สรุปข้อเท็จจริง-บันทึกไต่สวนการตาย ‘บุ้ง’ เนติพร คำถามสำคัญถึงมาตรฐานทางการแพทย์และกู้ชีพในเรือนจำ

หมายเหตุ: เนื้อหามีข้อความรายละเอียดขั้นตอนการกู้ชีพทางการแพทย์และเหตุการณ์การเสียชีวิตของผู้ต้องขัง บางช่วงอาจมีความละเอียดอ่อน

วันที่ 15 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายของ “บุ้ง” เนติพร นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง วัย 28 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 กรณีเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ระหว่างที่ถูกคุมขังคดีมาตรา 112 ในเรือนจำ โดยมีประเด็นสำคัญคือ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความช่วยเหลือและกู้ชีพเนติพรตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เนติพรถูกถอนประกันในคดีมาตรา 112 เหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” พร้อมกับถูกลงโทษจำคุก 1 เดือน ในคดีละเมิดอำนาจศาล จากนั้นเนติพรอดอาหารประท้วงระหว่างถูกคุมขังไม่น้อยกว่า 65 วัน และถูกขังทั้งสิ้น 110 วันก่อนเสียชีวิตลง และภายหลังจากเธอเสียชีวิต 2 ปี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีที่เธอถูกขังมาโดยตลอดจนเสียชีวิต

ก่อนศาลนัดฟังคำสั่ง ชวนอ่านสรุปลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ที่เนติพรถูกคุมขังในเรือนจำครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสียชีวิต และบันทึกการไต่สวนการตาย โดยมีพยานฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายญาติผู้ตายเบิกความรวม 8 ปาก และใช้ระยะเวลาในชั้นศาลกว่า 2 ปี

.

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 “บุ้ง” เนติพร ถูกศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งจำคุก 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล จากกรณีไปให้กำลังใจการฟังคำพิพากษาของ “โฟล์ค” สหรัฐ สุขคำหล้า พร้อมกับถูกเพิกถอนประกันคดีมาตรา 112 กรณีทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” จากเหตุร่วมชุมนุมและพ่นสีหน้ากระทรวงวัฒนธรรมเมื่อปี 2566 เห็นว่าการพ่นสีธงพระราชินีอาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์ ผิดเงื่อนไขการประกันตัว ทำให้บุ้งถูกขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางตั้งแต่นั้น

ภาพจากไข่แมวชีส

ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญจากบันทึกเยี่ยมของทนายความ ในระหว่างที่ “บุ้ง” เนติพร ถูกคุมขังและประท้วงอดอาหาร-น้ำ ในเรือนจำ นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต (ครั้งแรกถูกขังในปี 2565 ต่อมาได้ประกันตัว) และเป็นครั้งสุดท้าย

  • 26 ม.ค. 2567เริ่มถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
  • 27 ม.ค. 2567 – อดอาหารและน้ำวันแรก ด้วยข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และจะต้องไม่มีใครถูกคุมขังเพราะเห็นต่างทางการเมืองอีก
  • 6 ก.พ. 2567 – ถูกย้ายตัวไปยัง รพ.ราชทัณฑ์ นอนไม่ได้ เพราะมีภาวะกรดไหลย้อน และตับอักเสบ
  • 19 ก.พ. 2567 – โพแทสเซียมในเลือดต่ำ อิเล็กโทรไลต์ในเลือดเริ่มมีปริมาณต่ำ มีอาการนอนไม่หลับ อาเจียนบ่อย อาเจียนเป็นน้ำรสเปรี้ยวตลอดทั้งคืน
  • 22 ก.พ. 2567 – ถูกพาตัวกลับสถานพยาบาล ทัณฑสถานหญิงกลาง โดยอ้างว่าเตียงของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่เพียงพอ
  • 8 มี.ค.4 เม.ย. 2567 ถูกส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ธรรมศาสตร์ ในระหว่างนั้น ค่าโพแทสเซียมต่ำและขึ้นลงไม่คงที่ รับการรักษาเป็นระยะ และกลับมาที่ รพ.ราชทัณฑ์วันที่ 4 เม.ย.
  • 8 พ.ค. – 13 พ.ค. 2567 แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์จ่ายยาขับปัสสาวะเพื่อลดอาการมือและเท้าบวม ขณะที่บุ้งมีค่าโพแทสเซียมต่ำ อยู่ที่ 2.6-2.7 (จากบันทึกคำให้การ) 
  • 14 พ.ค. 2567 เวลา 11.22 น. – บุ้งเสียชีวิต รวมระยะเวลาถูกคุมขัง 110 วัน 

หลังจากเนติพรเสียชีวิตในวันที่ 14 พ.ค. 2567 วันต่อมา (15 พ.ค. 2567) มีการผ่าชันสูตรพลิกศพ ที่แผนกนิติเวช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และมีพิธีฌาปนกิจศพที่วัดสุทธาโภชน์ กรุงเทพฯ ในวันที่ 19 พ.ค. 2567 หลังจากนั้นพบว่า กลุ่มเพื่อน ครอบครัว ประชาชน และองค์กรสิทธิมนุษยชน ยังคงติดตามและเรียกร้องความยุติธรรมในกรณีการเสียชีวิตของเธอ 

.

*หมายเหตุ รวบรวมและเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์สำคัญ เฉพาะจากบันทึกคำให้การ และพยานเอกสารการรักษาตัวของเนติพรที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ที่ใช้เบิกความในชั้นศาล 

.

ประเด็นสำคัญในการไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร: รพ.ราชทัณฑ์ให้ความช่วยเหลือและกู้ชีพตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่ 

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีเป็นผู้ร้องขอไต่สวนการตายต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งระบุไว้ว่า “ในกรณีที่เกิดการเสียชีวิตระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าพนักงาน เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้ว ให้ทำคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้” 

สำหรับการไต่สวนการตายของเนติพร ใช้ระยะเวลาในชั้นศาลมากกว่า 2 ปีหากนับตั้งแต่เสียชีวิต ด้วยปัจจัยหลายประการ คือ อยู่ระหว่างรอเอกสารการรักษาตัวของเนติพร ภาพกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตามที่ฝ่ายญาติผู้ตายขอให้ศาลออกหมายเรียก พยานฝ่ายผู้ร้องติดภารกิจ และถูกเลื่อนอีกครั้งด้วยเหตุผลเรื่องการแปลเอกสารทางการแพทย์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย 

นอกจากนั้น ระหว่างการสังเกตการณ์พิจารณาคดีที่ศาลทุกนัด พบมาตรการที่เข้มงวดกว่าปกติในการรักษาความปลอดภัย เมื่อเทียบกับคดีอื่น ๆ โดยเฉพาะในนัดแรกที่มีการยึดโทรศัพท์มือถือของประชาชนที่เข้าร่วมฟังการพิจารณา ตั้งโต๊ะให้ลงชื่อ และตรวจอาวุธหน้าห้องพิจารณาคดี จนกระทั่งการไต่สวนนัดสุดท้ายที่ไม่พบมาตรการใด ๆ ดังกล่าว

โดยสรุปแล้ว คดีมีการไต่สวนทั้งสิ้น 4 นัด โดยไต่สวนพยานผู้ร้องระหว่างวันที่ 20 ส.ค. 2568, 8 ต.ค. 2568 และ 5 ก.พ. 2569 ส่วนญาติผู้ตายมีการไต่สวนพยานในวันที่ 8 พ.ค. 2569

ฝ่ายผู้ร้องมีพยานเข้าไต่สวน 5 ปาก ได้แก่ ร.ต.ท.อนุสรณ์ เวียงสิมา พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ผู้รับแจ้งเหตุ, นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ รักษาการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลราชทัณฑ์, นพ.อาทิตย์ บุญยรางกูร รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์, นพ.อภินันท์ ตั้งเสริมกิจสกุล หมอนิติเวช ผู้ผ่าชันสูตรพลิกศพผู้ตาย, พญ.ชญานิจ มหาสิงห์ แพทย์เวร โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่กู้ชีพบุ้งในช่วงเช้าของวันที่ 14 พ.ค. 2567 (วันเสียชีวิต)

ฝ่ายญาติผู้ตายมีพยานเข้าไต่สวน 3 ปาก ได้แก่ ศิษฏิศา รัตนเสนีย์ แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ ผู้อ่านฟิล์มผลเอกซเรย์ปอดบุ้ง, นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการและแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และ รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ หัวหน้าสาขานิติเวชศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ประเด็นสำคัญของฝ่ายญาติผู้ตายในการไต่สวน คือ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความช่วยเหลือและกู้ชีพเนติพรตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่ โดยแบ่งออกเป็นประเด็นหลัก ดังนี้

การกู้ชีพ (CPR) 

  • การใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง ฝ่ายญาติชี้ประเด็นว่าท่อช่วยหายใจถูกใส่เข้าไปใน “หลอดอาหาร” แทนที่จะเป็น “หลอดลม” ส่งผลให้ออกซิเจนไม่เข้าปอด แต่เข้าไปในกระเพาะอาหาร (เห็นได้ชัดจากท้องบวมพองลม และผลเอกซเรย์ปอด และการชันสูตร)
  • มาตรฐานการกู้ชีพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เริ่มต้นใส่ท่อช่วยหายใจล่าช้า 20 นาทีหลังหมดสติ ทั้งที่สมองขาดออกซิเจนได้เพียง 4 นาที 

การจ่ายยาที่ไม่เหมาะสม มีการจ่ายยาขับปัสสาวะ (Furosemide) ซึ่งยาดังกล่าวมีฤทธิ์ขับโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะให้เนติพร ทั้งที่ทราบว่าในขณะนั้นเนติพรมีระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำในระดับวิกฤตอยู่แล้ว (เนติพรมีค่าโพแทสเซียมประมาณ 2.6-2.7 ซึ่งค่าปกติอยู่ที่ 3.5-5.0 mmol/L) ทั้งที่มียาชนิดอื่นที่เหมาะสมกว่า (Spironolactone) ซึ่งไม่ขับโพแทสเซียม 

ทั้งนี้ ภาวะโพแทสเซียมต่ำ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหันได้ 

รวมถึง การดูแลสุขภาพจิต พบว่าการประเมินสุขภาพจิตของเนติพรในช่วงที่ถูกคุมขังกระทำเพียงครั้งเดียว ซึ่งพยานฝ่ายญาติเห็นว่าไม่เพียงพอต่อการดูแลเพื่อป้องกันความเสี่ยงและปกป้องชีวิตในภาวะวิกฤต 

ทั้งนี้ ฝ่ายญาติเห็นด้วยว่าสาเหตุหลักในการเสียชีวิตคือการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือด แต่มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ “การรักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิต (โดยเฉพาะการจ่ายยาและการกู้ชีพที่ผิดพลาด) มีส่วนสำคัญที่ทำให้เนติพรถึงแก่ความตายหรือไม่”

.

