ในรอบเดือนที่ผ่านมา (11 มิ.ย. – 7 ก.ค. 2568) มีผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วประเทศ อย่างน้อย 51 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 32 คน) โดยมีผู้ถูกคุมขังในเดือนที่ผ่านมาเพิ่มเติมอีก 3 คน โดยแยกเป็นผู้ถูกคุมขังในเรือนจำ 1 คน และผู้ถูกกักขังอีก 2 คน
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 26 คน ผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้ว 24 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 13 คน และเป็นผู้ลงโทษกักขัง 2 คน) และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชน โดยในเดือนนี้ ยังไม่มีใครได้รับการปล่อยตัว
.
ผู้ต้องขังเพิ่ม 3 ราย เป็นคดีละเมิดอำนาจศาล 2 ราย และคดี ม.112 จำนวน 1 ราย
ในช่วงเดือนมิถุนายน มีสถิติจำนวนผู้ต้องขังใหม่เพิ่ม 3 ราย ได้แก่ “บูม” จิรวัฒน์ พ่อค้าขายของออนไลน์วัย 33 ปี ที่ถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดีตามมาตรา 112 จากการแชร์โพสต์เฟซบุ๊กทั้งหมด 3 โพสต์เมื่อปี 2564 โดยทั้งหมดเป็นการแชร์โพสต์เฟซบุ๊ก โดยไม่ได้เขียนความคิดเห็นใด ๆ ประกอบ
เขาถูกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา และศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัว ก่อนหน้านี้จิรวัฒน์เคยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2566 โดยเขาไม่ได้รับการประกันตัวเรื่อยมาเป็นระยะเวลาร่วม 1 ปี และมีการยื่นขอประกันตัวเขารวม 9 ครั้ง จนกระทั่งในวันที่ 9 ธ.ค. 2567 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวของบูม พร้อมกับผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ กว่า 14 ราย โดยเขาเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองเพียงรายเดียวในขณะนั้นที่ได้รับการประกันตัว โดยศาลฎีกาเป็นผู้ออกคำสั่ง
จิรวัฒน์ได้รับอิสรภาพในระหว่างชั้นอุทธรณ์ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ก่อนที่ในวันที่ 19 มิ.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทำให้เขาต้องหวนกลับเข้าเรือนจำเป็นครั้งที่ 2 ในขณะที่สถานการณ์ของครอบครัวยังน่ากังวล เขามีลูกสาววัย 6 ขวบที่ต้องเลี้ยงดู และภรรยากำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะที่ 4 และยังต้องเดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำทุกสัปดาห์
จิรวัฒน์เปิดเผยว่าการที่เขาต้องกลับเข้าไปอยู่ในคุก ไม่ใช่เรื่องที่จะกระทบเขาเพียงคนเดียว แต่กระทบกับทุก ๆ คนในครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกตอนนี้
ปัจจุบันจิรวัฒน์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลารวม 19 วันแล้ว
นอกจากนี้ยังมีกรณีของ “พัชรวัฒน์ โกมลประเสิรฐกุล” และ “ศรัณย์ อนุรักษ์ปราการ” ที่ถูกลงโทษกักขังในคดีละเมิดอำนาจศาล จากการชุมนุมหน้าศาลอาญา เรียกร้องให้ศาลคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง จัดโดยกลุ่ม REDEM เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564
คดีนี้ มีวีรภาพ วงษ์สมาน (ปัจจุบันถูกคุมจังที่เรือนจำกลางบางขวางในคดีมาตรา 112) เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาร่วมด้วย โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย ให้ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงโทษกักขัง วีรภาพและพัชรวัฒน์คนละ 40 วัน และลงโทษกักขังศรัณย์ 2 เดือน
ผลของคำพิพากษาทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง วีรภาพที่ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำกลางบางขวาง เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ ด้วยโทษจำคุก 3 ปี ในข้อหามาตรา 112 กรณีพ่นสีข้อความใต้ทางด่วนดินแดง ยังคงถูกนำตัวกลับไปคุมขังที่เรือนจำตามเดิม
ส่วนพัชรวัฒน์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปรับโทษกักขังตามคำพิพากษาที่สถานกักขัง จ.ปทุมธานี ในส่วนของศรัณย์ พบว่า เขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2568 ตามหมายจับในคดีนี้ หลังจากไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาตามนัดครั้งแรก และถูกส่งตัวไปขังที่สถานกักขัง จ.ปทุมธานี โดยทางครอบครัวของศรัณย์ระบุว่าไม่ทราบว่ามีหมายนัดดังกล่าว และเพิ่งทราบว่าศรัณย์ถูกคุมขังอยู่ในที่ดังกล่าว ทำให้เขาเริ่มถูกนับโทษกักขังไปก่อนแล้ว
.
