บันทึกเยี่ยม 4 ผู้ต้องขังทางการเมือง ระหว่างวันที่ 11-26 ธ.ค. 2566 

ระหว่างวันที่ 11-26 ธ.ค. 2566 ทนายความได้เข้าเยี่ยม 3 ผู้ต้องขังทางการเมืองที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้แก่ “ธี” ถิรนัย, “มาย” ชัยพร, “มาร์ค” ชนะดล และอีก 1 คน ที่เรือนจำคลองเปรม ได้แก่ สุขสันต์ 

ช่วงเวลา 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ทุก ๆ คนยังคงมีสุขภาพที่ดีตามสภาพ ธีพูดถึงการที่จดหมายของเขา เก็ท และอานนท์ ถูกเรือนจำเซ็นเซอร์ ทำให้ไม่ได้ส่งออกมา มายและมาร์คคิดถึงครอบครัวเป็นพิเศษเนื่องจากใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ ที่คนส่วนใหญ่ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ส่วนสุขสันต์บอกกับทนายว่าเขาคงไม่ได้เป็นผู้ช่วยผู้คุมแล้วเนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องเลือกผู้ต้องขังซึ่งคดีสิ้นสุดแล้ว แต่เขายังอยู่ระหว่างสู้คดีในชั้นอุทธรณ์  

“ธี” ถิรนัย: ลุ้น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาก หวังว่าปีหน้าจะมีอะไรดี ๆ

ธีได้ถอดเหล็กจัดฟันออกแล้ว เขาเปิดแมสก์ยิงฟันให้ดู ก่อนบอกว่า “ขูดหินปูนโคตรเจ็บ”

ธีบอกว่าอาทิตย์ก่อน เขากับเก็ทส่งจดหมายออกมาข้างนอก เขาส่งให้แอมเนสตี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับองคมนตรีคนใหม่ 

“พูดเรื่องการต่อสู้ข้างนอกนั่นแหละ ว่าแบบทำไมองคมนตรีคนใหม่ที่เป็นคนทำรัฐประหารไม่โดนคดีอะไร มีแต่พวกเราที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยแล้วต้องมาอยู่ในเรือนจำ แต่ส่งออกไปไม่ได้ วันนี้ (13 ธ.ค. 2566) มีบันทึกรายงานจาก ผบ.เรือนจำ มาให้ผมกับเก็ทเซ็นรับทราบเรื่องจดหมายว่า ส่งออกไปไม่ผ่านเนื่องจากมันมีผลเสียต่อหน่วยงานรัฐ สังคม และศีลธรรมอันดีงาม”

ธีบอกว่าเขารู้สึกปวดใจมาก เหมือนถูกปิดกั้นทุกอย่างทั้งที่แค่พยายามต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตัวเอง 

“ถ้าอยากให้พวกเราหยุด ก็ปล่อยตัวพวกเราสิ”

เขาเล่าให้ฟังว่า เขา เก็ท และทนายอานนท์ พากันเขียนจดหมายคนละฉบับถึงกลุ่มโมกหลวง อานนท์เขียนเรื่องผู้ลี้ภัย เก็ทเขียนเรื่องทะลุแก๊ส ส่วนเขาเขียนเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 

“ก็ไม่รู้ว่าจะส่งออกได้ไหม ผมก็เข้าใจเจ้าหน้าที่นะ ก็ไม่อยากให้เขาได้รับผลกระทบ ถ้าจดหมายออกไปเขาคงโดนเบื้องบนเล่นงานละมั้ง แต่ก็รู้สึกแบบ มันต้องขนาดนี้เลยเหรอ กีดกันแม้กระทั่งจดหมายที่ไม่ได้ระบุชื่อด้วยซ้ำว่าพูดถึงใคร”

ธีบอกว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทนสภาพบ้านเมืองไม่ได้แล้วตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหว 

“บ้านเมืองมันแย่ ทุกคนเดือดร้อน แล้วจะให้ผมอยู่เฉย ๆ ให้คนอื่นออกไปสู้แทน แล้วโดนจับ ได้รับบาดเจ็บงี้เหรอ ผมทนไม่ได้หรอก ถ้าหัวหน้าประเทศดี ชีวิตเราก็ดี สังคมก็ดี ถ้าอยากให้มันเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องช่วยกันปะพี่ ถ้ามัวแต่ช่างมัน ๆ ประเทศก็เป็นแบบนี้แหละ

