เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการแห่งสหประชาชาติได้ออกหนังสือความเห็น (Opinion) ต่อกรณีการคุมขัง “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง จากการดำเนินคดีมาตรา 112 สืบเนื่องจากกรณีการปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565, กรณีร่วมปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2565 บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ และกรณีปราศรัยในกิจกรรมวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2565
คณะทำงาน ฯ ได้มีความเห็นว่าการคุมขังดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 1 (การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ) ประเภทที่ 2 (การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ) ประเภทที่ 3 (เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมที่นำไปสู่การคุมขัง) และประเภทที่ 5 (การควบคุมตัวสืบเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ความเห็นทางการเมือง ฯลฯ)
ในคำร้องฉบับนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับองค์กร Human Rights Foundation เป็นผู้ยื่นคำร้องไปยังคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ โดยได้ระบุว่า การคุมขัง “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง จากการดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ อีกทั้งยังพบการละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมในตลอดการดำเนินคดี ซึ่งยังรวมไปถึงสิทธิในการได้รับการประกันตัว
นอกจากนี้การคุมขังภายใต้มาตรา 112 ยังเป็นการคุมขังที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบ อีกทั้งยังเป็นการคุมขังที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการเลือกปฏิบัติต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง
การคุมขัง “เก็ท” เป็นการควบคุมตัวที่ขาดฐานกฎหมายมารองรับ อันเป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 1 ทั้งยังพบการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม นับตั้งแต่การจับกุมไปจนถึงการกักขังในบ้าน
คณะทำงาน ฯ ได้ลงความเห็นว่า การควบคุมตัว “เก็ท” โสภณ จากการดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 1 เนื่องจากมาตรา 112 ขาดความชัดเจนและไม่มีการจำกัดความที่แน่นอนว่าการกระทำใดถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ทำให้การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งขัดต่อหลักความชอบด้วยกฎหมาย (Principle of Legality) เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวไม่ถูกกำหนดถ้อยคำไว้อย่างชัดเจนและมีความแม่นยำเพียงพอ ซึ่งขัดกับข้อ 11 (2) ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) และข้อ 15 (1) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR)
อย่างไรก็ดี ในกรณีของ “เก็ท” โสภณ คณะทำงานฯ ยังได้ตั้งข้อสังเกตุจากข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ถูกโต้แย้งจากรัฐบาลไทยว่า ในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการอธิบายว่าการกระทำใดที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการกระทำอันมิชอบและเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อีกทั้งในหมายจับก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดดังกล่าวเช่นกัน เพียงแต่เป็นการระบุว่ามีพยานหลักฐานว่าบุคคลดังกล่าวได้กระทำหรืออาจกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกเกินสามปีตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยคณะทำงานฯ ได้เน้นย้ำในประเด็นนี้ว่า ตามหลักการของข้อ 9 (2) ของ ICCPR และหลักการข้อ 10 ของ ชุดหลักการเพื่อการคุ้มครองบุคคลทุกคนที่ถูกควบคุมตัวหรือจำคุกไม่ว่ารูปแบบใด (Body of Principles for the Protection of All Persons under Any Form of Detention or Imprisonment) กำหนดให้บุคคลที่ถูกจับกุมต้องได้รับแจ้งเหตุแห่งการจับกุมในขณะที่ถูกจับกุม และต้องได้รับแจ้งข้อกล่าวหาที่มีต่อบุคคลนั้นโดยพลัน ดังนั้น ในกรณีนี้ เจ้าหน้าที่จึงมิได้ระบุข้อเท็จจริงอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อให้ทราบถึงสาระสำคัญของข้อร้องเรียน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องระบุไว้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลในการจับกุมตามที่กำหนดไว้