“วิจิตร” ป่วยหนักปอดติดเชื้อเรื้อรังในเรือนจำ อาการทรุด ศาลยังคงไม่อนุญาตประกันตัว ก่อนถูกส่งตัวรักษา รพ. ภายนอก
เมื่อช่วงเดือน มิ.ย. 2568 “วิจิตร” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังทางการเมืองและอดีตผู้รับเหมาก่อสร้างวัย 59 ปี มีอาการป่วยจากภาวะปอดติดเชื้อรุนแรง ในระหว่างที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความทางการเมืองในช่วงหลังรัฐประหาร ปี 2557-58 รวม 10 โพสต์ หลังศาลอาญาลงโทษจำคุก 10 ปี
วิจิตรถูกย้ายตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรมมาอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตั้งแต่เช้าวันที่ 3 มิ.ย. ก่อนที่ในวันที่ 5 มิ.ย. แพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จะวินิจฉัยว่าเขามีภาวะ “ปอดติดเชื้อ” โดยวิจิตรคาดว่าอาจเป็นเพราะสภาพความแออัดในเรือนจำ และปัญหาการย้ายเข้า – ออกเรือนจำในช่วงนี้ที่ส่งผลกระทบต่อการติดเชื้อโรคได้ง่าย
วันที่ 11 มิ.ย. 2568 ทนายความเดินทางไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อเข้าเยี่ยมวิจิตร หลังจากที่ได้รับแจ้งจากครอบครัวว่าเขาอยู่ในอาการวิกฤต ต่อมา แพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์เห็นว่าอาการของเขาไม่ดีขึ้น จึงได้มีความเห็นให้ย้ายวิจิตรไปตรวจร่างกายและแอดมิทที่สถาบันโรคทรวงอก เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2568
ในช่วงวันที่ 19 มิ.ย. 2568 มีการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองเพื่อส่งตรวจ ขณะที่การตรวจฟิล์มเอกซ์เรย์ปอดและเสมหะอย่างละเอียดแล้วไม่พบเชื้อวัณโรค แต่วินิจฉัยว่าเป็นอาการปอดติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งต้องรับยาสเตียรอยด์ เขาแอดมิทอยู่ที่สถาบันโรคทรวงอกเป็นระยะเวลารวม 10 วัน ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2568
ในระหว่างที่อาการของผู้ต้องขังวิกฤต ทนายความได้ยื่นขอประกันตัววิจิตรไปเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 และศาลอาญาได้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยคำสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา พฤติการณ์แห่งคดี และโทษที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลย ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งศาลฎีกาก็เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์อันเนื่องจากเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี
“ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเจ็บป่วยนั้น กรมราชทัณฑ์สามารถดูแลจัดการให้ได้ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และตามพฤติการณ์ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
อย่างไรก็ตาม 2 – 3 ก.ค. ทนายความได้อัปเดตสถานการณ์จากวิจิตรว่า เขาต้องรักษาอาการปอดติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง โดยเขาจะได้รับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นหลัก และจะถูกส่งตัวไปพบแพทย์ที่สถาบันทรวงอก ทุก 15 วัน เพื่อติดตามอาการติดเชื้อต่อไป โดยแพทย์เห็นว่า แม้อาการเขาจะดีขึ้นหลังผ่านการรักษา แต่หากต้องกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดิมที่เรือนจำ ก็มีโอกาสที่จะทำให้การติดเชื้อเกิดขึ้นได้อีก
.
“กัลยา” ผู้ต้องขัง ม.112 ไกลบ้าน ระบุว่าถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเลื่อนขั้น – ลดโทษต้องขัง
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2568 ทนายความได้เข้าเยี่ยม “กัลยา” (นามสมมติ) อดีตพนักงานบริษัทเอกชนจากจังหวัดนนทบุรี อายุ 30 ปี จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊กรวม 4 ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ กัลยาต่อสู้คดีเรื่อยมา ก่อนที่ 13 ก.พ. 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ลงโทษจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ทำให้คดีของเธอสิ้นสุดลง