ก่อนฟังผลการไต่สวนการตายในวันที่ 15 ก.ค. 2569 จึงเชิญชวนอ่านบันทึกคำให้การของพยานทั้ง 8 ปาก 

.

บันทึกการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง

วันที่ 20 ส.ค. 2568 ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องสองปาก คือ พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง และ รักษาการผู้อำนวยการ รพ.ราชทัณฑ์ ขณะที่มีประชาชนร่วมฟังการพิจารณาคดีประมาณ 15-20 คน พบว่าศาลมีการให้จดชื่อและเบอร์โทรของผู้ที่เข้ามานั่งฟังในห้องพิจารณา ในลักษณะที่ใครเดินเข้ามาในห้องแล้ว ตำรวจศาลก็จะนำกระดาษมาให้จด (มาตรการความเข้มงวดลดลงจากนัดแรก)

ร.ต.ท.อนุสรณ์ เวียงสิมา อายุ 35 ปี พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ผู้รับแจ้งเหตุเสียชีวิต เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเป็นรองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง 

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 เวลาประมาณ 12.00 น. พยานปฏิบัติหน้าที่เป็นร้อยเวรพนักงานสอบสวน ได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เป็นการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ เพราะอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน โดยขณะนั้นยังไม่ได้มีการแจ้งชื่อสกุลผู้เสียชีวิต

จากนั้นพยานเดินทางไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ พร้อมกับแจ้งพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพ จากนั้นพยานพบศพผู้เสียชีวิต จึงมีการนำร่างมารอบริเวณห้องที่จัดเตรียมไว้เพื่อรอชันสูตร และต่อมามีการส่งตัวไปตรวจพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ จากนั้นพยานส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ

พยานได้สอบปากคำแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ผู้ผ่าชันสูตรพลิกศพ จำชื่อไม่ได้ แต่พยานจำได้ว่าแพทย์ได้ให้ความเห็นถึงสาเหตุการเสียชีวิตคือขาดสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย 

ร.ต.ท.อนุสรณ์ ตอบทนายญาติฝ่ายผู้ตายถามค้านว่า พยานทราบชื่อผู้ตายคือเนติพร และทราบว่าก่อนเสียชีวิต เนติพรอยู่ในความควบคุมตัวของเจ้าพนักงานที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

พยานยืนยันตามที่ทนายถามว่าได้มีการสอบสวนพยานคนอื่นไว้ด้วย เช่น รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทนายถามต่อว่า พยานได้ความจากพยานปากดังกล่าวว่าเนติพรช็อคหมดสติ ไม่มีชีพจรตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จนต้องส่งตัวมาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า จำไม่ได้ว่าพยานปากดังกล่าวให้การไว้ว่าอย่างไร 

ทนายถามว่า เหตุผลที่ต้องส่งตัวจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์คืออะไร พยานตอบว่า จำได้ว่าพยานปากดังกล่าวได้ให้การว่ามีโทรศัพท์จากญาติผู้ตายแจ้งความประสงค์ให้ส่งตัวมายังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์

พยานไม่ได้เรียกภาพกล้องวงจรปิดที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์มาประกอบสำนวน

ทนายถามว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2568 มารดาของผู้ตายมอบอำนาจให้พี่สาวของบุ้ง ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษที่ สภ.คลองหลวง ว่าสาเหตุการเสียชีวิตน่าจะเกิดจากการเจตนาหรือเป็นเหตุเลินเล่ออย่างร้ายแรงจากเจ้าพนักงาน พยานตอบว่า ทราบว่ามีการไปแจ้งความ ปัจจุบันยังสอบสวนไม่เสร็จสิ้น

ร.ต.ท.อนุสรณ์ ตอบพนักงานอัยการถามติงว่า สาเหตุที่พยานไม่ได้นำภาพกล้องวงจรปิดจากทั้งสองโรงพยาบาลเข้ามาในสำนวนเป็นเพราะว่า ในขณะนั้นยังไม่มีการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำผิดอาญา

การชันสูตรเกิดขึ้นในวันที่ 14 พ.ค. 2567 โดยมีพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และแพทย์ ส่วนสาเหตุที่มีการทำความเห็นเป็นรายงานการตรวจศพเป็นวันที่ 15 พ.ค. 2567 พยานไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด

.

นายแพทย์พงศ์ภัค อารียาภินันท์ อายุ 47 ปี รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เบิกความว่า พยานได้รักษาเนติพรเป็นระยะ ในฐานะแพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ และรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 

วันที่ 14 พ.ค. 2567 (วันเกิดเหตุ) มีโทรศัพท์เจ้าหน้าที่ติดต่อมาช่วงเช้าประมาณ 7.00 น. แต่พยานไม่ได้รับสาย จากนั้นมีผู้อำนวยการบริหารโทรมา พยานรับสาย และโทรกลับไปยังเจ้าหน้าที่ จึงได้รับแจ้งว่าเนติพรหมดสติ พยาบาลเวรและแพทย์เวรประมาณ 3-4 คน กำลังช่วยกู้ชีพอยู่ในหอพักผู้ป่วยหญิง โดยทราบว่าเนติพรมีอาการหมดสติตั้งแต่ 06.30 น. ซึ่งเนติพรอยู่ที่หอพักผู้ป่วยหญิง ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

เมื่อทราบแล้ว พยานเดินทางไปถึงหอพักผู้ป่วยเวลา 07.50 น. พบแพทย์เวรและพยาบาลเวรกำลังช่วยกู้ชีพเนติพรอยู่ โดยเป็นการกู้ชีพขั้นสูง กดหัวใจ หรือ CPR และให้ยากระตุ้นหัวใจ ชื่อว่า อะดรีนาลีน (Adrenaline) ซึ่งเป็นการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ในการกระตุ้นระบบประสาทให้ทำงาน และส่งต่อไปยังระบบหัวใจและหลอดเลือดให้ทำงาน

พยานเห็นว่าผู้ป่วยยังไม่มีการตอบสนองใด ๆ และไม่ทราบว่าผู้ป่วยหมดสตินั้นเกิดจากสาเหตุใด

ใบเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ระบุวันที่ 8 พ.ค. 2567 ระบุว่าเนติพรมีอาการขาบวมและเท้าบวม แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยมาปรึกษาพยาน ซึ่งพบว่าเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ค่าไตของผู้ป่วยคือ 6/0.4 เป็นปกติ ส่วนค่าเกลือแร่หรือโพแทสเซียม (K) คือ 2.6 ผิดปกติ เนื่องจากค่าน้อยเกินไป (ค่าปกติคือ 3.5-5.0)

สาเหตุที่เกลือแร่น้อยลงเกิดจากเนติพรไม่ได้ทานอาหาร และเมื่อผลตรวจผิดปกติ เนติพรปฏิเสธทานยารักษา ในใบเวชระเบียนระบุว่าผู้ป่วยปฏิเสธการกิน KCL (ยาที่เพิ่มโพแทสเซียมในร่างกาย) และแพทย์แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียม เช่น กล้วย 

ต่อมาวันที่ 13 พ.ค. 2567 มีการตรวจเลือดผู้ป่วยอีกครั้งหนึ่ง พบว่าค่าโพแทสเซียมหรือเกลือแร่ในร่างกายอยู่ที่ 2.7 ซึ่งยังคงต่ำกว่าปกติอยู่ ซึ่งผู้ป่วยยังปฏิเสธการกินโพแทสเซียม แต่ผู้ป่วยขาบวมจึงขอกินยาขับปัสสาวะ 

พยานเปิดอ่านเอกสารว่าผู้ป่วยเคยรับการรักษาโพแทสเซียมวันใดบ้าง พบว่าวันที่ 11 เม.ย. 2567 ผู้ป่วยรับยาโพแทสเซียมคลอไรด์ 1 เม็ด เป็นยาเพิ่มโพแทสเซียมในร่างกาย และหลังจากนั้นผู้ป่วยก็ไม่ได้กินยาดังกล่าวอีก 

พยานเบิกความถึงวันเกิดเหตุต่อว่า พยานไปพบผู้ป่วยเวลา 07.50 น. จึงสอบถามพยาบาลที่ดูแลคนไข้ว่าได้ติดต่อญาติแล้วหรือไม่ แต่ได้รับคำตอบว่ายังไม่สามารถติดต่อได้ เท่าที่พยานจำได้คือมีการโทรไปหาพ่อและแม่ของทานตะวัน (ในช่วงนั้นทานตะวันถูกขังอยู่ในคดี ม.116) และสักพักหนึ่ง “โบว์” (พี่สาวของบุ้ง) โทรกลับมา จึงแจ้งว่าเนติพรหมดสติมาหนึ่งชั่วโมงครึ่งแล้ว

ในเวลา 08.00 น. ยังไม่พบการตอบสนองของหัวใจ จึงให้ญาติตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ โบว์แจ้งว่าอยากให้ส่งตัวไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เนื่องจากเนติพรมีประวัติการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว หลังจากนั้นจึงมีการส่งตัวไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ โดยพยานไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง 

นายแพทย์พงศ์ภัคตอบทนายญาติผู้ตายถามค้านว่า พยานปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงพยาบาลในเรือนจำ และรักษาพยาบาลตามมาตรฐานโรงพยาบาลรัฐทั่วไป

พยานยอมรับว่า กรณีที่ผู้ป่วยช็อค หมดสติ ไม่มีสัญญาณชีพ หัวใจไม่ทำงาน ตามมาตรฐานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถรักษาได้ และการตัดสินใจส่งตัวผู้ป่วยโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลภายนอก อยู่ที่การตัดสินใจของแพทย์

เกี่ยวกับคดีของเนติพร พยานเป็นผู้บริหารและมีส่วนร่วมในการรักษาพยาบาลในฐานะผู้รักษาและผู้อำนวยการ ก่อนที่เนติพรเสียชีวิต ประมาณเดือนมีนาคม 2567 ราชทัณฑ์ส่งตัวเนติพรไปรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ และมีการส่งตัวกลับมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 สาเหตุหลักที่ส่งตัวบุ้งไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เนื่องจากเนติพรปวดท้อง อ่อนเพลียมาก ปฏิเสธไม่รับยาจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และเท่าที่จำได้จากการพูดคุย เนติพรขอให้ส่งตัวไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ และเมื่ออาการดีขึ้น จึงส่งตัวกลับมารักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์

ทนายถามว่า หากนับตั้งแต่ช่วงที่เนติพรถูกส่งตัวกลับมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 จนเสียชีวิต ซึ่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์จัดทำเอกสารวันที่ 14 พ.ค. 2567 ให้ความเห็นว่าบุ้งป่วยเป็นโรค Refeeding Syndrome ใช่หรือไม่ 

พยานตอบว่า เป็นการสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มอาการสภาวะที่ใครก็ตามร่างกายอดอาหารมาเป็นเวลานาน ๆ และเกลือแร่ที่จำเป็นนั้นสูญเสียและไม่ได้รับการทดแทน เมื่อกลับมารับประทานอาหารเป็นบางส่วน แต่โพแทสเซียมและเกลือแร่เข้าไปได้ไม่ทัน ก็จะมีอาการดังกล่าว 