ยิ่งไปกว่านั้นคณะทำงานฯ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีการคุมตัวนอกอำนาจสอบสวน เนื่องจากภายหลังจากการถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2565 ได้มีการพาตัว “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ไปสอบสวนต่อที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจและอยู่นอกพื้นที่ที่เกิดการจับกุม แม้ว่าโดยหลักแล้ว กำหนดให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจนำตัวบุคคลที่ถูกจับกุมไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่มีการจับกุมโดยทันทีตามหลักของมาตรา 83 และมาตรา 84 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ในกรณีของ “เก็ท” โสภณ ยังได้แสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธการให้ประกันตัวโดยมิชอบ เนื่องจากพบว่า ศาลขยายระยะเวลาฝากขังและปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวหลายครั้งโดยอ้างเพียงเหตุผลเรื่องความร้ายแรงของอัตราโทษตามมาตรา 112 โดยไม่ได้พิจารณาความเสี่ยงเป็นรายบุคคล (เช่น ความเสี่ยงในการหลบหนี หรือการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน) หรือมาตรการทางเลือกอื่น
แม้ว่า “เก็ท” โสภณ จะเคยได้รับการประกันตัวในช่วงระหว่างการพิจารณาคดีมาตรา 112 แต่เขากลับถูกสั่งให้อยู่แต่ในที่พักอาศัยตลอด 24 ชั่วโมงและมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้า ซึ่งในทางปฏิบัติถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายการควบคุมตัว อันเป็นลักษณะของการควบคุมตัวโดยพลการเช่นกัน
ต่อมา ในวันที่ 28 พ.ค. 2569 ศาลได้มีคำพิพากษาอุทธรณ์จะได้มีคำพิพากษาแก้ไขโทษในคดีสืบเนื่องจากการปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 จากเดิมที่ศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือลงโทษจำคุกถึง 6 เดือน ทั้งที่กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 200 บาท แต่จากเหตุเช่นว่านี้ คณะทำงานฯ ให้ความเห็นว่า การพิพากษาลงโทษของศาลชั้นต้นส่งผลเป็นการควบคุมตัวโดยอาศัยกฎหมายที่ไม่ได้ให้อำนาจในการควบคุมตัว อันเป็นการละเมิดหลักความชอบด้วยกฎหมายอีกประการหนึ่ง
การดำเนินคดีตามมาตรา 112 ต่อ “เก็ท” เป็นเหตุให้เกิดการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 2 จากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก
คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ให้ความเห็นว่าการคุมขัง “เก็ท” โสภณ จากการดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นการคุมขังโดยพลการประเภทที่ 2 (การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ) เนื่องจากคณะทำงานฯ มองว่าคำปราศรัยจากการชุมนุมเพื่อการรณรงค์ในประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้นได้รับการคุ้มครองคุ้มครองตามข้อ 19 ของ UDHR และข้อ 19 ของ ICCPR นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังเห็นว่า การที่เขาเป็นสมาชิกของกลุ่มเยาวชนที่ขับเคลื่อนอย่างสันติในประเด็นการยกเลิก (abolition) มาตรา 112 นั้น ได้รับการคุ้มครองตามข้อ 20 ของ UDHR และข้อ 21 และข้อ 22 ของ ICCPR
ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้มีความเห็นมาโดยตลอดว่าการคุมขังบุคคลภายใต้มาตรา 112 นั้นเป็นการควบคุมตัวโดยพลการอันเป็นผลมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก
เมื่อพิจารณาถึงหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง คณะทำงานได้ระบุว่า ภายใต้ข้อ 19 (3) ของ ICCPR การจำกัดสิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นใด ๆ จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดสามประการ ได้แก่ การจำกัดสิทธินั้นต้องมีกฎหมายรองรับ ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุเป้าหมายอันชอบด้วยกฎหมาย และต้องกำหนดขึ้นโดยสอดคล้องกับหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน และข้อจำกัดดังกล่าวยังปรากฎในข้อ 21 ของ ICCPR ในประเด็นเรื่องเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกัน
ในกรณีของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง รัฐบาลไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดตอบกลับมายังคณะทำงาน แต่อย่างไรก็ดี คณะทำงานตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลจะมิได้ยื่นคำชี้แจงในคดีนี้ แต่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้กล่าวอ้างหลายครั้งว่ากฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์มีวัตถุประสงค์เพื่อเคารพสิทธิและชื่อเสียงของสมาชิกพระราชวงศ์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นข้อจำกัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ชอบด้วยกฎหมายภายใต้ข้อ 19 (3) (a) ของ ICCPR