กัลยาเล่าว่าเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา เธอถูกส่งตัวไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องจากมีโรคประจำตัวกำเริบ คือเป็นลิ่มเลือดอุดตันบริเวณขาซ้าย ซึ่งต้องใส่อุปกรณ์เข้าเส้นเลือด ในการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลไม่ได้ถูกแอดมิท แต่เป็นการไปตรวจและรอฟังผลเลือดเท่านั้น เมื่อเสร็จสิ้นก็ถูกนำตัวกลับมาที่เรือนจำเช่นเดิม
กัลยาพบว่าเธอเป็นโรคดังกล่าว ก่อนถูกคุมขังเมื่อปี 2566 ก่อให้เกิดความผิดปกติกับร่างกาย อาทิ อาการชาตามร่างกาย มีเลือดออกมากผิดปกติ เลือดไหลง่ายและหยุดยาก เป็นต้น ซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ทำให้เธอต้องรักษาประคับประคองโรคไปในระหว่างถูกคุมขังอยู่นี้
นอกจากนี้ เธอยังบอกเล่าว่า ตนเองมีปัญหาการถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรสัคคสาสมาธิ ซึ่งจะจัดปีละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยในปีนี้ กัลยาได้แจ้งความประสงค์เพื่อขอเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว หลังจากปีที่แล้วยังไม่สามารถเข้าร่วมได้ เนื่องจากคดียังไม่สิ้นสุด แต่หัวหน้าแดนก็ขีดชื่อเธอออกจากใบสมัครอบรมหลักสูตรดังกล่าว โดยไม่ชี้แจงเหตุผลให้เธอทราบแต่อย่างใด
กิจกรรมดังกล่าว เป็นกิจกรรมที่จะส่งผลต่อการเลื่อนชั้นนักโทษของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งยังส่งผลต่อการได้รับประโยชน์หากมีการอภัยโทษในโอกาสสำคัญ โดยไม่เพียงแต่กิจกรรมนี้เท่านั้นที่กัลยาถูกกีดกัน แต่เธอเปิดเผยว่าในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ใส่บาตรทำบุญ หรือการถวายพระพรฯ เธอก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วม ซึ่งทำให้กัลยาคิดว่าที่เป็นแบบนี้เพราะเธอเป็นนักโทษคดีการเมืองหรือไม่ ทั้งนี้ ทนายความได้ทำหนังสือสอบถามถึงเรือนจำต่อไป
.
“บัสบาส” ผู้ต้องขังคดี ม.112 อดอาหารร่วม 1 เดือน ศาลฎีกายังไม่ให้ประกัน – ถูกย้ายตัวไปคุมขังชั่วคราวที่เรือนจำกลางเชียงใหม่กะทันหัน หลังพบว่ามีฝ่ายความมั่นคงขอความร่วมมือ
“บัสบาส” มงคล ถิระโคตร นักกิจกรรมและพ่อค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 เริ่มอดอาหารประท้วงในเรือนจำจังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 32 ปีของเขา โดยเขาเปิดเผยกับทนายว่าจะยังคงดื่มน้ำ กาแฟ และนม ทั้งนี้เพื่อต้องการเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองทั้งหมด ปัจจุบันเขาอดอาหารนานกว่า 50 วันแล้ว
ภายหลังการอดอาหารประท้วงเริ่มส่งผลกระทบต่อร่างกายของเขาหนักขึ้น โดยบัสบาสแจ้งว่าเขาเริ่มอ่อนเพลีย ไม่มีแรง มือสั่น ปวดท้อง วิงเวียนศีรษะ หน้ามือจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ และมีภาวะเสี่ยงแทรกซ้อน
แม้บัสบาสจะอยู่ในการควบคุมตัวของเรือนจำกลางเชียงราย แต่ไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการประเมินภาวะโภชนาการ
ในวันที่ 30 มิ.ย. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยยกเหตุขอประกันเรื่องวิกฤตอการอดอาหารของผู้ต้องขังที่เริ่มกินระยะเวลานานจนอาจอันตรายถึงชีวิต และเรือนจำไม่สามารถดูแลผู้ป่วยในกรณีนี้ได้ ย้ำเหตุบัสบาสไม่เคยคิดหลบหนี
ต่อมา ศาลจังหวัดเชียงรายรับคำร้อง และได้ส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัย และในวันเดียวกัน ศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”
นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 พบว่าบัสบาสถูกเจ้าหน้าที่ย้ายตัวจากเรือนจำกลางเชียงราย ไปยังเรือนจำกลางเชียงใหม่ โดยไม่ได้บอกสาเหตุกับเขาแน่ชัด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการดูแลรักษาพยาบาลใด ๆ ต่อมาครอบครัวของบัสบาสได้สอบถามไปยังเรือนจำกลางเชียงราย เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีคำขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ย้ายตัวบัสบาสไปช่วงสั้น ๆ ซึ่งคาดว่าเกี่ยวเนื่องกับกรณีกลุ่มประชาชน “เพื่อนไม่ทิ้งเพื่อน” จากกรุงเทพฯ จะเดินทางมาทำกิจกรรมยืนหยุดขังสัญจรต่อมาในช่วงปลายอาทิตย์นั้น เขาก็ถูกย้ายตัวกลับมาเรือนจำกลางเชียงราย ระหว่างถูกย้ายตัวไปมาเช่นนี้ ทางเรือนจำยังไม่ได้มีการให้ยาโรคซึมเศร้าที่เขาต้องใช้อยู่ ไม่สามารถหาซื้อนมหรือกาแฟได้เลย และทางเรือนจำเชียงใหม่ไม่ทราบเรื่องด้วยซ้ำว่าเขาอดอาหารอยู่