ทนายถามพยานว่า ต้องมีนักโภชนาการมาดูแลหรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกคำถามนี้

โดยเฉลี่ยแล้วค่าโพแทสเซียมในร่างกายควรจะอยู่ที่ 3.5 – 5 มิลลิโมลต่อลิตร (mmol/L) ทนายถามว่า จาก ​ผลการตรวจเลือดเดือนเมษายน 2567 ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พบว่าค่าโพแทสเซียมในร่างกายต่ำมาโดยตลอด เช่น วันที่ 11 เม.ย. 2567 ค่าอยู่ที่ 2.5, วันที่ 14 เม.ย., 25 เม.ย. และวันที่ 1 พ.ค. 2567 ซึ่งเท่ากับว่าค่าโพแทสเซียมในเลือดระบุว่าอยู่ในภาวะวิกฤตมาตลอด พยานตอบว่า ผลแล็ปเขียนว่าวิกฤต แต่อาการภายนอกของผู้ป่วยยังปกติ และปรากฏอาการบวมเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2567

ตามเวชระเบียนผู้ป่วยนอกวันที่ 8 พ.ค. 2567 แพทย์ผู้ตรวจรักษาระบุว่าให้ยาแก้บวม ชื่อฟูโรซีไมด์ (Furosemide) 40 MG จำนวน 30 เม็ด แต่พยานแก้ไขให้ทานวันละ 1 เม็ด จำนวน 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 8 – 13 พ.ค. 2567 สาเหตุที่ให้จำนวน 5 วัน เนื่องจากมีนัดเจาะเลือดในวันที่ 13 พ.ค. 2567 พอดี

พยานเขียนข้อความไว้ว่า Lasix 1×1 คือ ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง โดยทั้ง 5 วัน ซึ่งฟูโรซีไมด์ เป็นชื่อยาสามัญ แต่ที่พยานระบุว่า Lasix เป็นชื่อยี่ห้อ ซึ่งเป็นยาตัวเดียวกัน 

ทนายถามว่า ยาตัวนี้นอกจากขับปัสสาวะแล้ว ยังเป็นการขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายด้วยหรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ เนื่องจากยามีฤทธิ์ในการขับโพแทสเซียม ทำให้มีค่าโพแทสเซียมในร่างกายลดน้อยลง แต่มีผลในแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนลด บางคนไม่ลด ต้องติดตามอาการ

ทนายถามว่า การที่คนมีค่าโพแทสเซียมต่ำ มีผลต่อการทำงานของหัวใจหรือไม่ พยานตอบว่า ถ้าโพแทสเซียมลดน้อยลง ก็มีผลต่อหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ทั้งนี้ ศาลไม่บันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า ถ้าขาดโพแทสเซียมมากก็ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

ทนายให้พยานดูประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา เรื่องบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2551 มีระบุชื่อยาสไปโรโนแลคโตน (Spironolactone) แล้วถามพยานว่า ยาดังกล่าวเป็นยาขับปัสสาวะเหมือนกัน อยู่ในบัญชียาหลักเหมือนกัน ราคาเท่ากัน ขับแต่น้ำ ไม่ขับโพแทสเซียม เพราะเหตุใดพยานจึงไม่เลือกใช้ยาตัวนี้

พยานตอบว่า ยาตัวนี้ส่วนใหญ่ใช้กับคนเป็นโรคหัวใจ มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะและขับโพแทสเซียมน้อยกว่า แต่ไม่ใช่ยาหลักที่ใช้รักษาอาการบวม 

ทนายถามว่า ทำไมจึงไม่เลือกใช้ยาที่ทนายถาม พยานตอบว่า เพราะต้องการลดบวมเป็นหลัก เมื่อเทียบยาสไปโรโนแลคโตนที่ทนายถามซึ่งไม่ได้ลดบวมเป็นหลัก จึงจ่ายยาฟูโรซีไมด์เพราะลดบวมได้ดีกว่า 

ทนายถามอีกครั้งว่า ในเมื่อพยานเห็นว่าค่าโพแทสเซียมอยู่ในระดับวิกฤตมาตลอด และมีผลกับหัวใจ ทำไมพยานจึงเลือกใช้ยายาฟูโรซีไมด์ซึ่งมีผลต่อหัวใจ พยานตอบว่า เพราะต้องการขับโซเดียมและน้ำออก ซึ่งพยานก็ติดตามค่าโพแทสเซียมที่อาจจะลดลง 

พยานตรวจสอบเวชระเบียนการรักษาพยาบาลผู้ป่วย พบว่าเนติพรมีการปรึกษานักโภชนาการ แต่เท่าที่พยานทราบคือ ผู้ป่วยไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของนักโภชนาการ

ทนายกล่าวถึงวันที่ 14 พ.ค. 2567 พยานได้ดูภาพวิดีโอกล้องวงจรปิดที่เนติพรกำลังนอนพักอยู่ ต่อมาในเวลา 06.12 น. เนติพรมีอาการช็อค พยานกล่าวตอบว่า พยาบาลไปจับสัญญาณชีพ พบว่าบนห้องขังเนติพรยังมีสัญญาณชีพอยู่ แต่หลังจากนำตัวลงมาในห้องรักษา พบว่าไม่มีสัญญาณชีพแล้วตั้งแต่ 06.30 น. จากนั้นมีการทำ CPR โดยการปั๊มหัวใจ และปั๊มลมเข้าไปท่อช่วยหายใจ ตลอดจนพาตัวขึ้นรถไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ถึงเวลา 09.30 น. โดยมีการปั๊มหัวใจและปั๊มลมตลอด

ในเวชระเบียนบันทึกไว้ว่า เวลา 07.00 น. ม่านตาขยาย 5 มิลลิเมตร ทั้งสองข้าง ซึ่งหมายความว่าในขณะนั้นสมองของผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อแสงที่ส่องเข้าไป ทนายถามว่า ถือว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วหรือไม่ พยานตอบว่า ถ้าหัวใจยังทำงานอยู่ ก็ไม่ถือว่าเสียชีวิต

ทนายถามว่า ใครคือผู้ที่สอดท่อช่วยหายใจ พยานตอบว่า คนที่ใส่ท่อช่วยหายใจจะต้องเป็นแพทย์ พยานคาดว่าน่าจะเป็นหมอชญานิจ เพราะมีหมอคนเดียวในห้องช่วยชีวิตนั้น และหลังจากใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว มีการนำไปเอกซเรย์ปอด เป็นมาตรฐานอยู่แล้วในการใส่ท่อช่วยหายใจ

ในรถฉุกเฉินที่นำส่งตัวไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ พยานคือแพทย์ที่ไปตลอดทางด้วย ซึ่งพยานนั่งหน้ากับคนขับเพราะเมารถ นั่งข้างหลังแล้วจะอาเจียน แต่ด้านหลังที่มีผู้ป่วยอยู่ จะมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้วย 4 คน ซึ่งทั้งสี่คนเป็นพยาบาล ช่วยปั๊มหัวใจและช่วยเหลือตามขั้นตอนในการรักษาพยาบาล

ทนายถามว่า ผลการเสียชีวิตที่ระบุว่า “ขาดสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย” เกลือแร่ดังกล่าวคือโพแทสเซียมหรือไม่ พยานตอบว่า โพแทสเซียม

นายแพทย์พงศ์ภัค ตอบอัยการผู้ร้องถามติงว่า สาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว น่าจะมาจากการที่ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษา

.

วันที่ 8 ต.ค. 2568 ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง 2 ปาก คือ รองผู้อำนวยการ รพ.ธรรมศาสตร์ และหมอนิติเวช ผู้ผ่าชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ขณะที่มาตรการความเข้มงวดค่อย ๆ ลดลง พบว่ามีการโต๊ะตั้งลงชื่อผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีบริเวณหน้าห้อง 

นพ.อาทิตย์ บุญยรางกูร อายุ 51 ปี รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานรับราชการแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ โดยรับราชการมามากกว่า 30 ปีแล้ว 

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 เวลา 08.30 น. พยานได้รับการประสานงานจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ว่าจะมีการส่งตัวเนติพรมารักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เมื่อเนติพรมาถึง แรกรับไม่รู้สึกตัว ตรวจไม่พบสัญญาณชีพ และจากการตรวจสอบเวชระเบียนและสอบถามหมอที่เกี่ยวข้อง ทราบว่าผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพตั้งแต่ก่อนมาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์แล้ว

จากนั้นแพทย์ห้องฉุกเฉินจึงกู้ชีพช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ หรือ CPR มีการใส่ท่อช่วยหายใจ และให้ยากระตุ้นหัวใจ แต่ผู้ป่วยไม่ตอบสนอง ซึ่งระหว่างการช่วยเหลือได้พูดคุยให้ญาติทราบโดยตลอด และแจ้งว่าหากช่วยเหลือแล้วยังไม่มีสัญญาณชีพ อาจจะยุติการช่วยเหลือ เพื่อให้ญาติผู้ป่วยได้ตัดสินใจ

พยานทราบตามข่าวว่าเนติพรเคยอดอาหาร และเคยมารักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 8 มี.ค. – 4 เม.ย. 2567 

ตามเวชระเบียน แพทย์ห้องฉุกเฉินได้ปรึกษาแพทย์ศัลยกรรมประสาทเมื่อเวลา 10.16 น. เนื่องจากสงสัยว่าจะมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง โดยแพทย์ศัลยกรรมประสาทระบุว่าเวลา 09.30 น. ผู้ป่วยเรียกไม่รู้สึกตัว พร้อมทั้งระบุว่าผู้ป่วยมีอาการหัวใจหยุดเต้นตั้งแต่ 06.00 น. แต่เมื่อตรวจสอบด้วยการ CT Scan สมองในเวลา 07.31 น. ไม่พบมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง และได้ช่วยเหลือโดยวิธี CPR มาแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง

ในเวชระเบียนที่ระบุถึงแผนการรักษาและข้อเสนอแนะ โดยระบุสาเหตุที่หัวใจหยุดเต้นว่าไม่น่าเกิดจากภาวะของระบบประสาท และแนะนำให้ปรึกษานิติเวชเพื่อหาสาเหตุการตายและชันสูตรพลิกศพ ซึ่งขณะที่บันทึกเป็นขณะที่กำลังช่วยเหลืออยู่แต่ไม่มีสัญญาณชีพแล้ว ถ้าหากเสียชีวิตก็ให้ดำเนินการดังกล่าว

ในเวชระเบียนแบบบันทึกประวัติการตรวจร่างกาย ซึ่งแพทย์ห้องฉุกเฉินเป็นผู้จัดทำขึ้น ระบุว่า ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น กำลัง CPR นำส่งโดยโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่ห้องฉุกเฉิน ประเมินแล้วไม่มีสัญญาณชีพ เลยทำการ CPR ต่อ มีการใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว แต่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม จึงใส่ใหม่ให้เหมาะสม

พยานอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ระบุว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากลมจากท่อช่วยหายใจไม่เข้าไปที่ปอด ลมเข้าไปที่ข้างล่างมากกว่า จึงถอดออกและใส่เข้าไปใหม่ ซึ่งผู้ป่วยก็ยังไม่รู้สึกตัวและม่านตาขยาย จากนั้นจึงช่วยเหลือชีวิตตามมาตรฐาน อัยการถามต่อว่าถือว่าขณะดังกล่าวเสียชีวิตแล้วหรือไม่ พยานตอบว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องช่วยชีวิตผู้ป่วยก่อน

ในเวชระเบียนมีข้อความระบุว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้พูดคุยกับญาติสายตรง คือพี่สาวและแม่ของผู้ป่วยแล้วว่าการช่วยชีวิตไม่ตอบสนอง จึงแจ้งว่าจะยุติการช่วยชีวิต ญาติเห็นชอบด้วย จึงยุติการช่วยชีวิตในเวลา 11.22 น.

