จำคุก “เก็ท-ใบปอ” คดี ม.112 คนละ 2 ปี กรณีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ช่วงชุมนุม APEC2022

วันที่ 29 ก.ย. 2568 เวลา 13.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาคดีของสองนักกิจกรรม “ใบปอ” และ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 เพื่อยื่นจดหมายบอกให้โลกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565

ศาลพิพากษาเห็นว่าข้อความในแถลงการณ์เป็นการใส่ความกล่าวหาโครงสร้างของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งหมายความรวมถึงองค์พระมหากษัตริย์ด้วย ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ก่อนลดโทษลง 1 ใน 3 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ คงจำคุกคนละ 2 ปี โดยเห็นว่าไม่มีเหตุไม่รอการลงโทษ 

.

สำหรับเหตุในคดีนี้ เกิดขึ้นในช่วงการประชุม APEC20222 กลุ่มนักกิจกรรมได้จัดกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” เดินขบวนจากแยกอโศกไปยังศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 ซึ่งใบปอและเก็ทได้เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ฉบับภาษาไทย และภาษาอังกฤษในการชุมนุมดังกล่าว 

ก่อนหน้านี้จากเหตุการณ์เดียวกัน ทั้งสองคนถูกกล่าวหาในข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และถูกสั่งฟ้องเฉพาะสองข้อหานี้ซึ่งมีโทษปรับเป็นพินัย ที่ศาลแขวงพระนครใต้ หลังการต่อสู้คดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสองคนในคดีดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม 

ในส่วนของคดีนี้ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2567 อัยการได้ยื่นฟ้องทั้งสองที่ศาลอาญากรุงเทพใต้  และฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุมและไม่ได้เป็นผู้ร่างแถลงการณ์ รวมถึงเนื้อหาของแถลงการณ์ก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ 

อ่านบันทึกสืบพยาน : บันทึกสืบพยาน ก่อนพิพากษา คดี ม.112 “ใบปอ-เก็ท” อ่านแถลงการณ์กิจกรรม WHAT HAPPENED IN THAILAND ช่วงประชุม APEC2022

.

วันนี้ ที่หน้าห้องพิจารณา 705 แม่ของโสภณและประชาชนทั่วไปที่มารอพบจำเลยทั้งสอง ได้มานั่งรอก่อนเวลา 13.30 น. ตามนัดของศาล โดยทราบว่าโสภณถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เช้า พร้อมกับ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ที่ถูกเบิกตัวมาในนัดสืบพยานของคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมัน

ต่อมา เวลา 13.19 น. โสภณถูกเบิกตัวมายังห้องพิจารณาที่ 705 โดยเขาใส่เสื้อกลับด้าน นำด้านในไว้ได้นอกโดยเขาอธิบายที่ทำเช่นนี้เพราะเขาไม่ชอบใส่เสื้อสีเหลือง ส่วนใบปอได้เดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้วพร้อมกับญาติและเพื่อน ๆ

ในห้องพิจารณามีตำรวจศาล 2 นาย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 2 นาย ประชาชน นักกิจกรรม ญาติ รวมประมาณ 30 คน รวมถึงประชาชนที่มีนัดคดีต่าง ๆ รวมประมาณ 10 คน นั่งกันจนล้นห้องพิจารณา ประชาชนจึงต้องช่วยกันนำที่นั่งไม้ด้านหน้ามาเสริมในห้อง

เวลา 13.24 น. ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาโดยดำเนินอ่านคำพิพากษาคดีก่อนหน้า 2 คดี จนเสร็จสิ้นก่อน

เวลา 13.50 น. ศาลได้เริ่มดำเนินการในคดีนี้ และถามโสภณว่าจะยังคงไม่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาและไม่ยืนฟังคำพิพากษาใช่หรือไม่ โสภณตอบรับว่าใช่ 

ต่อมา ศาลได้อ่านทวนคำฟ้องอีกครั้ง ก่อนอ่านคำพิพากษา สรุปใจความสำคัญได้ว่า ทางการพิจารณาได้ข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 17 พ.ย. 2565 มีการชุมนุมยื่นหนังสือต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกา ในที่ชุมนุมมีทั้งผู้ร่วมชุมนุม ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ โดยผู้ชุมนุมพยายามมุ่งหน้าไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งมีการจัดการประชุม APEC

