อื่น จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินเยียวยาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 หลังปราณีได้เดินทางเข้ายื่นคำขอใช้สิทธิเยียวยา ในฐานะเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาฯ ศาลจังหวัดลำปางอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ สรุปได้ว่า ไม่ปรากฏว่าสุรชัยถึงแก่ความตาย หรือได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิตหรือร่างกายหรือจิตใจ เนื่องจากการกระทำความผิดของผู้อื่น จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ผู้ยื่นคำขอในฐานะทายาทของสุรชัย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับค่าทดแทน พิพากษายกอุทธรณ์ ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นที่สุด
ทำให้ช่องทางการขอใช้สิทธิเยียวยา ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ ในกรณีของสุรชัย สิ้นสุดลงเช่นเดียวกับในกรณีของสยาม ปัจจุบันครอบครัวยังคงไม่ทราบชะตากรรม ไม่พบศพที่สูญหาย และยังไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ จากกลไกภายใต้กฎหมายภายในประเทศ
.
.
วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์
“ต้าร์” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 ไปอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา ถูกบังคับให้สาบสูญไป เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2563 โดยถูกกลุ่มบุคคลอุ้มขึ้นรถคันหนึ่งหายไปจากหน้าคอนโดที่พักในกรุงพนมเปญ ท่ามกลางเสียงสุดท้ายที่พี่สาวได้ยินผ่านโทรศัพท์ว่า “โอ๊ย หายใจไม่ออก” หลังเหตุการณ์ทางการกัมพูชาก็ออกมาปฏิเสธไม่รับรู้ และแม้จะมีการสอบสวนของผู้พิพากษาไต่สวน ที่ศาลแขวงกรุงพนมเปญเมื่อช่วงปลายปี 2563 แต่ก็ยังไม่ได้มีความคืบหน้าเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน
.
ทางการกัมพูชาล้มเหลวในการแจ้งความคืบหน้าให้ญาติและทนายความ – ตอบกลับ UN ว่ากรณีวันเฉลิมไม่เป็นคดีอุ้มหายตามอนุสัญญาฯ
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2567 สำนักข่าว Voice of America (VOA) ภาคภาษาไทย รายงานว่าตำรวจกัมพูชาสอบสวนคดีลักพาตัววันเฉลิมเสร็จสิ้นแล้ว และได้ส่งสำนวนต่อให้ศาลพิจารณา โดยที่ญาติและทนายความยังไม่ได้รับทราบข่าวความคืบหน้าในเรื่องนี้
ในวันที่ 19 ก.พ. 2567 กัมพูชามีหนังสือตอบกลับคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในกรณีของ ‘วันเฉลิม’ ว่าไม่เป็นคดีอุ้มหาย ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) โดยอ้างว่าไม่พบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศกัมพูชามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยังคงมีการสืบสวนอยู่
วันที่ 27 ก.พ. 2567 โฆษกรัฐบาลกัมพูชา กล่าวกับสื่อมวลชนว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสืบสวนต่อกรณีวันเฉลิมเป็นที่แล้วเสร็จ และได้ “ส่งรายงาน” ไปที่ศาลแขวงกรุงพนมเปญ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายละเอียดของรายงานเผยแพร่ และศาลแขวงกรุงพนมเปญล้มเหลวในการแจ้งให้ทนายความของวันเฉลิม และสมาชิกครอบครัวของเขาทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าดังกล่าว
ต่อมาในวันที่ 31 พ.ค. 2567 ทนายความชาวกัมพูชาของวันเฉลิมได้เดินทางไปที่ศาลแขวงพนมเปญเพื่อขอพบกับผู้พิพากษาไต่สวน แต่เขาไม่อยู่ เจ้าหน้าที่ศาลจึงให้ทนายความเดินทางมาพบอีกครั้ง หลังจากได้พบแล้ว ทนายความของวันเฉลิมรายงานกลับมาในวันที่ 4 มิ.ย. 2567 ว่าผู้พิพากษายืนยันว่าการสืบสวนสอบสวนยังดำเนินต่อไป
นอกจากนี้ ในวันที่ 21 ก.พ. 2567 สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม พยายามเดินทางไปที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า เนื่องจากฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เดินทางมาเยี่ยมทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามความคืบหน้า แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดรถไว้ จึงได้พักทำกิจกรรมที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนสิรินธร โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบกว่า 50 นาย เฝ้าตัวเธอไว้ ทำให้ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้
.
.
กมธ.กฎหมายฯ เรียกหน่วยงานมาแจ้งความคืบหน้ากรณีวันเฉลิม ระบุอัยการยุติการสอบสวน แต่ส่งให้ DSI ทำต่อ – การสอบสวนตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ ยังคงดำเนินต่อไป
สำหรับความคืบหน้าทางคดีในประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2567 ในที่ประชุม คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลความคืบหน้า สามารถสรุปได้ว่า ปัจจุบันกรณีของวันเฉลิมไม่มีสถานะเป็นคดีตามกฎหมาย และสำนักงานอัยการสูงสุดมีความเห็นว่ากรณีดังกล่าว ยัง ‘ไม่สามารถ’ สรุปได้ว่าคดีเกิดนอกราชอาณาจักรไทย อัยการจึงยุติการสอบสวน เพราะไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา จึงได้ส่งสำนวนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อ
ทั้งนี้ หลังจากที่มีการตั้งคณะทำงานของอนุกรรมาธิการภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 แล้ว อัยการสูงสุดเองจะเริ่มดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนกรณีวันเฉลิมทันที โดยจะติดต่อประสานกับทางกัมพูชา เพื่อขอเข้าไปทำการสืบสวนสอบสวนในประเทศกัมพูชาภายในเดือนตุลาคม 2567 แต่ปัจจุบันทางครอบครัวยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าจากคณะทำงานดังกล่าว
.
ครอบครัววันเฉลิมยื่นหลักฐานใหม่ คลิปเสียง ‘ฮุนเซน – เคลียง ฮวด’ และเข้าให้ข้อเท็จจริงกับอัยการสูงสุด ก่อนเข้าพบ UN เพื่อหารือเรื่องกลไกตาม CED และความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2568 ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม พร้อมด้วยสิตานันยังเข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งเป็นคลิปเสียงที่ถูกอ้างว่าเป็นของฮุนเซน ต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ในประเด็นที่เคลียง ฮวด ล่ามคนสำคัญของสมเด็จฮุนเซน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของวันเฉลิมในกัมพูชา เพื่อให้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนข้อเท็จจริง และนำไปสู่การแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีการบังคับสูญหายวันเฉลิม และได้เข้าให้ข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568
ล่าสุดนี้ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 พี่สาววันเฉลิม ยังเข้าพบเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ หารือเรื่องการร้องเรียนกลไกตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) หลังยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมคดีวันเฉลิม ถึงอัยการสูงสุด
กรณีของวันเฉลิมจึงเหลือเป็นกรณีเดียวจากทั้งสามที่ถึงแม้ยังไม่ทราบชะตากรรม แต่ยังคงไม่ยุติการสืบสวนสอบสวน ถึงแม้จะใช้เวลานานกว่า 5 ปี ที่ครอบครัวได้ออกตระเวนยื่นหนังสือร้องทุกข์กับหลายองค์กร ตั้งแต่ยังไม่มี พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ บังคับใช้ จึงเป็นกรณีต้องติดตามต่อว่าจะมีผลการสืบสวนสอบสวนว่าอย่างไร
.