ใบรายงานตรวจผลทางห้องปฏิบัติการเคมีคลินิก ที่ระบุค่าตับของผู้ป่วย ซึ่งเป็นค่า SGOT (AST) และ SGPT (ALT) จำนวน 1947 และ 1421 ตามลำดับ (ค่าอ้างอิงคือ 0-35) พยานไม่แน่ใจ ต้องถามผู้เชี่ยวชาญโดยตรง แต่พยานคาดว่าอาจเป็นไปได้ว่าสาเหตุค่าสูงขึ้นอาจมาจากขณะที่กู้ชีพ หรือเกิดขึ้นก่อนที่จะส่งผู้ป่วยมารักษา และค่าแมกนีเซียม (Mg) ก็เช่นกัน

ใบรายงานผลตรวจทางห้องปฏิบัติการโลหิตวิทยา ค่าการแข็งตัวของเลือด ระบุค่า PT 33.2 (ค่าอ้างอิงคือ 10.5-13.3) ค่า INR 3.00 (ค่าอ้างอิง 0-3) และค่า PPT > 300 SEC (ค่าอ้างอิงคือ 21.9-30.3) นั้นมีความผิดปกติสูง คือเลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าค่าสูงขึ้นอาจมาจากขณะที่กู้ชีพ หรือเกิดขึ้นก่อนที่จะส่งผู้ป่วยมารักษา

ใบรายงานตรวจผลทางห้องปฏิบัติการเคมีคลินิก ค่าอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) ซึ่งระบุค่าโซเดียม (Na), โพแทสเซียม (K) สูงผิดปกติ และส่วนที่ระบุว่าไบคาร์บอเนต (CO2) หรือ ค่าความเป็นกรดของเลือด ซึ่งอยู่ในระดับสูง (ค่าต่ำยิ่งมีความเป็นกรดสูง) อาจเกิดมาก่อนถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ หรือเกิดจากการกู้ชีพ CPR ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานกล่าวต่อว่า เพราะ CPR ก็มีพบอยู่บ้าง จากการขาดออกซิเจน (O₂)

นพ.อาทิตย์ตอบทนายถามค้านว่า เมื่อคนไข้มาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ พยานไปดูที่ห้องฉุกเฉิน เนื่องจากที่ห้องฉุกเฉินมีแพทย์อยู่แล้ว ทั้งนี้ เมื่อเนติพรมาถึงไม่พบว่ามีสัญญาณชีพแล้ว

ทนายถามพยานว่า ขณะที่เนติพรมาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ พบว่ามีการใส่ท่อหายใจมาผิดตำแหน่งหรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ มีการใส่ผิดตำแหน่ง ต้องเปลี่ยนมาใส่ท่อช่วยหายใจในตำแหน่งที่ถูกต้องใหม่

พยานยืนยันตามที่เคยให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ฟังเสียงปอดพบว่าอากาศเข้าไปในปอดได้ไม่ดีและฟังเสียงบริเวณลิ้นปี่ (บริเวณกระเพาะอาหาร) ได้ยินเสียงลม จึงวินิจฉัยว่าท่อช่วยหายใจน่าจะผิดตำแหน่ง ไม่น่าจะเข้าบริเวณหลอดลม น่าจะเข้าไปบริเวณหลอดอาหาร ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่ทนายถามและที่พยานตอบคำถามนี้

ทนายถามพยานว่า การใส่ท่อช่วยหายใจในตำแหน่งไม่เหมาะสม จะทำให้การช่วยชีวิตไม่เป็นผลหรือไม่ พยานตอบว่า จะตอบเช่นนั้นเลยไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่ว่าเป็นเช่นนั้นนานหรือไม่ ถ้าใส่แล้วเห็นว่าผิดแล้วใส่ใหม่ทันทีก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากเกิน 4 นาทีก็จะมีผลต่อหัวใจแล้ว คือ สมองจะขาดออกซิเจนได้ 4 นาที ก็จะทำให้สมองตาย

ทนายถามว่า ที่เนติพรมีอาการท้องบวม เกิดจากการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่งหรือไม่ พยานตอบว่ายังตอบไม่ได้ว่าเป็นการปั๊มลมเข้าไป เพราะอาจเกิดจาก CPR ได้ (ศาลไม่ได้บันทึกคำตอบนี้) ทนายจึงถามต่อว่า การที่ท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ผิด อาจมีผลทำให้ท้องบวมใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่

แบบบันทึกประวัติตรวจร่างกายของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ สรุปได้ความว่า ตรวจพบท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากได้ใส่อุปกรณ์บีบอากาศเข้าไปในปอด ปอดไม่ขยับ แต่ขยับที่ลิ้นปี่ แพทย์ได้ส่องกล้องเข้าไปดู พบว่าท่อช่วยหายใจอยู่ในหลอดอาหาร ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า และภายหลังได้บันทึกว่าเอาท่อออก ใส่ท่อไปใหม่ในหลอดลม  

แบบบันทึกประวัติตรวจร่างกาย ระบุว่าขณะที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ม่านตาของผู้ป่วยขยายกว้าง 5 มิลลิเมตร แสดงว่าในขณะนั้นผู้ป่วยอาจมีภาวะสมองตาย และที่ระบุว่า “No Pulse” หมายถึง ไม่มีสัญญาณชีพ และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ไม่พบการเต้นของหัวใจ

ผลการส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นผลที่ส่งตรวจในเวลา 09.37 น. ถ้าหากว่าหัวใจหยุดเต้น ไม่มีสัญญาณชีพ ก็อาจเป็นไปได้ว่าผลการตรวจทำให้ค่าต่าง ๆ เปลี่ยนไปเป็นผิดปกติ

นพ.อาทิตย์อัยการถามติงว่า การที่ท่อหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดจากการใส่ท่อผิดตำแหน่ง หรือใส่ถูกตำแหน่งแล้ว แต่หลุดในขณะที่เคลื่อนย้ายผู้ป่วย หรือเกิดขึ้นระหว่างกู้ชีพก็เป็นไปได้

ทนายญาติผู้ตายขออนุญาตศาลถาม ศาลอนุญาต พยานตอบที่ทนายถามว่า ระหว่างการช่วยชีวิตด้วยวิธีการใส่ท่อช่วยหายใจ จะต้องมีการสังเกตว่าการช่วยชีวิตได้ผลหรือไม่ โดยใช้หูฟังมาฟังที่ปอดเป็นระยะว่ามีเสียงลมเข้าปอดหรือไม่ 

อัยการขออนุญาตศาลถาม ศาลอนุญาต อัยการถามว่า คำว่า ‘เป็นระยะ’ คือนานแค่ไหน พยานตอบว่า ไม่ได้มีคำจำกัดความถึงระยะเวลานั้นใช้เวลาห่างกันกี่นาที ซึ่งจะสังเกตจากความผิดปกติ เช่น หน้าอกไม่ขยับ หรือมีข้อสงสัยว่าท่อจะหลุดจากการกระแทก ซึ่งในปกติแล้วเมื่อรับตัวใหม่ก็จะต้องฟังเสียงที่ปอดและตรวจใหม่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแพทย์ที่ดูแลรักษาเป็นราย ๆ ไป

ภาพจากไข่แมวชีส

.

นพ.อภินันท์ ตั้งเสริมกิจสกุล อายุ 38 ปี หมอนิติเวช ผ่าชันสูตรพลิกศพผู้ตาย เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ พยานเป็นแพทย์ผู้ผ่าศพ โดยรับราชการมาประมาณ 10 ปีแล้ว 

ตามรายงานการตรวจศพพบว่า ผู้ตายมีอาการผิดปกติคือ หัวใจมีขนาดโตกว่าปกติ เกิดจากหลอดเลือดแดงเลี้ยงหัวใจมีรูหลอดเลือดตีบ ซึ่งสาเหตุดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อายุ, ภาวะอ้วน, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน หรือการสูบบุหรี่

บริเวณช่องอก กระดูกซี่โครงที่ 4 หัก และกระดูกซี่โครงข้างขวาด้านหน้าซีกที่ 2-6 หัก สาเหตุเกิดจากการกู้ชีพด้วยการปั๊มหัวใจ พยานอธิบายเพิ่มว่ากรณีที่ซี่โครงหักดังหล่าวพบได้บ่อยจากการกู้ชีพด้วยการปั๊มหัวใจ หรือ CPR แต่บางกรณีก็พบไม่เหมือนกัน

พยานทราบมาก่อนว่าผู้เสียชีวิตมีการอดอาหาร จึงผ่าตรวจทางเดินอาหารตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารส่วนล่าง พบว่าไม่มีอาหารอยู่ในทางเดินอาหาร

นอกจากนั้น พยานตรวจเนื้อเยื่อตับทางกล้องจุลทรรศน์ พบว่ามีปริมาณไกลโคเจนที่สะสมในตับลดลง บ่งบอกว่ามีสารอาหารที่ให้พลังงานไม่เพียงพอ กล่าวคือ ผู้ป่วยใช้พลังงานสะสมในร่างกาย เนื่องจากในคนปกติจะพบว่ามีไกรโคเจนอยู่มาก 

พยานสรุปสาเหตุการตายว่า เป็นการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือด ร่วมกับโรคหัวใจโต เนื่องจากบุคคลที่อดอาหารมาเป็นเวลานานมีความเสี่ยงจะเกิดการเสียสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจโต ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

นพ.อภินันท์ตอบทนายญาติผู้ตายถามค้านว่า พยานเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านนิติเวช ไม่ได้เป็นแพทย์เชี่ยวชาญเกี่ยวกับหัวใจ

ที่พยานเบิกความว่ากระดูกซี่โครงหักเกิดจากการ CPR เนื่องจากตำแหน่งการหักอยู่บริเวณด้านหน้าช่องอก ซึ่งจะเจอได้บ่อยจากการ CPR และลักษณะการหักไม่มีเลือดออก จึงยืนยันได้ว่าเป็นกระดูกที่หักขณะช่วยชีวิต ไม่ใช่จากการถูกทำร้าย

