ในวันที่ 15 ก.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของประชาชน 5 ราย ได้แก่ ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร, ธวัช สุขประเสริฐ, ศักดิ์ชัย ตั้งจิตสดุดี, สมคิด โตสอย และฉลวย เอกศักดิ์ จากกรณีถูกกล่าวหาว่าได้ล้อมและทุบรถควบคุมตัวผู้ต้องขังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระหว่างควบคุมตัว “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยัง สน.ประชาชื่น ในช่วงค่ำวันที่ 30 ต.ค. 2563 ทั้งยังถูกกล่าวหาว่าพยายามชิงตัวผู้ถูกควบคุมทั้งสองด้วย
คดีนี้ ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 5 ราย คนละ 2 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 25,000 บาท โดยเห็นว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ใน 1 ปี และให้ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง แต่อัยการได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา โดยร้องว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิพากษาครบทุกข้อหาตามที่โจทก์ฟ้อง
.
ทบทวนเหตุการณ์ในคดี คืนวันที่ 30 ต.ค. 2563
เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 30 ต.ค. 2563 หลังศาลอาญาไม่อนุญาตให้ฝากขัง “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “แบงค์” ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ต่อเป็นครั้งที่ 3 ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ทำให้ทั้ง 4 คน ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ
แต่ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประชาชื่น ได้เข้าอายัดตัว ปนัสยา พริษฐ์ และภาณุพงศ์ เอาไว้ เพื่อนำไปดำเนินคดีต่อ โดยอ้างหมายจับในคดีการชุมนุมที่จังหวัดนนทบุรี อยุธยา และอุบลราชธานี ซึ่งคดีเหล่านี้ ตำรวจจากสถานีตำรวจทั้งหมดได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้งสามคนไปก่อนหน้านี้แล้วระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ ทำให้ตามหลักกฎหมายแล้ว หมายจับดังกล่าวควรจะสิ้นผลไป
ส่งผลให้พริษฐ์และภาณุพงศ์ปฏิเสธที่จะให้เจ้าหน้าที่นำตัวขึ้นรถไป เนื่องจากเห็นว่าเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบ แต่เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าควบคุมตัวทั้งสองคนขึ้นรถคุมขังแล้วเดินทางออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไป โดยระหว่างนำตัวทั้งสองไปยัง สน.ประชาชื่น เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของประชาชนบริเวณถนนงามวงศ์วาน ทำให้รถเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งมีประชาชนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหา ได้พยายามติดตามรถควบคุมตัวผู้ต้องขังไปถึง สน.ประชาชื่น ด้วย
หลังเกิดเหตุการณ์ ณัฐนนท์ อายุ 20 ปี สมาชิกกลุ่ม We Volunteer หรือ WeVo ที่ถูกรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเฉี่ยวชนได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ทุ่งสองห้อง แต่เรื่องกลับไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน พนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ได้ออกหมายเรียก ณัฐนนท์ ไปสอบสวนในฐานะพยาน และต่อมาพนักงานสอบสวนก็ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 5 ราย ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาจนครบตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563
ทั้งหมดถูกกล่าวหาใน 6 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 (ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่), มาตรา 191 (พยายามทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานหลุดพ้นจากการคุมขังไป), มาตรา 215 (มั่วสุมชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง), มาตรา 295 (ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน), มาตรา 358 (ทำให้เสียทรัพย์), ข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ (ไม่แจ้งการชุมนุม, ฝ่าฝืนหน้าที่ของผู้ร่วมชุมนุม)
หลังพนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีแล้ว ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้ง 5 คน ในระหว่างพิจารณาคดี ก่อนที่ศาลอาญาจะมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว เป็นเหตุให้ทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งในระหว่างนั้นศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวหลายครั้ง ส่งผลให้พวกเขาต้องถูกคุมขังนานกว่า 3 เดือน โดยในระหว่างการคุมขังทั้ง ธวัช, สมคิด, ฉลวย และศักดิ์ชัย ต่างก็ติดโควิด โดยศักดิ์ชัยมีอาการหนักที่สุดถึงขนาดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะที่ ณัฐนนท์ หลังได้รับการประกันตัวออกมาแล้วจึงตรวจพบว่าติดโควิดเช่นเดียวกัน ทำให้ทั้ง 5 คน ติดโควิดจากการถูกคุมขังทั้งหมด
ต่อมา วันที่ 13 พ.ค. 2564 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลย 3 ราย ได้แก่ สมคิด ฉลวย และศักดิ์ชัย โดยให้วางเงินประกันเป็นจำนวน 25,000 บาท ในขณะที่จำเลยอีก 2 ราย ได้แก่ ณัฐนนท์ และธวัช ได้รับการประกันตัวในภายหลัง เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2564 พร้อมวางเงินประกันเป็นจำนวนเท่ากันกับจำเลยอีก 3 ราย โดยมีเงื่อนไขห้ามเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมที่อาจก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองอีก
.
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งห้าหลังรับสารภาพ จำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ปรับ 50,000 บาท โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี
ต่อมาวันที่ 27 มี.ค. 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทั้งห้ามีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป สำหรับความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ให้ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท
ส่วนความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และฐานร่วมกันพยายามให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง เป็นกรณีกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท
- รวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสิ้น คนละ 4 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 50,000 บาท
อย่างไรก็ดี คดีนี้จำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้จำเลยทั้ง 5 ลงกระทงละกึ่งหนึ่ง คงโทษจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี 3 เดือน ปรับคนละ 25,000 บาท และเมื่อพิเคราะห์จากรายงานการสืบเสาะ ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ในเวลา 1 ปี และให้ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง
.
โจทก์ยื่นอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษา เห็นว่าศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาลงโทษจำเลยครบทุกข้อหาตามคำฟ้อง ก่อนจำเลยโต้แย้ง
หลังจากนั้น พีระศักดิ์ มหาวัฒนางกูล พนักงานอัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง 1 ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาล เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2566 โดยสรุปเห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าครบทุกข้อกล่าวหาตามที่โจทก์ฟ้อง และพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อกฎหมายที่โจทก์ฟ้อง
ในส่วนฐานความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 วรรคสาม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 วรรคแรก จึงยังไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ศาลยังไม่ได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และยังมิได้กำหนดโทษที่ลงว่า หรือวินิจฉัยว่าเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทกับความผิดฐานใด จึงขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ต่อมา เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2566 ทนายจำเลยทั้ง 5 ได้ยื่นแก้อุทธรณ์ของโจทก์ โดยระบุเห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาถูกต้องตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์แล้ว เนื่องจากตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดตาม มาตรา 191 แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นวรรคใด
ส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำเลยทั้งห้ามีความผิดแล้ว โดยข้อหาทำให้เสียทรัพย์นั้นเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และความผิดฐานร่วมกันพยายามให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังไป ซึ่งศาลได้พิพากษาฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน เป็นไปตามบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงครบถ้วนตามฟ้องโจทก์แล้ว
นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของคำแก้อุทธรณ์ยังระบุไว้ด้วยว่า จำเลยทั้งห้าเห็นพ้องด้วยกับดุลพินิจในการรอการลงโทษของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษารอการลงโทษจำเลยทั้งห้า และให้โอกาสจำเลยทั้งห้าได้ประพฤติตนใหม่จึงเหมาะสมแล้ว จำเลยทั้งห้าขอศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
อ่านฐานข้อมูลคดีนี้ >> 5 ประชาชนถูกกล่าวหา ขัดขวางรถควบคุมตัว “ไมค์-เพนกวิน”