อย่างไรก็ตาม ในการประเมินของคณะทำงานฯ วัตถุประสงค์ดังกล่าวของกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์แทบไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุอันชอบด้วยกฎหมายสำหรับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่มีความจำเป็น เนื่องจากบุคคลสาธารณะทุกคนย่อมสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยชอบ การที่การแสดงความคิดเห็นบางรูปแบบถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นบุคคลสาธารณะเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลในการกำหนดบทลงโทษ บุคคลสาธารณะทุกคน รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจทางการเมืองสูงสุด เช่น ประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ย่อมอยู่ภายใต้การวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยชอบ และกฎหมายไม่ควรกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงกว่าเพียงเพราะสถานะของบุคคลดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Committee) ยังได้แสดงความกังวลเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ โดยระบุว่าการบังคับใช้กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาทควรจำกัดอยู่เฉพาะกรณีที่ร้ายแรงที่สุด และการลงโทษด้วยการจำคุกไม่เคยเป็นบทลงโทษที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ในการพิจารณาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยครั้งล่าสุดภายใต้กลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกระบวนการ Universal Periodic Review (UPR) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ประเด็นกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และข้อจำกัดต่อสิทธิในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงความคิดเห็นถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นที่น่ากังวลหลายครั้ง โดยคณะผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เรียกร้องให้รัฐบาลนำกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์มาปรับให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศไทย
การควบคุมตัวโดยพลการกรณีของ “เก็ท” โดยพลการประเภทที่ 3 เนื่องจากปรากฏการละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิในการมีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีอย่างมีความหมาย และขัดกับหลักความเท่าเทียมกันทางอาวุธ
สืบเนื่องจากกรณีของ “เก็ท” โสภณ ที่ในระหว่างการไต่สวนก่อนพิจารณาคดีอยู่ในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงได้มีการพิจารณาคดีในระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติพบว่าได้ประสบปัญหาด้านเทคนิคและสัญญาณการถ่ายทอดสัญญาณ 2 ครั้ง ในวันที่ 12 พ.ค. 2565 และ 27 พ.ค. 2565 ซึ่งศาลได้ยกคำร้องขอเบิกตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาที่ศาลแทนการประชุมผ่านจอภาพโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกรณีนี้คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการมีความเห็นว่า เป็นการละเมิดสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างมีความหมาย (right to meaningful participation in the court proceedings)
ในกรณีเช่นนี้ คณะทำงานฯ ได้เน้นย้ำถึงข้อ 14 (3) (d) ของ ICCPR ซึ่งรับรองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาที่จะได้รับการพิจารณาคดีต่อหน้าและโดยเปิดเผย อันสะท้อนถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างมีความหมาย นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังได้อ้างถึงความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่ระบุว่า การปรากฏตัวของผู้ถูกควบคุมตัวต่อหน้าศาลมีส่วนช่วยให้สามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัว และถือเป็นหลักประกันประการหนึ่งต่อสิทธิในความมั่นคงและความปลอดภัยของบุคคล
คณะทำงานฯ ยังได้อ้างถึงความเห็นทั่วไปที่ 11 ว่าด้วยการป้องกันการพรากเสรีภาพโดยพลการในบริบทของภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ซึ่งกำหนดว่า หากสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทำให้มีความจำเป็นต้องจำกัดการติดต่อทางกายภาพ รัฐต้องประกันให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถเข้าถึงช่องทางการสื่อสารออนไลน์ที่ปลอดภัยหรือการสื่อสารทางโทรศัพท์ระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งนี้ การใช้มาตรการทั่วไปที่จำกัดการเข้าถึงศาลและทนายความโดยปราศจากข้อยกเว้น ไม่อาจถือเป็นมาตรการที่ชอบธรรมได้ และอาจส่งผลให้การพรากเสรีภาพดังกล่าวกลายเป็นการพรากเสรีภาพโดยพลการ
ในกรณีการดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อ “เก็ท” โสภณ ยังพบว่า ในระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล ผู้พิพากษาไม่ได้บันทึกคำถามของทนายความฝ่ายจำเลย หรือคำให้การของพยานฝั่งจำเลยอย่างเป็นระบบ ในขณะที่มีการบันทึกข้อมูลของฝั่งอัยการโจทก์และพยานโจทก์อย่างครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคำพิพากษา โดยคณะทำงานฯ มีความเห็นต่อประเด็นนี้ว่าเป็นการขัดแย้งกับหลักความเท่าเทียมกันทางอาวุธ (equality of arms) ตามข้อ 14 (3) (e) ของ ICCPR