ทนายความถามพยานว่า ถ้าหากซี่โครงหักจากการถูกทำร้าย จะแยกออกได้อย่างไร พยานตอบว่า ถ้ามีชีวิตอยู่ จะต้องมีเลือดออกบริเวณซี่โครงหัก แต่ถ้าไม่มีชีวิตก็จะไม่มีเลือดออก แต่จากผู้ตายคดีนี้ไม่พบเลือดออก แสดงว่าขณะที่ CPR ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพแล้ว

ตามเกณฑ์มาตรฐานในการ CPR จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถ้าไม่มีสัญญาณชีพก็จะอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งถ้าหากใช้เวลากู้ชีพนานกว่านั้น โอกาสที่กู้ชีพได้จะมีน้อย

พยานพบว่าท้องของผู้ตายมีลักษณะพองจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเมื่อตรวจกระเพาะอาหารทางคอมพิวเตอร์ พบว่ามีลมอยู่ในกระเพาะอาหารด้วย

ทนายถามพยานว่า จากการส่งตรวจเลือดและเนื้อเยื่อตับ เพราะเหตุใดจึงพบว่ามีค่าต่าง ๆ ที่ไม่ตรงกัน พยานตอบว่า ในการนำเนื้อเยื่อตับไปตรวจของผู้ที่มีชีวิตอยู่และผู้ที่เสียชีวิตใหม่ ๆ ผลการตรวจเนื้อเยื่อตับจะมีค่าไม่แตกต่างกัน แต่ถ้าหากเสียชีวิตเกินกว่า 1 วันแล้ว ค่าเนื้อเยื่อในตับอาจจะเกิดความแตกต่างได้ แต่สำหรับผู้ตายในคดีนี้ไม่ถือว่าเกิน 1 วัน เนื่องจากหลังเสียชีวิตได้นำร่างของผู้เสียชีวิตแช่เย็นอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่สามารถรักษาสภาพทุกอย่างได้

ผลการตรวจเนื้อเยื่อตับ ทำให้ทราบว่าผู้ตายรับสารอาหารไม่เพียงพอ อาจเป็นปัจจัยที่เป็นเหตุให้เสียสมดุลในเกลือแร่และถึงแก่ความตายได้ แต่ไม่ได้ระบุในรายงานว่าเสียสมดุลเกลือแร่มาจากการอดอาหาร เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผลวิจัยที่ยืนยันในวิธีการวินิจฉัยอย่างแน่ชัดในลักษณะการอดอาหารเช่นเดียวกับผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

ผลการตรวจเลือดผู้ตายที่มีการส่งไปตรวจหลังเสียชีวิต น่าเชื่อถือได้ เพราะเป็นการส่งไปตรวจสารเคมีและสารพิษ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกคำตอบนี้ จากนั้นศาลบันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า ส่วนค่าเกลือแร่ในร่างกายระหว่างผู้ที่มีชีวิตอยู่และเสียชีวิตแล้วจะมีความแตกต่างกัน แม้ว่าจะแช่แข็งร่างกาย ก็เชื่อถือไม่ได้

ทนายถามว่ารายงานการตรวจศพที่ระบุสาเหตุการตายว่า ‘การเสียเกลือแร่ในเลือด’ สามารถระบุได้หรือไม่ พยานตอบว่า เกลือแร่มีหลายชนิด แต่ผู้ป่วยเคยมารักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งมีภาวะโพแทสเซียมต่ำ 

พยานประเมินการตาย โดยดูจากประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และประเมินจากค่าตับ แต่ที่ผู้ตายเสียสมดุลเกลือแร่ ไม่ทราบว่าเป็นเกลือแร่ชนิดใด เนื่องจากไม่ได้ตรวจเกลือแร่ในร่างกาย เพราะถ้าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ผลการตรวจจะไม่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถนำมาใช้ได้

ทนายถามว่า ถ้าหากค่าเกลือแร่ประเภทโพแทสเซียมในร่างกายมีปริมาณต่ำ จะทำให้เกิดผลอย่างไร พยานตอบว่า ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนนำไปสู่หัวใจหยุดเต้นได้ ทั้งนี้ อัยการไม่ถามติง

.

วันที่ 5 ก.พ. 2569 มีการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง 1 ปาก ได้แก่ แพทย์เวร โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ขณะที่บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีกลับมาเป็นปกติ ไม่มีการตั้งโต๊ะให้ลงชื่อเข้าฟังการพิจารณา หรือยึดเครื่องมือสื่อสารใด ๆ 

แพทย์หญิงชญานิจ มหาสิงห์ อายุ 32 ปี แพทย์เวร ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผู้ที่กู้ชีพและใส่ท่อช่วยหายใจบุ้ง เบิกความว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 เวลาประมาณ 06.30 น. พยานอยู่ห้องพักแพทย์เวรที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากพยาบาลว่ามีผู้ป่วยเรียกไม่รู้สึกตัว หัวใจหยุดเต้น 

พยานรีบเดินออกจากห้องแพทย์เวร ไปยังจุดที่ผู้ป่วยอยู่ที่ห้อง ICU เพื่อปฐมพยาบาล เมื่อถึงแล้วพบว่าผู้ป่วยถูกช่วยชีวิตโดยการปั๊มหัวใจโดยเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ขณะนั้นผู้ป่วยหมดสติ ไม่มีชีพจร ไม่มีลมหายใจ

พยานอธิบายเพิ่มว่า ไม่มีชีพจร คือจับบริเวณต้นคอแล้วไม่มีชีพจร จึงประเมินว่าหัวใจหยุดเต้น ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานอธิบายเพิ่ม และบันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า พยานเริ่มต้นกู้ชีพ โดยการกดหน้าอก หรือ CPR ใส่ท่อช่วยหายใจ เปิดเส้นเลือดดำฉีดยาอะดรีนาลีน ซึ่งเป็นยากระตุ้นหัวใจ ใช้ในการกู้ชีพ มีการประเมินเป็นระยะหลังกระตุ้นหัวใจ แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง 

ปกติปั๊มหัวใจ 2 นาที แล้วจะจับชีพจรและประเมินร่วมกับจอมอนิเตอร์ แต่หลังกู้ชีพประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ผู้ป่วยไม่ตอบสนอง ทั้งนี้ ศาลไม่บันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า ตามกระบวนการถ้าประมาณ 30-40 นาที แล้วชีพจรไม่กลับมา ก็จะมีโอกาสกลับมาได้ยาก จากนั้นศาลบันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า จนเมื่อพงศ์ภัค (ผอ.โรงพยาบาลราชทัณฑ์) มารับช่วงในการกู้ชีพต่อ

ตามเวชระเบียนได้มีการสอบประวัติผู้ป่วย และพยานบันทึกข้อความว่า 06.00 น. ปวดศีรษะ ต่อมาในเวลา 06.15 น. เกร็ง ตาเหลือก ไม่รู้สึกตัว

ผลการตรวจเลือดระหว่างช่วยชีวิต พบว่าเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ มีค่า 11,770 เซลล์ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (ค่าปกติคือ 5,000 – 10,000) ส่วนค่าอื่นไม่ผิดปกติ ส่วนผลการตรวจค่าเกลือแร่ในเลือด พบว่าค่าโซเดียมสูงกว่าปกติ มีค่า 147 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งค่าปกติคือ 135-145 

ผลการตรวจค่าตับ พบว่าโปรตีนอะบูมีน (Albumin) คือโปรตีนในเลือด มีค่าต่ำ โดยมี 3.0 กรัม/เดซิลิตร (ค่าปกติคือ 3.50-5.50) ซึ่งจะเจอในผู้ป่วยทุพโภชนาการ หรือขาดสารอาหาร และมีค่าอินไซม์ในตับสูงกว่าปกติ โดยมีค่า AST (SGOT) 287 และค่า ALT (SGPT) 236 (ค่าอ้างอิงคือ 0.00-40.00 และ 0.00-50.00 ตามลำดับ) ถ้าดูจากผลเลือดเพียงอย่างเดียวอาจบ่งชี้ได้ว่ามีภาวะตับอักเสบ แต่ที่จริงแล้วค่าตับที่สูงขึ้นมีหลายกรณี อาจเกิดจากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น จึงมีภาวะเลือดไปเลี้ยงตับไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์ตับตาย ค่าเอนไซน์ในตับจึงสูงผิดปกติ 

ใบออเดอร์ของแพทย์ระหว่างกู้ชีพ พยานบันทึกข้อความไว้ตามที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า เริ่มกู้ชีพด้วยวิธี CPR ในเวลา 06.23 น. และใส่ท่อช่วยหายใจขนาดประมาณ 8 มม. เข้าไปที่หลอดลม วัดจากมุมปากยาวไปถึงปลายท่อในหลอดลมลึก 22 ซม. และสั่งให้มีการ X-Ray และสั่งให้ยาอะดรีนาลีนปริมาณ 1 แอมป์ ทุก 3 นาที ให้สารละลายน้ำตาล 1 แอมป์ทันที และให้ไปเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง

แพทย์หญิงชญานิจตอบทนายญาติผู้ตายถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ประมาณ 1 เดือนเศษ พยานเคยรักษาผู้ป่วยมาก่อน เพราะมีอาการปวดท้อง โดยขณะนั้นผู้ป่วยแจ้งว่ากำลังอดอาหาร พยานแนะนำให้ทานยาลดกรด วันดังกล่าวที่รักษาผู้ป่วย พยานไม่ทราบว่าเป็นก่อนหรือหลังที่ผู้ป่วยได้รักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์

ทนายให้พยานดูภาพถ่ายจากวิดีโอกล้องวงจรปิดโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่ห้อง ICU ในเวลาประมาณ 06.28 น. พยานคือแพทย์ผู้หญิงคนดังกล่าวที่เดินเข้าไป และขณะที่พยานเดินเข้าไป มีการ CPR ผู้ป่วยอยู่แล้ว พยานยืนยัน

จากนั้นเวลา 06.34 น. พยานคาดว่าอาจจะมีการใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว แต่จำเวลาที่แน่ชัดในการใส่ท่อช่วยหายใจไม่ได้ ทนายให้พยานดูภาพถ่ายจากวิดีโอกล้องวงจรปิดในช่วงก่อนและเพิ่งเริ่มใส่ท่อช่วยหายใจ และถามว่าท้องของผู้ป่วยยังไม่บวมใช่หรือไม่ และปกติแล้วผู้ป่วยไม่มีอาการท้องบวมใช่หรือไม่ พยานดูแล้วตอบว่า ปกติ

ทนายถามว่าหลังจากสอดท่อช่วยหายใจเข้าไป ตามภาพเห็นว่าท้องผู้ป่วยมีอาการบวมอย่างเห็นได้ชัดใช่หรือไม่ พยานตอบว่า บวมกว่าภาพแรก

ทนายถามเกี่ยวกับใบรายงานผลการเอกซเรย์ปอด พยานตอบว่า ไม่ทราบเพราะไม่เคยเห็นรายงานนี้ แต่วันดังกล่าวที่มีการเอกซเรย์ พยานดูฟิล์มเอง และไม่ทราบว่าจะถูกเก็บไว้ที่ใด หรือจะมีการส่งต่อไปยังแผนกใดหรือไม่ 

