ครบ 2 ปี หลังกำแพงสูง: การเรียกร้องเพื่อสิทธิในการศึกษา และความหวังที่ยังไม่ถูกจองจำของ ‘ก้อง’ อุกฤษฏ์

ในวันที่ 13 ก.พ. 2569 นับเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว ที่ “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีตามมาตรา 112 จำนวน 2 คดีที่เขาถูกกล่าวหา และศาลฎีกาพิพากษาโทษรวมกัน 7 ปี 30 เดือน (หรือประมาณ 9 ปีครึ่ง)

แม้การถูกจำกัดอิสรภาพเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ก้องยังคงมีเจตจำนงที่แน่วแน่ในเรื่องการเรียกร้องสิทธิทางการศึกษา ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลใหม่และกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนยังคงเรียกร้องผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมประชาชนในคดีจากการแสดงออกทางการเมืองทุกราย 

ในโอกาสนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รวบรวมการต่อสู้ภายหลังกำแพงสูงตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาของก้อง เขายังคงเผชิญความยากลำบากจากสภาพแวดล้อมในเรือนจำ และการถูกคุมขังมาเป็นระยะเวลานาน ก้องยังคงพยายามสะท้อนว่าผู้ต้องขังไม่ว่าคดีใด ก็เป็นมนุษย์เหมือนทุกคนในสังคม 

.

เผชิญปัญหาการประกันตัวระหว่างชั้นอุทธรณ์และฎีกา จนคดีสิ้นสุดลง

ก้องเผชิญหน้ากับคดีมาตรา 112 เป็นจำนวน 2 คดี โดยแบ่งเป็นคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ที่ สภ.บางแก้ว ถูกกล่าวหาจากการโพสต์ข้อความ 1 ข้อความ และคดีที่ศาลอาญา โดยมีตำรวจ บก.ปอท. เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาอีก 1 คดี ถูกกล่าวหาจากการโพสต์ข้อความรวม 5 ข้อความ

ในช่วงที่ผ่านมา ก้องถูกจองจำทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2565 เขาไม่ได้รับการประกันตัวในคดีของศาลอาญา หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุก 5 ปี 30 เดือน  จนถึงวันที่ 4 ก.พ. 2566 ศาลจึงอนุญาตให้ประกันตัว หลังเขาถูกคุมขังไป 46 วัน

ขณะที่ในคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เขาถูกทั้งศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา โดยได้รับการประกันตัวอยู่

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ในคดีของศาลอาญา หลังศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ก้องก็ไม่ได้รับประกันตัวในระหว่างฎีกาอีก และเขาต้องถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาตั้งแต่นั้น แม้จะมีความพยายามยื่นขอประกันตัวมาทั้งหมด 10 ครั้ง ในช่วงระหว่างฎีกา ทำให้เขาถอนประกันตัวในคดีที่สมุทรปราการด้วย

ระหว่างนั้น ก้องยังถูกย้ายตัวไปคุมขังที่เรือนกลางจำกลางบางขวางตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. 2568  สืบเนื่องจากนโยบายของราชทัณฑ์ที่ต้องการกำหนดให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเรือนจำสำหรับรองรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี (Hub) ทุกประเภท แต่การโยกย้ายดังกล่าว พบว่าไม่ได้มีเพียงผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้วเท่านั้นที่ถูกย้ายตัวไป โดยก้องเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ที่ถูกโยกย้ายไปด้วย

การถูกย้ายเรือนจำดังกล่าว ยังสร้างปัญหาให้กับก้อง เมื่อญาติเดินทางไปเยี่ยมได้ยากขึ้น และเพื่อน ๆ ที่ปกติเคยเยี่ยมได้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงแรก ยังไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ที่เรือนจำกลางบางขวาง ก่อนเยี่ยมได้ในช่วงหลัง รวมทั้งปัญหาเรื่องการส่งจดหมายติดต่อกับโลกภายนอก ที่เรือนจำเดิมเคยมีระบบการส่งจดหมายทางออนไลน์ แต่ที่เรือนจำใหม่ไม่มี