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งกับผู้ชุมนุมว่าการชุมนุมนี้ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า จากนั้นมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ ต่อมาจำเลยทั้งสองได้อ่านแถลงการณ์และตำรวจได้ถอดข้อความที่แถลงจากช่อง Friends Talk โดยเห็นว่าคำแถลงการณ์เป็นคำใส่ความหมิ่นประมาทกษัตริย์โดยใช้ข้อความที่เป็นเท็จ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศให้ยุติการชุมนุมผ่านเครื่องขยายเสียง และได้ดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหากับจำเลยทั้งสองในเวลาต่อมา โดยจำเลยที่ 1 (ใบปอ) ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 (โสภณ) ไม่ให้การและไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ

ในส่วนข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะและข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสอง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้มีการโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองได้อ่านแถลงการณ์ที่บริเวณแยกอโศกมนตรีต่อหน้าผู้ชุมนุม ซึ่งการอ่านแถลงการณ์ถูกถ่ายทอดสดในช่อง Friends Talk และจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่าคลิปในช่องดังกล่าวมีการตัดต่อหรือดัดแปลง คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยดังนี้

1. จำเลยได้กล่าวแถลงการณ์โดยมีเนื้อหาตามฟ้องหรือไม่

ฝ่ายโจทก์มี ร.ต.ท.ธีรพล แก้วกาหลง เบิกความว่า พยานมีหน้าที่ถอดเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ในคดี โดยพยานไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ แต่ประจำอยู่สถานีตำรวจ เพื่อคอยเฝ้าสังเกตการณ์และดูการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางยูทูป แต่พยานไม่แน่ใจว่าเป็นช่องยูทูปของผู้ใด

ร.ต.อ. หญิง ศิธิญา เจริญพงศ์ เป็นผู้ถอดเทปแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ คลิปที่พยานถอดเทปมีเสียงแทรกตลอดเลยใช้โปรแกรม Google sheet ในการถอดเทป และ ร.ต.อ.หญิง พัณณภา ปิติภรพงษ์ รองสารวัตรในกลุ่มงานแปลและล่าม ได้แปลข้อความบางส่วนที่มีการทำสัญลักษณ์ไว้

ฝ่ายจำเลยทั้งสอง เบิกความว่า แถลงการณ์นั้นถูกส่งต่อมาให้อ่าน ทั้งสองไม่ใช่ผู้ร่างคำแถลงการณ์และไม่ได้เก็บรักษาแถลงการณ์ไว้ จึงไม่ยืนยันความถูกต้องข้อความที่ได้ถอดเทปออกมา

เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามสามารถยืนยันข้อความที่มีแหล่งที่มาจากช่อง Friends Talk ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่รับรองข้อความตามฟ้อง ศาลได้ดูคลิปวีดีโอของโจทก์ประกอบคำฟ้องแล้ว เห็นว่าคลิปดังกล่าวสามารถดูและฟังจำเลยที่ 1 (ใบปอ) อ่านแถลงการณ์ได้ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบแล้วไม่ปรากฏความแตกต่างในสาระที่สำคัญจึงสามารถรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ในส่วนของจำเลยที่ 2 (โสภณ) ที่อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษสามารถรับฟังได้บางส่วน แต่เมื่อเจือปนกับการเบิกความของจำเลยที่ 2 ซึ่งยอมรับว่าได้อ่านว่าเนื้อความของภาษาอังกฤษมีความหมายเหมือนกับภาษาไทย จึงรับฟังได้ว่าคำแถลงการณ์ของจำเลยที่ 2 มีเนื้อหาใจความเดียวกันกับฉบับภาษาไทย

2. คำกล่าวในแถลงการณ์ของจำเลยทั้งสองมีเนื้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ หรือไม่

ฝ่ายโจทก์มี ร.ต.อ. หญิง ศิธิญา เจริญพงศ์ พบว่ามีข้อความ 3 กลุ่มที่เข้าข่ายผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เกี่ยวข้องกับเงามืดของสถาบันกษัตริย์ทำให้เป็นประเทศเสมือนประชาธิปไตย กลุ่มที่ 2 เรื่องพระมหากษัตริย์เข้าไปแทรกแซงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์รับเงิน ได้ผลประโยชน์จากพ่อค้า นายทุน