ทนายถามว่าใบรายงานผลภาษาอังกฤษระบุว่า ‘ใส่ Tube ผิด’ ศาลไม่ให้ทนายถามคำถามนี้ เนื่องจากพยานตอบแล้วว่าไม่เคยเห็น ทนายจึงถามใหม่ว่า พยานอ่านผลเอกซเรย์ด้วยตนเอง แล้วพบหรือไม่ว่าใส่ท่อผิด พยานตอบว่า ปอดของผู้ป่วยมีลักษณะเปรอะทั้งสองข้าง ซึ่งมีหลายสาเหตุ แต่กรณีนี้มาจากการ CPR แต่ลักษณะของท่อที่ใส่ลงไปก็อยู่ในหลอดลม อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ซึ่งการจะดูว่าหลอดลมถูกต้องหรือไม่ต้องตรวจร่างกายร่วมด้วย

ทนายถามว่าหมอได้ฟังปอดหรือไม่ พยานตอบว่า ฟังเสียงปอดแล้วพบว่ามีลมเข้าไปในปอดทั้งสองข้าง ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีลมเข้าไปที่กระเพาะอาหาร และออกซิเจนของผู้ป่วยขึ้นไปเกือบ 100% ถ้าหากใส่ตำแหน่งไม่ถูกต้อง ค่าออกซิเจนจะไม่ขึ้นไปสูงเช่นนั้น และในขณะที่ CPR ผู้ป่วยก็ยังคงไม่มีชีพจร

ทนายถามว่า ตามภาพถ่ายจากวิดีโอกล้องวงจรปิดที่ท้องผู้ป่วยบวมขึ้นมา เกิดจากสาเหตุอะไร พยานตอบว่า อาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหนึ่งอาจจะเกิดจากการกดหน้าอก ลำไส้จึงขึ้นไปกองอยู่บริเวณท้อง ทำให้ท้องป่องขึ้น ซึ่งเจอในผู้ป่วยหลายเคส และผู้ป่วยรายนี้อดอาหารทำให้โซเดียมและโพแทสเซียมต่ำ ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้ลำไส้อืดพอง

ทนายถามว่า กรณีทั่วไปมีความเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าใส่ท่อช่วยหายใจผิดแล้วท้องบวม พยานตอบว่า อาจจะทำให้ท้องบวมได้ แต่ต้องตรวจสอบ สำหรับผู้ป่วยรายนี้ขณะสอดท่อช่วยหายใจได้ฟังเสียงลมในกระเพาะอาหารแล้ว พบว่าไม่มีเสียงลมเข้า จึงคิดถึงสาเหตุอื่นที่เป็นไปได้มากกว่า 

ทนายถามว่า ขณะที่พยานส่งมอบผู้ป่วยให้หมอพงศ์ภัค ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับอาการท้องบวมหรือไม่ พยานตอบว่าปรึกษาอยู่ตลอด รวมถึงเรื่องท้องบวมก็ได้พูดคุยถึงสาเหตุ โดยเป็นการพูดคุยในขณะกำลังช่วยชีวิตอยู่

ทนายถามว่า ในการสอดท่อ มีการใส่ครั้งเดียวแล้วจบ หรือใส่หลายครั้ง พยานตอบว่า จำไม่ได้ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานกล่าวต่อว่า ให้ดูในวิดีโอเอง แต่แน่ ๆ คือจะฟังและขยับจนลมเท่ากันทั้งสองข้าง

ทนายถามว่า ขณะที่มีการทำ CPR ซี่โครงหักแล้วหรือยัง พยานตอบว่าไม่ทราบ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานกล่าวต่อว่า เพราะปกติของการทำ CPR อาจทำให้ซี่โครงหักอยู่แล้ว

ทนายถามว่า ในขณะกู้ชีพช่วยชีวิต มีการให้ยาอะดรีนาลีน, น้ำเกลือ, กลูโคส มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าตับและค่าเลือดหรือไม่ พยานตอบว่า การให้น้ำเหลือจะมีผลให้ค่าโซเดียมสูงขึ้น เพราะน้ำเกลือมีส่วนประกอบของโซเดียม แต่การให้ยาทั้งสามชนิด ไม่น่าจะมีผลต่อค่าตับของผู้ป่วย

ทนายถามว่า พยานมีประสบการณ์การกู้ชีพผู้ป่วยหรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกคำถามและคำตอบนี้

ทนายถามที่พยานบันทึกในเวชระเบียนว่าผู้ป่วยมีอาการตาเหลือกนั้น หมายความว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วหรือไม่ พยานตอบว่าไม่เกี่ยว จากนั้นทนายถามต่อว่า ตาของผู้ป่วยตอบสนองต่อแสงหรือไม่ พยานตอบว่า เป็นประวัติที่พยานกรอกเอง ตอนหมอไปถ้าผู้ป่วยหลับตาอยู่ พยานเอาไฟฉายไปส่องรูม่านตาเพื่อประเมินว่าคนไข้ว่าสมองยังมีการตอบสนองหรือไม่ พบว่ามีอาการตอบสนองต่อแสงเล็กน้อย

ทนายถามเกี่ยวกับแบบบันทึกการทำ CPR คือข้อเท็จจริงที่พยาบาลบันทึกไว้ขณะทำการกู้ชีพ หมอกู้ชีพมาตลอดจนถึงเวลา 07.31 น. จึงส่งผู้ป่วยไป CT SCAN ทราบผลว่าอย่างไร พยานตอบว่า ดูผลคร่าว ๆ ในตอนนั้นยังไม่พบความผิดปกติ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานกล่าวต่อว่า ซึ่งมีการปั๊มหัวใจตลอดจากห้องไปจนถึงหน้าอุโมงค์ และหลังจากออกอุโมงค์ก็ปั๊มทันที

โดยทั่วไปแล้ว การ CPR จะทำไม่เกิน 30-40 นาที ถ้าหากไม่มีชีพจร รูม่านตาไม่ตอบสนอง ก็จะหยุด ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานกล่าวต่อว่า ส่วนผู้ป่วยรายนี้ได้มีการโทรคุยกับญาติอยู่ โดยพยานส่งมอบผู้ป่วยให้หมอพงศ์ภัคในเวลา 07.50 น. และพยานแจ้งว่าได้มีการทำ CPR ผู้ป่วยมาแล้วเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเศษ

พยานเคยเข้าไปให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับผู้ตายรายนี้ ซึ่งถ้อยคำก็เหมือนกับที่พยานมาเบิกความในวันนี้ ทั้งนี้ อัยการไม่ถามติง

ภาพจากไข่แมวชีส

.

บันทึกการไต่สวนฝ่ายญาติผู้ตาย

วันที่ 8 พ.ค. 2569 มีการไต่สวนพยานฝ่ายญาติผู้ตาย 3 ปาก ได้แก่แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ ผู้อ่านฟิล์มเอกซเรย์เนติพร, ผู้อำนวยการและแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และ แพทย์เฉพาะทางด้านนิติเวช รพ.รามาธิบดี และเป็นการไต่สวนนัดสุดท้าย ทั้งนี้ ไม่พบว่ามีมาตรการความเข้มงวดในห้องพิจารณา

แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ ผู้อ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอด “บุ้ง” ระบุท่อช่วยหายใจอยู่ตำแหน่งไม่เหมาะสม และกระเพาะอาหารมีลมเยอะ มีความเป็นไปได้สูงที่ใส่ท่อช่วยหายใจในหลอดอาหารขณะที่เอกซเรย์

ศิษฏิศา รัตนเสนีย์ อายุ 34 ปี ขณะเกิดเหตุเป็นแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผู้อ่านฟิล์มเอกซเรย์เนติพร เบิกความว่า พยานจบการศึกษาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์วชิระพยาบาล และศึกษาต่อเฉพาะทางด้านรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยรังสีวินิจฉัยเป็นการเรียนเกี่ยวกับการอ่านผลเอกซเรย์ (X-Ray), เอกเซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan), การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และการตรวจโดยความถี่เสียง (Ultrasound)

ในวันเกิดเหตุ (14 พ.ค. 2567) พยานเป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ในเวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ส่งภาพฟิล์มเอกซเรย์ปอดของเนติพรและมอบหมายให้พยานอ่านผล ซึ่งพยานได้อ่านผลทำเป็นบันทึกไว้ว่า “ตำแหน่งท่อหายใจเคลื่อนมาทางด้านซ้าย อาจอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม” 

พยานอธิบายว่า โดยปกติแล้วท่อช่วยหายใจจะอยู่ในหลอดลม แต่กรณีนี้ที่ท่อช่วยหายใจเบี่ยงไปทางด้านซ้าย จึงคาดว่าตำแหน่งไม่ได้อยู่ในที่เหมาะสม 

ตามรายงานที่ระบุว่ามีภาวะปอดแฟบ คือปอดที่มีปริมาตรน้อยลง พยานไม่สามารถตอบได้ว่าสาเหตุที่ปอดแฟบจะมีอากาศเข้ามาภายในปอดหรือไม่ ปกติหากมีอากาศเข้ามา ผลการเอกซเรย์จะเห็นเป็นสีดำ ถ้ามีสีขาวนั้นไม่แน่ชัดว่าเกิดมาจากสาเหตุใด ซึ่งอาการปอดแฟบและมีสีขาว เกิดจากปอดไม่ฟูเต็มที่  ซึ่งหนึ่งในสาเหตุคืออาจเกิดจากที่ไม่มีอากาศเพียงพอ แต่เพื่อความแน่ชัดต้องตรวจอย่างอื่่นเพิ่มเติมด้วย 

(ทั้งนี้ ศาลบันทึกที่พยานเบิกความเรื่องปอดแฟบว่า “และตามรายงานดังกล่าวที่ระบุว่ามีภาวะปอดแฟบ นั้นเกิดจากหลายสาเหตุเช่น อาจจะเกิดจากภายในปอดไม่มีอากาศก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้หากเกิดกรณีดังกล่าวเพื่อความแน่ชัดจะร้องทำการตรวจโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง”)

ส่วนอีกหนึ่งความเห็นของพยานที่ระบุว่า “กระเพาะอาหารขยายมาก และมีลมเยอะภายในกระเพาะ” พยานประเมินว่าตามในภาพว่ากระเพาะอาหารที่ขยายมากเกินไป ในปกติแล้วจะไม่ได้ขยายมากเช่นนี้ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ลำไส้อุดตัน ก็สามารถเกิดได้

ส่วนที่พยานระบุว่า “ท่อช่วยหายใจ” ผิดปกติ คือ โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่ทางซ้ายของหลอดลมจะเป็นหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเชื่อมต่อกับกระเพาะ 

ภาพจาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานกล่าวว่า ถ้าท่อช่วยหายใจไปอยู่ในหลอดอาหาร การทำ CPR จะทำให้ลมไปอยู่ในกะเพาะอาหาร ซึ่งปกติแล้วจะต้องมีการตรวจว่าตำแหน่งที่ใส่ท่อช่วยหายใจนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าหากตรวจแล้วพบว่าลมเข้ากระเพาะอาหารก็อาจมีการใส่ใหม่จนกว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และบันทึกที่พยานกล่าวต่อว่า ภายในกระเพาะอาหารที่มีลมจำนวนมาก พยานเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่มีการใส่ท่อช่วยหายใจในหลอดอาหารขณะที่มีการเอกซเรย์ในเวลา 06.50 น. ของวันที่ 14 พ.ค. 2567 และส่งภาพดังกล่าวมาให้พยานตรวจสอบ และจากที่พยานอ่านผลฟิล์มเอกซเรย์เท่าที่เห็นบริเวณโครงสร้างร่างกายส่วนบนของผู้ตาย ไม่มีกระดูกส่วนใดหัก

ศิษฏิศาตอบอัยการผู้ร้องถามค้านว่า สาเหตุที่ท่อช่วยหายใจเคลื่อนมาทางซ้ายและไม่อยู่ในหลอดลม จากประสบการณ์พยานสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ใส่ท่อช่วยหายใจยาก,  ใส่ท่อช่วยหายใจไม่เข้าหลอดลม, การเคลื่อนย้าย และเกิดจากขณะทำ CPR

อัยการถามว่า จากประสบการณ์พยาน เคยพบกรณีท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่งบ่อยหรือไม่ พยานตอบว่าพบเห็นบ่อย ทั้งนี้ ทนายไม่ถามติง 

.