แก่นสำคัญของสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมคือหลักความเท่าเทียมกันทางอาวุธ ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในข้อ 10 และ 11 ของ UDHR นอกจากนี้ ข้อ 14 (1) ของ ICCPR กำหนดว่า ในการพิจารณาข้อกล่าวหาทางอาญาใด ๆ ต่อบุคคล บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและเปิดเผยต่อสาธารณะโดยศาลที่มีอำนาจ เป็นอิสระ และเป็นกลาง อีกทั้ง ข้อ 14 (3) (e) ของ ICCPR ยังรับรองหลักประกันขั้นต่ำในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมแก่จำเลย รวมถึงสิทธิที่จะเรียกและซักถามพยานฝ่ายตนภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับพยานฝ่ายโจทก์
คณะทำงานฯ ยังได้อ้างอิงถึงความเห็นทั่วไปที่ 32 (2007) ว่าด้วยสิทธิในความเสมอภาคต่อหน้าศาลและคณะตุลาการและสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ซึ่งคู่ความทุกฝ่ายต้องได้รับสิทธิในกระบวนพิจารณาอย่างเดียวกัน เว้นแต่ความแตกต่างนั้นจะมีพื้นฐานตามกฎหมายและสามารถให้เหตุผลได้ด้วยหลักเกณฑ์ที่เป็นภววิสัยและสมเหตุสมผล โดยต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียเปรียบหรือความไม่เป็นธรรมแก่จำเลยอย่างแท้จริง
การเลือกปฏิบัติทางความคิดเห็นทางการเมือง ส่งผลให้การคุมขัง “เก็ท” เป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 5
คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ ชี้ว่ามีข้อสันนิษฐานที่หนักแน่นที่แสดงให้เห็นว่า “เก็ท” โสภณ ถูกควบคุมตัวเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง เนื่องจากเขาเป็นสมาชิกกลุ่ม “โมกหลวงริมน้ำ” และมีสถานะเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และแก้ไขกฎหมาย ซึ่งขัดกับ ข้อ 2 และ 7 ของ UDHR รวมถึงข้อ 2(1) และข้อ 25 ของ ICCPR
ในการพิจารณาถึงการควบคุมตัวโดยพลการอันสืบเนื่องมาจากเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ คณะทำงานฯ ได้มีตัวชี้วัดดังต่อไปนี้ อันได้แก่ (ก) การพรากเสรีภาพเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการประหัตประหารต่อบุคคลที่ถูกควบคุมตัว รวมถึงตัวอย่างเช่น การเคยถูกควบคุมตัวมาก่อน (ข) บุคคลอื่นที่มีลักษณะเฉพาะเช่นเดียวกันก็ถูกประหัตประหารด้วย หรือ (ค) บริบทแวดล้อมบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลด้วยเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ หรือเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นใช้สิทธิมนุษยชนของตน
คณะทำงานฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีการดำเนินคดีต่อ “เก็ท” โสภณ ในหลายคดีจากการเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบ ซึ่งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ นอกจากนี้ ยังพบว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีและคุมขังบุคคลอื่นอีกเป็นจำนวนมากในลักษณะเดียวกับกรณีของ “เก็ท” โสภณ ซึ่งบุคคลดังกล่าวถูกมองว่าเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์
ในหลายกรณีที่เคยถูกนำเสนอต่อคณะทำงานฯ มาก่อนหน้านี้ คณะทำงานฯ ยังตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบ (pattern) ในการควบคุมตัวบุคคลที่คัดค้านกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และเห็นว่ากรณีของ “เก็ท” โสภณ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของรูปแบบดังกล่าว คณะทำงานเห็นว่าความคิดเห็นทางการเมืองเป็นประเด็นสำคัญของคดีนี้ และเจ้าหน้าที่ได้แสดงท่าทีที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อความคิดเห็นทางการเมือง
เนื่องด้วย “เก็ท” โสภณ ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะเกี่ยวกับการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงความสนใจของสาธารณชน ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้กฎหมายดังกล่าว และถูกดำเนินคดีในหลายคดีจากการเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงการใช้มาตรา 112 เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คณะทำงานฯ จึงได้มีความเห็นว่า การคุมขัง “เก็ท” โสภณ และในกรณีอื่น ๆ อีกหลายกรณีในหลายกรณีที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีของ อานนท์ นำภา, “ขนุน” สิรภพ และ ตะวัน เป็นการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากสถานะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน
คณะทำงานฯ ยังได้ประเมินอีกว่า ในหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ล้วนเกี่ยวข้องกับการตั้งข้อกล่าวหาและการดำเนินคดีภายใต้บทบัญญัติความผิดทางอาญาที่ใช้ถ้อยคำคลุมเครือ ซึ่งโดยทั่วไปมีโทษรุนแรง ขาดฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน และเกี่ยวข้องกับการละเมิดหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (due process)