“ผมลุ้น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาก หวังว่าปีหน้าจะมีอะไรดี ๆ คนข้างในก็จะช่วยกันพูด ช่วยคนข้างนอกเคลื่อนไหวอีกแรง กว่าผมจะได้ออกไปคงอายุ 25 แล้ว ถ้าอยู่ข้างนอกตอนนี้ ผมคงจบ ป.ตรี ไปแล้ว

“ผมไม่รู้ว่าคนข้างนอกจะมองผมยังไง แต่ผมเคยทะเลาะกับที่บ้านเพื่อออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย สูญเสียอะไรหลาย ๆ อย่าง ถ้าผมเชื่อที่บ้านตั้งแต่แรก ก็คงเหมือนคนเห็นแก่ตัวที่รอคนไปสู้ แต่เราอยู่สุขสบาย”

ธียังได้พูดถึงย่าของเขา เนื่องจากกำลังจะเข้าสู่บรรยากาศช่วงปีใหม่

“ผมอยากกลับไปดูแลย่า ผมคิดถึงย่า วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเกิดย่าผม ทุกปีผมจะซื้อของขวัญให้ย่าตลอด ปีที่แล้วซื้อผ้าพันคอกับเสื้อจากเหนือให้ โคตรแพงเลย แต่มันใส่ดีมากไง ผมบอกให้ย่าใส่ไปขายของ ย่าบอกไม่ใส่หรอก ต้องเลี่ยมกรอบไว้ (หัวเราะ)

”เอาตรง ๆ นะพี่ ช่วงนี้ผมทะเลาะกับที่บ้าน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผมยังสู้ต่อ ไม่ยอมให้คดีเด็ดขาด ผมก็พยายามอธิบายแล้ว แต่เขายังไม่เก็ท มีแค่ย่าแหละที่พยายามจะเข้าใจผม แม้ว่าผมจะทำให้ย่าเสียใจบ่อย แต่ย่าก็พร้อมที่จะให้อภัยผม 

“ผมรักและคิดถึงย่ามาก อยากส่งเค้กไปให้ย่าจัง แต่ย่าจะร้องไห้ แล้วที่บ้านก็จะไม่สบายใจ บางทีผมก็รู้สึกว่าเขาพยายามปิดข่าวผมกับย่า เพราะกลัวว่าย่าจะเศร้า ย่าเองก็อายุเยอะแล้ว เขาเคยบอกผมว่า ถ้าผมออกไปได้ เขาจะจับผมบวช (หัวเราะ) ผมไม่อยากบวชนักหรอก ในตอนนี้อะนะ แต่อะไรที่ย่าขอ ผมจะทำให้ (ยิ้ม) ถ้าบวชจริงคงบวชไม่นานหรอก ไปศึกษาธรรมะนิดนึง”

จนถึงวันที่ 26 ธ.ค. 2566 “ธี” ถิรนัย ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว 315 วัน

.

“มาย” ชัยพร: อยู่ในเรือนจำมาเกือบ 1 ปี แล้ว ใจยังสู้ตลอด แต่อยากออกไปฉลองปีใหม่ข้างนอก

มายทักทายกับทนายความ โดยบอกว่า ไป ๆ มา ๆ เขาก็อยู่ในนี้มาจะปีหนึ่งแล้ว เขาเล่าย้อนไปตอนที่ได้ประกันตัวแต่ต้องติดกำไล EM 

“แต่ก่อนผมไปสมัครงาน ไปที่ไหนก็สมัครได้ ไม่เคยมีที่ไหนไม่รับเลย แต่หลังจากที่ได้ประกันพร้อมกับติด EM ตอนนั้น ผมไปสมัครงาน สอบผ่านทุกอย่าง แต่ติดที่มีประวัติและติด EM 

“มันทำให้ผมรู้สึกเฟลมาก เพราะมันไม่เกี่ยวกับงานที่ผมจะทำเลย ผมยังไม่ถูกตัดสินเลย แต่การมีกำไล EM ก็ทำให้ผมถูกตัดสินจากสังคมไปแล้ว ผมก็เข้าใจนะว่าบริษัทใหญ่ ๆ เขาก็มีภาพลักษณ์ เขาคงไม่อยากรับ แต่ตอนนั้นผมพกความมั่นใจไปเต็มที่เลย ผมไปสมัครที่ไหนก็โดนปฏิเสธ ผมก็เสียโอกาสไปเยอะ แต่ผมก็คิดเสมอว่าโอกาสใหม่หาได้อยู่เสมอ ผมไม่เคยท้อ อาจจะมีแกว่ง ๆ บ้าง”