กระทั่งวันที่ 15 ก.ค. 2568 และ 24 พ.ย. 2568 ศาลฎีกาก็ได้มีคำพิพากษายืนในทั้งสองคดีของก้อง ทำให้คดีของเขาสิ้นสุดลง โดยถูกลงโทษจำคุกรวมกันสองคดี 7 ปี 30 เดือน (ประมาณ 9 ปีครึ่ง) แต่ในทั้งสองคดีนี้ ศาลไม่ได้ให้นับโทษต่อกัน

.

เผชิญการถูกจำกัดโอกาสทางการศึกษา

ก่อนหน้าที่เขาจะต้องเผชิญกับการคุมขัง ก้องยังเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มทะลุราม จนเมื่อถูกคุมขัง ก้องพยายามเรียกร้องสิทธิในการสอบเพื่อเรียนให้จบการศึกษา 3 วิชาสุดท้าย แต่คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ก.บ.ม.ร.) กลับปฏิเสธคำขอจัดสอบในเรือนจำโดยให้เหตุผลว่าไม่มีระเบียบของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตรกรรม (อว.) รองรับ, และอาจสร้างความไม่เท่าเทียมกับนักศึกษาคนอื่นที่ขาดสอบ และต้องมีการทำข้อตกลงกับกรมราชทัณฑ์ด้วย 

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการรณรงค์ติดแฮชแท็ก #ก้องต้องได้สอบ ในสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ X (ทวิตเตอร์) เพื่อเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์และมหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดสอบให้กับก้อง โดยทางเรือนจำพร้อมจะจัดสอบให้หากมหาวิทยาลัยดำเนินการมา 

ก้องสะท้อนความรู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ว่า “การสอบในเรือนจำ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่าเป็นการเหลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียมนั้น ไม่เท่าเทียมอย่างไร มีความเหลื่อมล้ำอย่างไร เพราะการให้ผมที่เป็นนักศึกษาสามารถสอบในเรือนจำเปรียบเสมือนเป็นการให้โอกาสแก่นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน แต่ถูกคุมขังระหว่างภาคเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเอาไว้ มันเป็นการมอบความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาด้วยซ้ำ แล้วทำไม มหาวิทยาลัยรามคำแหงถึงมองว่าการสอบในเรือนจำเป็นการเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียม”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับก้อง ไม่เพียงเป็นชะตากรรมชีวิตของนักศึกษาที่ต้องการจะเรียนให้จบเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพการต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาและความเท่าเทียมของผู้ต้องขัง แม้ผู้ต้องขังจะพยายามใช้ช่องทางต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการศึกษา แต่ระบบที่เป็นอยู่กลับไม่สามารถตอบสนองและรองรับสิทธิที่เขาควรจะได้รับนั้นได้

จนถึงปัจจุบัน เพื่อนของก้องยังลงทะเบียนเพื่อรักษาสถานะนักศึกษาให้กับก้องไว้อยู่ แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการให้จัดสอบได้จนถึงปัจจุบัน โดยก้องยังเหลือเวลารักษาสถานะได้อยู่อีกราว 2 ปีนับจากนี้ 

ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์เพื่อนของก้องผู้พยายามผลักดันเรื่องการสอบ ขัง ‘ก้อง อุกฤษฏ์’ ครบ 1 ปี กับการต่อสู้ของ ‘เพื่อนราม’ เพื่อให้ก้องต้องได้สอบ

.

เผชิญกับการจำกัดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก 

ในช่วงเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ก้องยังเผชิญกับปัญหาการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโลภายนอก เมื่อเรือนจำกลางบางขวางยังไม่อนุญาตให้ทนายความนำเอกสาร ข้อมูลข่าวสารของสถานการณ์ทางสังคมหรือการเมือง จำนวน 11 รายการเข้าเยี่ยมก้อง ตามความประสงค์ที่ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของเขา ทั้งที่ในเรือนจำอื่น ๆ นั้น สามารถนำไปอ่านหรือเล่าให้ผู้ต้องขังฟังได้ เรือนจำกลางบางขวางยังมีข้อจำกัดในเรื่องนี้จนถึงปัจจุบัน 

ทั้งนี้สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผู้ต้องขังในเรือนจำ เป็นสิทธิประการหนึ่งที่สำคัญ ตามข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ที่กำหนดมาตรฐานสากลว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ข้อที่ 63 ระบุให้ผู้ต้องขังต้องได้รับข่าวสารที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอโดยอ่านการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือสิ่งพิมพ์เผยแพร่ของหน่วยงานใด ๆ ได้รับฟังวิทยุ คำบรรยายหรือช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่คล้ายคลึงกันอื่นใด ๆ โดยได้รับอนุญาตและอยู่ใต้การควบคุมของผู้บริหารเรือนจำ

ในกรณีนี้ เอกสารข้อมูลที่ทนายความยื่นต่อเรือนจำเพื่อประกอบการพิจารณาเป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อความมั่นคงหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยภายในเรือนจำแต่อย่างใด การกำหนดให้มีการระมัดระวังและคัดกรองมิให้ผู้ต้องขังรับทราบข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง อาจเป็นการกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอกของผู้ต้องขังเกินสมควร

.

เผชิญกับการเสียโอกาสเลือกตั้ง – ออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2569

แม้ว่าบรรยากาศของการใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา จะเป็นโอกาสให้คนไทยทุกคนได้ใช้สิทธิใช้เสียงในการเลือกรัฐบาลและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ “ก้อง” และผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ ที่อยู่ในเรือนจำ กลับไม่มีสิทธิและเสียงร่วมกับคนในสังคม

ก้องสะท้อนความรู้สึกที่ไม่ได้ร่วมออกเสียงเลือกตั้งและลงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. ว่าเสียดายเป็นอย่างมาก ผู้ต้องขังในเรือนจำก็เป็นพลเมืองเหมือนกัน ควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของประเทศได้ แต่สำหรับที่เรือนจำบางขวาง เพียงแค่ข่าวสารยังรับรู้ไม่ได้ สำหรับก้องถือเป็นสิ่งที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ในระดับหนึ่ง  

“พอไม่ได้เลือกตั้งอีก ก็เหมือนขาดอิสรภาพในการมีส่วนร่วมกำหนดทางเดินของประเทศไป ซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลต่อตัวเราและคนรอบตัว ผู้ต้องขังก็เสียประโยชน์ที่จะได้พรรคที่มีนโยบายช่วยเหลือพวกเขาด้วย

“อีกอย่างคือสิทธิในการเลือกตั้งของผู้ต้องขัง ทุกคนคือคนเหมือนกัน ควรได้รับโอกาสในการมีชีวิตใหม่ ทุกคนควรได้ร่วมตัดสินชะตาชีวิตตนเอง ว่าอยากอยู่ในประเทศแบบไหน 1 สิทธิ 1 เสียง ก็มากพอที่จะเปลี่ยนประเทศได้” ก้องสะท้อนถึงข้อกำจัดในรัฐธรรมนูญ ที่มิให้ผู้ถูกคุมขังมีสิทธิในการเลือกตั้ง

ก้องยืนยันว่าผู้ต้องขังทุกคนควรมีสิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ แม้ครั้งนี้จะผ่านไปโดยที่เขาไม่ได้เลือก แต่การเลือกตั้งครั้งหน้าก็อยากให้ผู้ต้องขังมีสิทธิ อย่างที่กรมราชทัณฑ์บอกว่าพร้อมให้โอกาส แต่กลับไม่เคยให้แม้แต่โอกาสในการรับรู้ข่าวสารของผู้ต้องขังเลย

.

X