‘หมอสุภัทร’ ชี้ 3 ข้อบกพร่องราชทัณฑ์: ดูแลสุขภาพจิตไม่เพียงพอ – จ่ายยาขับปัสสาวะที่ขับโพแทสเซียม ให้ “บุ้ง” ที่มีโพแทสเซียมต่ำอยู่แล้ว – ความไม่พร้อมและมาตรฐานการกู้ชีพ “ใส่ท่อช่วยหายใจกู้ชีพ 20 นาทีหลังหมดสติ และใส่ท่อผิด” – เวชระเบียนไม่สอดคล้องกับหลักการแพทย์

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อายุ 55 ปี ผู้อำนวยการและแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เบิกความโดยส่งเป็นเอกสารคำให้การ มีเนื้อหาดังนี้

ประเด็นที่ 1: เนติพรไม่ได้มีความคิดสุดขั้วที่จะอดอาหารจนเสียชีวิต เป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ทราบ แต่กลับละเลย ไม่ให้ความสําคัญในการดูแลเพื่อลดความเสี่ยง ปกป้องชีวิตของนักโทษในความดูแล 

จากเอกสารบันทึกสุขภาพจิตรับใหม่ ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2567 ระบุในหัวข้อสรุปผลการประเมินและข้อเสนอแนะว่า 

“จากการประเมิน ในปัจจุบันขณะทดสอบพบปัญหาสุขภาพจิต พบความเครียด ไม่พบภาวะซึมเศร้า ไม่พบแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายในปัจจุบัน และไม่พบอาการทางจิตเวชที่เด่นชัด ปฏิเสธอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวงโดยไม่มีเหตุผล

จากการสัมภาษณ์ผู้รับการประเมินอดอาหาร มีจิบน้ําบ้าง แจ้งว่ากระทําเพื่อเรียกร้องการประกันตัวของตนเองและเรียกร้องทางการเมืองไม่ได้มีเจตนาที่จะทําร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตายให้ถึงแก่ชีวิต และไม่แน่ใจว่าจะยุติการเรียกร้องเมื่อใด และให้ข้อมูลว่าตนเองต่อสู้ทางการเมืองมาระยะหนึ่งรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสําเร็จ ไม่ได้รู้สึกเสียใจน้อยใจที่ถูกดําเนินคดี เนื่องจากตนเองเลือกแล้วสามารถทําใจยอมรับได้ 

แต่ปัจจุบันรู้สึกเหนื่อยมากทั้งกายและใจ มาจนถึงวันนี้รู้สึกว่าความคิดตนเองเปลี่ยนไปมาก จากที่ต่อสู้ทางการเมืองในระยะแรกจะมีความคิดว่าจะสู้จนกว่าจะสําเร็จ สู้จนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง จะเสียอะไรก็ยอมแลก ปัจจุบันรู้สึกเสียดายเวลา อยากกลับไปอยู่กับครอบครัว อยากใช้ชีวิตของตนเอง และหากได้รับการปล่อยตัว ตั้งใจจะไม่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก 

นักจิตวิทยาได้ให้กําลังใจและให้ข้อมูลกับผู้รับการประเมินว่า หากมีภาวะอารมณ์เศร้า หรือมีความเครียด ความกังวลที่ไม่สามารถจัดการได้สามารถขอรับบริการจากนักจิตวิทยาได้” 

การประเมินสุขภาพจิตดังกล่าวเป็นครั้งเดียวที่มีการบันทึกไว้ หมายความว่า เนติพรได้รับการดูแลทางสุขภาพจิตเพียงครั้งเดียวในครั้งนี้ ซึ่งน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น และผลการประเมินสุขภาพจิต ก็มีความชัดเจนว่า “เนติพรไม่ได้มีความประสงค์จะสู้จนเสียชีวิต” 

ดังนั้น การดูแลเพื่อปกป้องชีวิตผู้ต้องขัง การลดความเสี่ยงจากการได้รับอันตรายถึงชีวิต เป็นหน้าที่สําคัญที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ในกรณีนี้ยังไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างเพียงพอ ปล่อยให้เลยตามเลย เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ําจนถึงแก่ชีวิตในที่สุด 

ประเด็นที่ 2: การที่แพทย์จ่ายยาขับปัสสาวะชนิดขับโพแตสเซียมเพื่อลดอาการบวมของเท้า อาจจะเป็นเหตุสําคัญของการเสียชีวิต 

ด้วยเนติพรมีภาวะเท้าบวม ซึ่งในทางการแพทย์ ภาวะบวมน้ําสามารถเกิดจากสาเหตุได้ 4 กรณี คือ จากโรคทางหัวใจ โรคทางตับ โรคทางไต หรือโรคจากภาวะขาดสารอาหาร 

ทั้งนี้ จากผลการตรวจเลือดของเนติพร ทั้งที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พบว่าภาวะไตและตับปกติหรือมีค่าสูงกว่าค่าผิดปกติไม่มาก ดังนั้นสาเหตุที่เป็นไปได้จากการเกิดภาวะบวมที่เท้าคือ ภาวะจากโรคทางหัวใจและโรคจากการขาดสารอาหาร อย่างไรก็ตาม การใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษาภาวะบวมน้ํา เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ 

แพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้สั่งจ่ายยาขับปัสสาวะชื่อ Lasix (Furosemide) 40 mg  1 เม็ด วันละครั้ง ซึ่งเป็นยาขับปัสสาวะที่ขับเกลือแร่ออกจากกระแสเลือดเพื่อลดอาการบวม ซึ่งจะขับทั้ง โซเดียม (Na) และโพแตสเซียม (K) เนื่องจากเนติพรมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ํา จึงไม่ควรใช้ยาขับปัสสาวะที่ขับโพแทสเซียมด้วย และในมาตรฐานการดูแลทางการแพทย์นั้น สามารถใช้ยาขับปัสสาวะตัวอื่นแทนได้ คือยา Spironolactone ซึ่งมีคุณสมบัติขับเฉพาะโซเดียม (Na) โดยไม่ได้ขับโพแตสเซียม (K) ซึ่งเหมาะกับการรักษาผู้ป่วยที่มีระดับโพแตสเซียมในเลือดต่ํา 

ยาทั้ง 2 ตัวต่างก็เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ราคาไม่แพง (ราคาทุนในจังหวัดสงขลาของ Furosemide, Spironolactone เม็ดละ 0.41 บาท และ 0.73 บาท ตามลําดับ) และเป็นยาที่ปกติทุกโรงพยาบาลจะมีใช้ในบัญชียาโรงพยาบาล 

ทั้งนี้ ข้อมูลเท่าที่ปรากฏในบันทึกเวชระเบียนของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ คือ 

1. วันที่ 8 พ.ค. 2567 มีอาการหลังเท้าบวม พบค่าโพแตสเซียมในเลือดต่ํา 2.6 มิลลิโมลต่อลิตร หรือ mmol/L (ค่าปกติ 3.5 -5.0 mmol/L) แพทย์สั่งจ่าย Lasix (Furosemide) 40 mg 1 เม็ดวันละครั้ง นาน 30 วัน ต่อมานายแพทย์พงศ์ภัค สั่งการแก้ไขคําสั่งการรักษาให้ทานต่อเนื่อง 5 วัน และสั่งเจาะเลือดเพื่อติดตามผลระดับเกลือแร่ในเลือดในวันที่ 13 พ.ค. 2567 

2. วันที่ 13 พ.ค. 2567 ตรวจเลือด พบค่าโพแตสเซียมในเลือดต่ํา 2.7 mmol/L (ค่าปกติ 3.4-4.5 mmol/L) เนื่องจากคําสั่งเดิม 5 วัน ยาหมดพอดี แพทย์จึงสั่งจ่าย Lasix (Furosemide) 40 mg 1 เม็ดวันละครั้ง อีก 3 วัน สั่งการรักษาโดยนายแพทย์พงศ์ภัค และสั่งเจาะเลือดเพื่อติดตามผลระดับเกลือแร่ในเลือดในวันที่ 17 พ.ค. 2567 

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว เวชระเบียนมีการพิมพ์บันทึกข้อความโดยนายแพทย์พงศ์ภัค ระบุว่า เนติพรมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดผิดปกติ (ต่ํา) แต่ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาและการปรับโภชนาการ โดยในบันทึกได้มีการสั่งการรักษาให้ปรึกษานักโภชนาการ เพื่อปรับเพิ่มระดับสารอาหารให้เหมาะสม แต่ไม่ปรากฏว่ามีเอกสารหรือรายงานใด ๆ จากนักโภชนาการ

.

ภาวะโพแทสเซียมในเลือด มีค่าปกติที่ 3.5-5.0 mmol/L ทั้งนี้หากระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ํากว่า 3 mmol/L จะเริ่มส่งผลต่อการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ หากช่วงระดับโพแทสเซียมในเลือด 2.5-2.9 mmol/L ถือว่าเป็นภาวะที่ต้องเฝ้าระวังเข้มงวด เพราะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ (arrhythmia) หากต่ํากว่า 2.5 mmol/L จะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง จนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ 

ในภาวะที่ระดับโพแตสเซียมในเลือดของเนติพรมีระดับต่ํามาก (ประมาณ 2.6-2.7 mmol/L) การให้ยาขับปัสสาวะ Furosemide ที่ขับโพแทสเซียมในเลือดด้วย จะทําให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดที่มีน้อยอยู่แล้วให้ลดลงไปอีก จึงเชื่อว่านี่คือสาเหตุสําคัญที่ทําให้เนติพรเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน และจากการทบทวนเวชระเบียน พยานไม่พบสาเหตุอื่นที่น่าจะเป็นเหตุให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้ 

.