มายบอกว่าเขาคิดถึงเรื่องการทำงานและเรื่องเรียนอยู่ตลอด 

“ตอนนี้ก็คิดว่าถ้าได้ออกไป เรื่องงานและเรื่องเรียนจะเป็นยังไง คงต้องตั้งหลักกันอีกยาวเลย ถูกตัดสินมา 6 ปี ลดเหลือ 3 ปี ติดคุกมาจะปีนึงละ ถ้าอุทธรณ์มาให้ติด 6 ปีอีกคงแย่ อยู่ในเรือนจำผมทำตัวดีมาตลอด”

มายบอกว่า เขาอยากออกไปต่อสู้ข้างนอกอีกเพราะต่อสู้ข้างในมาตลอด 

“การอยู่ในนี้มันทำอะไรไม่ได้ แต่ใจมันยังสู้ตลอด ผมก็อยากออกไปฉลองปีใหม่ข้างนอก ยังคาดหวังกับผลอุทธรณ์นะ แต่ก็เผื่อใจไว้ เพราะขนาดศาลชั้นต้นคิดว่าคงไม่แย่มาก แต่สุดท้ายศาลตัดสินลงโทษหนักมาก ๆ

“ไม่รู้ทำไมเคสผมมันหนักขนาดนี้ ตอนได้ยินผลคำพิพากษา ผมอึ้งและทำอะไรไม่ถูก เพื่อนในเรือนจำถามว่า ทำไมไม่ยกมือถามศาล ผมบอกว่า จังหวะนั้นผมทำอะไรไม่ถูกเลย”

เนื่องจากใกล้จะสิ้นปีแล้ว มายเล่าให้ทนายฟังเรื่องงานปีใหม่ของเขาว่า 

“อยู่ข้างนอกก็ทำงาน ไม่ค่อยได้หยุด ออกไปฉลอง กินข้าวกับที่บ้านบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร เพราะผมกินข้าวกับครอบครัวตลอด สำหรับผมมันเป็นวันธรรมดา ก็เป็นวันหยุดวันหนึ่งที่เราจะได้พักผ่อน หลัง ๆ ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวกับเพื่อนแล้ว เพราะพวกเขามีครอบครัวกัน

“ปีใหม่ในเรือนจำน่าจะมีการแข่งกีฬา แล้วก็อาจจะมีการสวดมนต์ข้ามปีด้วย”

มายทิ้งท้ายว่า ขอบคุณทุกคนที่คอยติดตามข่าวและช่วยเหลือพวกเขามาตลอด “อยากบอกคนข้างนอกว่า สุขสันต์วันปีใหม่ ขอให้ทุกคนพบเจอแต่สิ่งดี ๆ และขอให้เจริญก้าวหน้า” 

ทนายถามมายว่า อยากฝากบอกอะไรครอบครัวไหม มายนั่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า 

“ครอบครัวนี่ เดี๋ยวผมออกไปบอกเอง (ยิ้ม)”

จนถึงวันที่ 26 ธ.ค. 2566 “มาย” ชัยพร ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว 315 วัน

.

“มาร์ค” ชนะดล: เสียใจที่ไม่ได้ออกไปฉลองปีใหม่กับที่บ้าน

มาร์คนั่งรอทนายด้วยสีหน้าผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา เขาเดินทางไปฟังคำพิพากษาที่ศาลอาญา มาร์คบอกเล่าความรู้สึกว่า

“ผลคำพิพากษาก็ทำผมงงนะ ที่ศาลไม่รอลงอาญา ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยมีประวัติ แต่ผมก็เตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าผลอาจจะออกมาอย่างนี้ สงสารก็แต่พ่อแม่ น้า ยาย เขาร้องไห้กันใหญ่ แม่ร้องไห้เหมือนเด็กเลย”