พยานโจทก์ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เบิกความว่า ข้อความกลุ่มที่ 1 มีการใช้คำว่า ‘เงามืดของสถาบันกษัตริย์’ อันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้าย นอกจากนี้คำว่า ‘เสมือนประชาธิปไตย’ ก็เป็นการกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวสถาบัน

ข้อความกลุ่มที่ 3 ใส่ความสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าอาศัยอำนาจบางอย่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์หรือมีผลประโยชน์พิเศษจากเครือข่ายทุนศักดินา อันเป็นการประกอบธุรกิจโดยไม่มีธรรมาภิบาล 

การกระทำของจำเลยละเมิดมาตรา 6 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบทสากลสำหรับทุกประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่างก็ยึดถือหลัก

นอกจากนี้ยังมี วิศรุต สำลีอ่อน เบิกความว่ามีแค่ข้อความกลุ่มที่ 2 ที่เข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 112 เพราะมีการกล่าวถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยคำว่า ‘รับสั่ง’ นั้นเป็นคำที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ เสมือนว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้รับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ  เป็นการกล่าวว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านการลงประชามติแล้ว ทรงใช้อำนาจไม่เป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายจำเลยมีอาจารย์ประจำแขนงวิชาการปกครองท้องถิ่นเบิกความจำเลยทั้งสองกล่าวถึงโครงสร้างของสถาบันกษัตริย์

ศาลเห็นว่าแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุพระนามหรือใช้คำราชาศัพท์ แต่แถลงการณ์เป็นงานเขียนที่มีการตระเตรียม พินิจพิจารณาคำมาก่อนแล้ว ต้องคำนึงว่าวิญญูชนได้ฟังแล้วเข้าใจถ้อยคำและข้อความว่าอย่างไร 

จากพยานโจทก์จึงรับฟังได้ว่าข้อความทั้งหมดเป็นการใส่ความกล่าวหาโครงสร้างของสถาบันกษัตริย์หรือสถาบันกษัตริย์ ซึ่งหมายความรวมถึงองค์พระมหากษัตริย์ด้วย แม้ข้อความกลุ่มที่ 2 จะเป็นประโยคที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อและลงข่าวในสำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ แต่ข้อความทำให้เข้าใจว่าพระองค์ทำผิดหลักประชาธิปไตย

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี

ในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอื่นของจำเลยทั้งสอง ศาลยกคำขอในส่วนของจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา  ในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้นับโทษต่อในคดีชุมนุม #ทัวร์มูล่าผัว และ คดีชุมนุมฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก

.

หลังอ่านคำพิพากษาประชาชนได้โผกอดใบปอและโสภณก่อนทั้งสองจะถูกนำตัวลงไปที่ห้องขังใต้ถุนศาล โดยโสภณยังคงยืนยันไม่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา โดยทนายความและนายประกันได้ยื่นขอประกันตัวใบปอในชั้นอุทธรณ์

ต่อมาเวลาประมาณ 16.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ประกันตัวใบปอระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางหลักทรัพย์เพิ่ม 100,000 บาท จากเดิมที่เคยวางไว้ในระหว่างพิจารณาคดี โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ 

.

สำหรับ ‘ใบปอ’ เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพิ่งถูกตัดสินลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112 คดีแรกไป จากกรณีแชร์โพสต์ข้อความจาก ‘เพจทะลุวัง’ เรื่อง ‘งบสถาบันกษัตริย์’  และคดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่สอง ที่ศาลจะมีคำพิพากษาออกมา จากทั้งหมด 4 คดีที่เธอถูกกล่าวหา

ส่วนโสภณ หลังจากที่เขาถูกคุมขังในเรือนจำมาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี โดยไม่ได้รับการประกันตัว คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 4 ของเขาที่มีคำพิพากษาในศาลชั้นต้น และเป็นคดีสุดท้าย โดยเขาถูกพิพากษาโทษรวมกันทุกคดีเป็นโทษจำคุก 10 ปี 6 เดือน

X