ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คดี ‘ล้อมและทุบรถควบคุมตัว ไมค์-เพนกวิน ปี 63’ ของ 5 ประชาชน จำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่น รอลงอาญา 2 ปี

15 ก.ย. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของประชาชน 5 ราย ได้แก่ ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร, ธวัช สุขประเสริฐ, ศักดิ์ชัย ตั้งจิตสดุดี, สมคิด โตสอย และฉลวย เอกศักดิ์ จากกรณีถูกกล่าวหาว่าล้อมและทุบรถควบคุมตัวผู้ต้องขังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งควบคุมตัว “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยัง สน.ประชาชื่น ในช่วงค่ำวันที่ 30 ต.ค. 2563 ทั้งยังถูกกล่าวหาว่าพยายามชิงตัวผู้ถูกควบคุมทั้งสองด้วย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากศาลชั้นต้นเป็นจำคุกรวมคนละ 4 ปี ปรับคนละ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 2 ปี

.

สำหรับคดีนี้ ทั้ง 5 คนถูกสั่งฟ้อง 6 ในข้อหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสองประกอบมาตรา 140 (ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป), มาตรา 191 (พยายามทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานหลุดพ้นจากการคุมขังไป), มาตรา 215 (มั่วสุมชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง), มาตรา 295 ประกอบมาตรา 296 (ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่), มาตรา 358 (ทำให้เสียทรัพย์), ข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ (ไม่แจ้งการชุมนุม, ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ร่วมชุมนุม)

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2566 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่าจำเลยทั้ง 5 คนมีความผิดตามฟ้อง ในฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ให้ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท

ส่วนความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และฐานร่วมกันพยายามให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง เป็นกรณีกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท  และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท 

รวมจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 25,000 บาท ซึ่งโทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี 

ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ และทนายจำเลยได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ จากนั้นศาลอุทธรณ์จึงนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ 

.

วันนี้ (15 ก.ย. 2568) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 จำเลยทั้งห้าคนเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับทนายความ เพื่อน และครอบครัว โดยมีประชาชนมาร่วมสังเกตการณ์และให้กำลังใจด้วย

ต่อมาในเวลา 09.52 น. หลังศาลพิจารณาคดีอื่นอีกสองคดีเสร็จสิ้น จึงเริ่มอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ โดยเรียกขานชื่อจำเลยทั้งห้าทีละคนและให้ยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษา สรุปเป็นใจความสำคัญได้ดังนี้

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกและปรับนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 

เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าทำให้พริษฐ์และภาณุพงศ์หลุดพ้นไปจากการควบคุม ซึ่งได้ลงมือไปแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากพริษฐ์และภาณุพงศ์ไม่พลุดพ้นไปจากการคุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 วรรคสาม แต่ศาลชั้นต้นลงโทษตามมาตรา 191 วรรคหนึ่ง 

อีกทั้งจำเลยยังใช้หินขนาดใหญ่ทุ่มใส่รถหลายครั้ง ทำให้กระจกด้านหน้าของรถควบคุมผู้ต้องหาแตก เสียหายเป็นเงิน 70,000 บาท อันเป็นความผิดตามมาตรา 358 ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิพากษาลงโทษ ศาลอุทธรณ์จึงเห็นสมควรให้แก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 191 วรรคแรก และวรรคสาม และตามมาตรา 358 ด้วย

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมั่วสุม 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธฯ, ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่, ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป, ร่วมกันพยายามทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตามมาตรา 138 วรรคสองประกอบมาตรา 140 และฐานพยายามทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 191 วรรคสามนั้นมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 191 วรรคสาม จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท

ฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, ฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 215 และฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 295 ประกอบมาตรา 296 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฏหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 295 ประกอบ 296 จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นจำคุกรวมคนละ 4 ปี ปรับคนละ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และยกฟ้องในข้อหาข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 215 นอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

หลังฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งห้าคนจึงแยกย้ายกันเดินทางกลับบ้าน

โดยสรุปแล้ว ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี ปรับ 20,000 บาท ซึ่งแต่เดิมนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 25,000 บาท เท่ากับว่าโทษจำคุกลดลง 3 เดือน และโทษปรับลดลง 5,000 บาท

.