ประเด็นที่ 3: ความไม่พร้อมของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในการช่วยฟื้นคืนชีพเนติพร คือเหตุที่ซ้ําเติมภาวะหัวใจหยุดเต้น ทําให้เนติพรไม่มีโอกาสที่จะฟื้นคืนชีพกลับมาอีก

ในประเด็นการช่วยฟื้นคืนชีพที่เห็นจากกล้องวงจรปิด และข้อมูลในบันทึกเวชระเบียน ของวันที่ 14 พ.ค. 2567 พบข้อบกพร่องในการช่วยฟื้นคืนชีพที่สําคัญคือ 

1. มีความพร้อมในการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) น้อยกว่ามาตรฐานของความเป็นโรงพยาบาล 

มาตรฐานในโรงพยาบาลจะต้องการทําการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ได้ในภายใน 4 นาที แต่กรณีของเนติพร เริ่มเป็นลม ชักเกร็ง หมดสติ (หมายถึงสมองขาดออกซิเจน จากภาวะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ) ซึ่งเกิดเหตุตั้งแต่ 06.15 น. แต่ใช้เวลา 6 นาที คือ 06.21 น. พยาบาลจึงเข้ามาประเมินอาการ และกว่าจะเริ่มปั๊มหัวใจเมื่อเวลา 06.23 น. หรือหลังมีอาการ 8 นาที ซึ่งเป็นการปั๊มหัวใจโดยไม่มีการใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อนําออกซิเจนเข้าปอดโดยตรงนั้น ถือเป็นการปั๊มหัวใจที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการช่วยฟื้นคืนชีพ 

ต่อมาแพทย์ได้มาใส่ท่อช่วยหายใจในเวลา 06.35 น. หรือ 20 นาทีหลังจากมีภาวะเกร็งไม่รู้สึกตัว ซึ่งในมาตรฐานในโรงพยาบาล ควรทําการใส่ท่อช่วยหายใจและปั๊มหัวใจแบบเต็มรูปแบบให้ได้ใน 4 นาที เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสมองตาย และใบสั่งการรักษาของแพทย์ ระบุว่าเวลา 07.00 น. ม่านตาขยาย 5 มิลลิเมตร และไม่มีการตอบสนองต่อแสง (ซึ่งในทางการแพทย์หมายถึง สมองขาดออกซิเจนอย่างมากและอาจอยู่ในภาวะสมองตายแล้ว)

2. การใส่ท่อช่วยหายใจเข้าผิดช่อง ไม่ได้ใส่เข้าหลอดลม แต่ใส่ผิดเข้าหลอดอาหาร 

ทั้งนี้ จากกล้องวงจรปิดจะเห็นภาพว่า หลังการช่วยฟื้นคืนชีพผ่านไป 15-20 นาที พบว่าภาพท้องของเนติพรป่องขึ้นมาก เหมือนบีบลมจากการให้ออกซิเจนเข้าท้องแทนที่จะเข้าปอด ซึ่งปกติหากบีบลมเข้าปอด ลมก็จะไม่เข้าไปในทางเดินอาหาร และไม่พบภาวะท้องป่อง 

ใบรายงานผลทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์แผนกรังสีวิทยา แพทย์ได้รายงานผลการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ปอด ณ เวลา 06.50 น. ซึ่งส่งไปเอ็กซเรย์หลังจากการใส่ท่อช่วยหายใจ ระบุผลการอ่านฟิล์มว่า 

“พบตำแหน่งของท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่งไปทางซ้าย เป็นไปได้ว่า ตำแหน่งของท่อช่วยหายใจจะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม”, “ปอดทั้ง 2 ข้างมีปริมาณลมในปอดน้อย ร่วมกับมีรอยขุ่นในปอดทั้ง 2 ข้าง”, “กระเพาะอาหารโป่งพองอย่างชัดเจนจาก มีอากาศบรรจุอยู่ภายใน” 

ใบรายงานผลดังกล่าวมีความชัดเจนว่า มีการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง ทําให้พบว่ามีลมเข้าไปในปอดน้อย และกระเพราะอาหารโป่งพองมีอากาศภายในจำนวนมากอย่างชัดเจน จากผลการอ่านฟิล์มทั้ง 3 ประการนี้เมื่อผนวกกัน ย่อมตีความได้ว่า มีการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตําแหน่ง ใส่เข้าหลอดอาหาร ไม่เข้าหลอดลม ทําให้ออกซิเจนที่บีบผ่านท่อช่วยหายใจเข้าไปในกระเพาะอาหาร ไม่เข้าไปในปอด ซึ่งจะทําให้การช่วยฟื้นคืนชีพล้มเหลวแน่นอนหากไม่รีบใส่ใหม่ให้ถูกต้องอย่างเร็วที่สุด 

ทั้งนี้ ในเวชระเบียนของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงว่า แพทย์ได้เห็นผลการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์นี้หรือไม่ และแพทย์แก้ไขความผิดพลาดในการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตําแหน่ง ต้วยการใส่ใหม่ให้ถูกต้องหรือไม่ 

.

สําหรับเวชระเบียนแรกรับที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ในวันที่ 14 พ.ค. 2567 ก็เขียนระบุไว้ชัดเจนว่า “เวลา 09.45 น. ระบบทางเดินหายใจไม่มีการเคลื่อนไหว, เสียงลมจากการบีบแอมบูได้ยินที่ลิ้นปี่ (ตำแหน่งกระเพาะอาหาร), กล้องส่องหลอดลมแบบมีกล้องถ่ายวิดิโอ → เห็นท่อช่วยหายใจอยู่ในหลอดอาหาร”

แพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์บันทึกการรักษาไว้ว่า “ถอดท่อช่วยหายใจจากหน่วยกู้ชีพชั้นสูง (ALS – Advance Life Support ซึ่งหมายถึงหน่วยนำส่งจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์)” และใส่ท่อใหม่ทันที แล้วจึงเริ่มการช่วยฟื้นคืนชีพอีกครั้ง จนยุติการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ในเวลา 11.22 น. 

หลักฐานดังกล่าวมีความชัดเจนว่า ก่อนจะถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ท่อช่วยหายใจอยู่ในหลอดอาหาร ไม่ใช่หลอดลม การบีบอุปกรณ์ดันออกซิเจนเข้าท่อหายใจ (Ambu) ที่ผ่านมาเป็นการดันออกซิเจนเข้ากระเพาะแทนที่จะเข้าปอด ทําให้เนติพรไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลย 

ทั้งนี้ ข้อสังเกตทั้ง 3 ประเด็นตั้งอยู่บนพื้นฐานความหวังที่จะเห็นการดูแลรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในระดับมาตรฐาน และพยานไม่ได้มีความโกรธเคืองกับผู้ใดหรือกับกรมราชทัณฑ์แต่อย่างใด 

ศาลให้อัยการผู้ร้องอ่านเอกสารดังกล่าว จากนั้นอัยการผู้ร้องถามค้านพยานว่า ในขณะเกิดเหตุ พยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า คำให้การดังกล่าวเป็นการทบทวนเวชระเบียนจากทั้ง รพ.ราชทัณฑ์ และ รพ.ธรรมศาสตร์ ของผู้ตายอย่างละเอียด จึงได้เบิกความไปตามข้างต้น ทั้งนี้ ทนายไม่ถามติง 

.

แพทย์นิติเวช รพ.รามาธิบดี เห็นด้วยว่าสาเหตุเสียชีวิตหลักคือ ‘เสียสมดุลเกลือแร่ในเลือด’ ส่วนหัวใจโตเป็นเรื่องรอง และระบุการรักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิตมีผลทำให้เสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดได้

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ อายุ 42 ปี แพทย์เฉพาะทางด้านนิติเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี เบิกความว่า ปัจจุบันเป็นหัวหน้าสาขานิติเวชศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พยานมีหน้าที่ตรวจชันสูตร และเป็นกรรมการแพทย์สภา และผู้ช่วยเลขาธิการแพทย์ และเป็นนายกสมาคมแพทย์นิติเวช

ก่อนหน้านี้จบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี จบแพทย์เฉพาะทางด้านนิติเวชศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2553 และเป็นอาจารย์แพทย์มาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน 

จากที่พยานอ่านเวชระเบียนและรายงานการตรวจศพแล้ว พยานมีความเห็นว่า ตามที่มีการระบุสาเหตุการตายว่า การเสียสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย แต่ส่วนตัวพยานเห็นว่าควรเน้นไปที่การเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดมากกว่า ส่วนที่ระบุว่า หัวใจโต ซึ่งพบว่าหัวใจหนัก 360 กรัม เห็นว่าไม่ได้โตมาก จึงไม่คิดว่าเป็นสาเหตุการตายหลัก ซึ่งสามารถระบุว่าไม่ได้เรียกว่าเป็นสาเหตุการตายได้เลย

พยานจึงเห็นว่าสาเหตุการตายเป็นการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดเป็นสาเหตุหลัก ทั้งนี้ ศาลไม่ได้บันทึกที่พยานเบิกความต่อว่า ส่วนหัวใจโตเป็นเรื่องรอง ถ้าหัวใจโตจริง ๆ จะต้องมีน้ำหนักมากกว่า 450 กรัม

ทนายถามว่า จากการตรวจเวชระเบียนการรักษาผู้ตายก่อนเสียชีวิตมีผลอย่างไรกับสาเหตุการตาย พยานตอบว่าสามารถเกิดจากการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานได้ แต่พยานไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ และการรักษาพยาบาลผู้ตายก่อนเสียชีวิตมีผลทำให้เสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดได้ แต่ไม่สามารถตอบโดยละเอียด

ทั้งนี้ ศาลบันทึกว่า การรักษาพยาบาลผู้ตายก่อนจะเสียชีวิตนั้นมีผลทำให้เกิดการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดได้ แต่ในเคสของผู้ตายคดีนี้ พยานไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่สามารถตอบได้ว่าการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดของผู้ตายคดีนี้เกิดจากการรักษาพยาบาลก่อนหน้านี้หรือไม่ 

ปกติแล้วการเสียชีวิตจากกการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดเป็นพฤติการณ์การตายโดยธรรมชาติ แต่ถ้าหากการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดเกิดจากการรักษาที่ผิดพลาด จะถือว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือพฤติการณ์การตายที่ผิดธรรมชาติ

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สมิทธิ์ตอบอัยการถามค้านพยานว่า การอดอาหารเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเสียสมดุลในเกลือแร่ในเลือด ทั้งนี้ ทนายไม่ถามติง

.

ภาพจากไข่แมวชีส

สรุปประเด็นข้อโต้แย้ง พยานผู้ร้อง-พยานญาติผู้ตาย ให้การ ‘การกู้ชีพ’ ไม่สอดคล้องกัน

X