มาร์คกำลังตัดสินใจว่า เขาจะอุทธรณ์ต่อหรือไม่ หลังได้ฟังคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 1 เดือน ใจหนึ่งเขาอยากให้คดีถึงที่สุดเพื่อจะได้รอทำเรื่องพักโทษต่อไป เนื่องจากตนเองอยู่ในเรือนจำมาเกือบ 300 วันแล้ว 

“ตอนนี้ผมไม่ได้เครียดเรื่องโทษแล้ว ถ้าจบเร็วก็ประมาณมีนาเมษา คืออยากเดินเรื่องรอเลย จะได้ออกไว ๆ ถ้านับแล้วไวสุดคือได้ออกมีนา ก็แค่ 3 เดือน แต่ถ้าอุทธรณ์จะนานออกไปอีก ผมมาคิดดูแล้ว อุทธรณ์มันไม่ได้ชั้น ตอนนี้ผมก็อยู่เกือบปีแล้วก็สู้ทำเรื่องพักโทษดีกว่า เพราะความผิดครั้งแรก ที่บ้านครอบครัวก็พร้อมดูแลตามเงื่อนไขของการพักโทษแล้ว”

มาร์คบอกว่า เขาค่อนข้างผิดหวังกับคำพิพากษา “ถามว่าผิดหวังมั้ยกับผลคำพิพากษาก็ผิดหวังนะที่ศาลไม่รอการลงโทษ แม้จะเตรียมใจไว้แล้วแต่ก็อดผิดหวังไม่ได้ ผมก็แอบคิดนะว่าทำไมศาลถึงรอการลงโทษไม่ได้ทั้ง ๆ เป็นความผิดครั้งแรก ผมก็ไม่ได้มีประวัติอะไร ก็งงว่าทำไมไม่รอการลงโทษ ที่ผมเครียดที่สุดคือแม่ร้องไห้ ผมต้องอธิบายว่าโทษน้อยแล้ว

“ไม่อยากให้ที่บ้านคิดมาก ผมอยู่ได้แล้ว มันอยู่ตัวแล้ว เหลืออีกนิดเดียว ทนไหว แต่แอบเสียใจที่ไม่ได้ออกไปฉลองปีใหม่กับที่บ้าน”

จนถึงวันที่ 26 ธ.ค. 2566 “มาร์ค” ชนะดล ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาจนถึงระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว 287 วัน

.

สุขสันต์: ได้ไปนั่งอบรมประวัติศาสตร์ 3 ชั่วโมง

สุขสันต์เล่าให้ทนายฟังว่า เขาถูกเกณฑ์ไปนั่งฟังอบรม 3 ชั่วโมง เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เมื่ออบรมเสร็จก็จะมีใบประกาศนียบัตรให้ แต่เมื่อทนายขอให้เล่าให้ฟังว่า เนื้อหาในการอบรมมีอะไรบ้าง สุขสันต์ก็บอกว่าจำไม่ได้เลยเพราะน่าเบื่อ 

แม้เขาจะบอกว่าน่าเบื่อ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ามีข้อดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากวันที่เขาต้องไปอบรม ทำให้เขาพลาดการออกกำลังกาย แต่มาทราบภายหลังว่า น้ำในแดนไม่ไหลตั้งแต่ 10 โมงเช้า จนถึงเวลาขึ้นห้องเพราะไฟดับ ทำให้แทงค์น้ำไม่ทำงาน เขาจึงรู้สึกว่าโชคดีแล้วที่ไม่ได้ไปออกกำลังกายจนเหงื่อออกและอาบน้ำไม่ได้ 

สำหรับเรื่องการเป็นผู้ช่วยผู้คุม สุขสันต์อัพเดทเพิ่มเติมว่า เขาคงไม่ได้ไปเป็นผู้ช่วยแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะเอาแค่คนที่เป็นนักโทษเด็ดขาด

เขาทิ้งท้ายอย่างติดตลกว่า ช่วงที่ผ่านมาติดละครพรหมลิขิต “พอดูไปดูมาก็สนุกดี แล้วนอกจากดูละครแล้วก็อ่านหนังสือบ้าง ยังอ่านเจอเกี่ยวกับตุ๊กตาหุ่นเชิดสายพม่า อยากรู้เรื่องเพิ่มเติม” เขาได้ฝากให้ทนายช่วยหาข้อมูลมาให้เพิ่มเติมด้วย 

จนถึงวันที่ 26 ธ.ค. 2566 สุขสันต์ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว 104 วัน

X