ในวันที่ 29 ก.ย. 2568 เวลา 13.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาคดีของสองนักกิจกรรม “ใบปอ” และ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 เพื่อยื่นจดหมายบอกให้โลกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565
คดีนี้มี พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม กับพวก เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สน.ลุมพินี โดยข้อกล่าวหาระบุว่า คณะกรรมการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าทั้งสองกล่าวข้อความที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ส่งผลให้ในเวลาต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องทั้งสองในข้อหา มาตรา 112 แยกต่างหากจากอีกคดีที่เคยถูกฟ้องในข้อหาที่มีโทษปรับไว้ที่ศาลแขวงพระนครใต้ โดยอาศัยมูลคดีเดียวกันนี้ และศาลมีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว
.
ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุการณ์: เมื่อสำนวนการสอบสวนถูกแยกเป็นสองสำนวน ทำให้ “ใบปอ-เก็ท” ถูกฟ้องถึงสองคดี จากการเข้าร่วมกิจกรรม WHAT HAPPENED IN THAILAND
หลังกิจกรรมเดินขบวนไปยื่นหนังสือต่อผู้เข้าร่วมประชุมเอเปค (APEC2022) สิ้นสุดลงไปเป็นเวลาหลายเดือน จนกระทั่งถึงช่วงเดือนกันยายน ปี 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้ออกหมายเรียกผู้ชุมนุมจำนวน 4 รายมาแจ้งข้อกล่าวหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ อีกทั้งบางรายยังถูกแจ้งข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ด้วย
ต่อมา วันที่ 20 ก.ย. 2566 พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการออกหมายเรียกนักกิจกรรมอีก 2 ราย คือ “ใบปอ” และ “เก็ท” โสภณ โดยระบุข้อหาหลัก ได้แก่ ข้อหา ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์’ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112
หลังจากนั้น ในวันที่ 12 ต.ค. 2566 พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ก็ได้เข้าไปแจ้งข้อกล่าวหากับโสภณที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งหมด 3 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 112, ข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ และข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่วนใบปอเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2566 ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแยกสำนวนการสอบสวนออกเป็น 2 สำนวน และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องทั้งสองใน 2 ข้อหาหลัง ต่อศาลแขวงพระนครใต้เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2566 เป็นคดีค่าปรับพินัย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2566
- ย้อนอ่านเหตุการณ์ชุมนุม #ม็อบ17พฤศจิกา65 : #WhathappenedinThailand : Mob Data Thailand
.
ต่อมาในวันที่ 12 พ.ย. 2567 ศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษายกฟ้องทั้งสองคนในคดีดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับผู้จัดการชุมนุมอย่างไร แม้จำเลยทั้งสองจะร่วมอ่านแถลงการณ์ แต่เนื้อความก็ไม่ได้มีการชักชวน หรือปลุกระดมคนให้เข้าร่วมการชุมนุมแต่อย่างใด
แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เครื่องขยายเสียงจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุมในการแจ้งขออนุญาตต่อเจ้าพนักงาน แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการชุมนุม และพยานโจทก์เบิกความเพียงความเชื่อของตัวเองเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังฟังไม่ขึ้น
.
อัยการยื่นฟ้องคดี ม.112 กล่าวหาแถลงการณ์มีเนื้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและหวาดกลัวต่อสถาบันฯ
ในส่วนของคดีนี้ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2567 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 ได้ยื่นฟ้องทั้งสองคน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 (ใบปอ) ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทย มีเนื้อหาที่กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่าเงามืดของกองทัพและสถาบันกษัตริย์ยังคงทำให้เป็นประเทศเสมือนประชาธิปไตย ส่วนจำเลยที่ 2 (โสภณ) ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีเนื้อหาและความหมายเช่นเดียวกันกับแถลงการณ์ภาษาไทย
อัยการบรรยายฟ้องว่า เมื่อบุคคลที่สามได้ฟังคำกล่าวแล้ว ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นผู้ที่มีความโหดร้ายทารุณ ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ทุนนิยม ทรงกระทำการที่ขัดต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยทรงมีอำนาจในการสั่งให้มีกฎหมายหรือไม่มีกฎหมาย กองทัพไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นลิเกโรงใหญ่ที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ
สำหรับ ‘ใบปอ’ เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพิ่งถูกตัดสินลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112 คดีแรกไป และคดีนี้จะเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่สอง ที่ศาลจะมีคำพิพากษาออกมา จากทั้งหมด 4 คดีที่เธอถูกกล่าวหา
ส่วน เก็ท โสภณ หลังจากที่เขาถูกคุมขังในเรือนจำมาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี โดยไม่ได้รับการประกันตัว คดีนี้จะเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 4 ของเขาที่มีคำพิพากษาในศาลชั้นต้น และเป็นคดีสุดท้าย หลังจากก่อนหน้านี้ถูกพิพากษาโทษรวมกันในสามคดี เป็นจำคุก 8 ปี 6 เดือน
.