พฤติการณ์ของคดีนี้ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2563 ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ตำรวจฝากขังแกนนำกลุ่มราษฎร ได้แก่ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก และแบงค์ -ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ต่อเป็นครั้งที่ 3 ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ทั้งสี่คนจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำภายในเย็นวันดังกล่าว 

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประชาชื่น ได้เข้าอายัดตัวรุ้ง ไมค์ และเพนกวินต่อ โดยอ้างหมายจับในคดีการชุมนุมที่จังหวัดนนทบุรี อยุธยา และอุบลราชธานี แม้เป็นคดีที่ตำรวจจากสถานีต่าง ๆ ทั้งหมดได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้งสามคนไปแล้วในขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ การออกหมายจับดังกล่าวจึงควรจะสิ้นผลไป ไม่สามารถเข้าอายัดตัวจำเลยได้ 

เมื่อไมค์กับเพนกวินทราบเหตุดังกล่าว จึงได้ปฏิเสธที่จะขึ้นรถตำรวจ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการควบคุมโดยมิชอบ แต่เจ้าหน้าที่ยังยืนยันที่จะนำตัวทั้งสองคนขึ้นรถคุมขังไปยัง สน.ประชาชื่น จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ประชาชนผู้ขับรถจักรยานยนต์ถูกรถตำรวจขับเฉี่ยวชน และได้มีมวลชนพยายามติดตามรถควบคุมคันดังกล่าวไปถึง สน.ประชาชื่น เพราะไม่เห็นด้วยกับการควบคุมตัว 2 แกนนำ

หลังเกิดเหตุการณ์ ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร ซึ่งถูกรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเฉี่ยวชนได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ทุ่งสองห้อง แต่เรื่องกลับไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน พนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ได้ออกหมายเรียกให้ ณัฐนนท์ ไปสอบสวนในฐานะพยาน และต่อมาพนักงานสอบสวนก็ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 5 ราย ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาจนครบตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563

.

24 ก.พ. 2564 พนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้ง 5 คนในระหว่างพิจารณาคดี แต่ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เป็นเหตุให้ทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 

ซึ่งในระหว่างนั้นศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวหลายครั้ง ส่งผลให้พวกเขาต้องถูกคุมขังนานกว่า 3 เดือน โดยในระหว่างการคุมขังมี ธวัช, สมคิด, ฉลวย และศักดิ์ชัย ติดเชื้อโควิด-19 โดยศักดิ์ชัยมีอาการหนักที่สุดถึงขนาดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะที่ณัฐนนท์พบว่าหลังได้รับการประกันตัวออกมาก็ตรวจพบว่าติดโควิดเช่นเดียวกัน สรุปแล้วว่าทั้ง 5 คน ติดโควิดจากการถูกคุมขังทั้งหมด

หลังจากนั้นในวันที่ 13 พ.ค. 2564 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว 3 ราย ได้แก่ สมคิด ฉลวย และศักดิ์ชัย โดยให้วางเงินประกันเป็นจำนวน 25,000 บาท (รวมถูกขังระหว่างพิจารณาคดี 79 วัน)

ส่วนอีก 2 ราย ได้แก่ ณัฐนนท์ และธวัช ได้รับการประกันตัวในวันที่ 18 พ.ค. 2564 พร้อมวางเงินประกันเป็นจำนวนเท่ากันกับจำเลยอีก 3 ราย โดยมีเงื่อนไขห้ามเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมที่อาจก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองอีก (รวมถูกขังระหว่างพิจารณาคดี 84 วัน)

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 ปี 6 เดือน คดี 5 ประชาชน ขัดขวางรถตำรวจควบคุมตัว “ไมค์ – เพนกวิน” โดยให้รอลงอาญา

จับตา ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดี “ประชาชน 5 คน” ถูกกล่าวหาล้อมและทุบรถตำรวจ ระหว่างควบคุมตัว “ไมค์-เพนกวิน” เมื่อปี 63

“พ่อไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยซ้ำ​”: คำบอกเล่าลูกชายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีทุบรถควบคุม ไมค์-เพนกวิน

“ถ้าความยุติธรรมมีจริง ลูกแม่คงได้ออกมาแล้ว”: เสียงของยายและแม่ในวันที่ “ณัฐนนท์” ผู้ต้องขังคดีทุบรถควบคุมไมค์-เพนกวิน ยังถูกพรากอิสรภาพ

ฐานข้อมูลคดีนี้

5 ประชาชน ถูก กล่าวหา ขัดขวาง รถ ควบคุม ตัว “ไมค์-เพนกวิน”

X