ภาพรวมการสืบพยาน : จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าคำแถลงการณ์มีเป้าหมายเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้มุ่งกล่าวโจมตีถึงพระมหากษัตริย์
ศาลอาญากรุงเทพใต้สืบพยานโจทก์ และจำเลยในคดีนี้ ที่ห้องพิจารณาคดี 705 เมื่อวันที่ 22-24, 29-31 ก.ค. และ วันที่ 4 ส.ค. 2568
ฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 10 ปาก แบ่งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนทั้งหมด 4 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.นฤวัติ พุทธวิโร, พ.ต.ท.ภราดร สุวรรณรัตน์, ร.ต.ท.ธีรพล แก้วกาหลง, พ.ต.ท.สุทวัฒน์ ศรีพรวรรณณ์ รวมถึงพยานปากอื่น ๆ ได้แก่ พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม (ผู้กล่าวหา), ร.ต.อ. หญิง ศิธิญา เจริญพงศ์, ร.ต.อ.หญิง พัณณภา ปิติภรพงษ์ และพยานความเห็นอีก 3 ปาก ได้แก่ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, วิศรุต สำลีอ่อน และอานนท์ กลิ่นแก้ว
สำหรับพยานที่ฝ่ายโจทก์นำเข้าสืบนั้น ในส่วนของพนักงานสืบสวนสอบสวนจะเน้นไปที่การเบิกความพิสูจน์ว่าได้ลงพื้นที่เกิดเหตุ และเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้อย่างไรบ้าง ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยทั้งสองจะเข้าเบิกความถึงวิธีการได้มาซึ่งถ้อยคำถอดเทปดังกล่าว ส่วนพยานความเห็นต่างนำมาอ้างว่า คำปราศรัยของจำเลยทั้งสองมีส่วนที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทกษัตริย์จริง
สำหรับฝ่ายจำเลยได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 6 ปาก ได้แก่ ใบปอ และเก็ท โสภณ รวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ อีก 4 ปาก อาทิ พยานด้านประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง และพยานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยข้อต่อสู้ของจำเลยจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม และไม่ได้เป็นผู้ร่างแถลงการณ์ รวมถึงเนื้อหาของแถลงการณ์ก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์
ตลอดเวลาที่มีนัดหมายสืบพยาน ‘เก็ท’ โสภณ จำเลยที่ 2 ได้ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีผู้คุมจากทางเรือนจำเฝ้าติดตามมาด้วยจำนวน 1 คน และสังเกตเห็นว่าที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของเก็ทถูกพันธนาการไว้ด้วยกุญแจข้อเท้า ทำให้ขณะที่เดินมักจะเกิดเป็นเสียงเหล็กกระทบกันอยู่เสมอ นอกจากนี้บรรดาญาติ เพื่อนนักกิจกรรม รวมถึงประชาชนทั่วไปต่างก็มาร่วมให้กำลังใจจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของการสืบพยานด้วย
คดีนี้มีปัญหาที่น่าจับตามอง เนื่องจากในระหว่างที่สืบพยานโจทก์และจำเลย โดยเฉพาะช่วงที่ทางฝั่งของทนายจำเลยเริ่มต้นซักถามหรือถามค้านพยาน ศาลมักจะกล่าวแทรก และตั้งคำถามขึ้นมาเองอยู่บ่อยครั้ง จนนำไปสู่การขอแถลงต่อหน้าศาลของจำเลยทั้งสอง เพื่อเรียกร้องให้ศาลรับฟังพยานจากทั้งสองฝ่าย และมีความเป็นกลางในการพิจารณาคดีมากขึ้น ซึ่งในบันทึกสืบพยานนี้จะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
.

.
สืบพยานโจทก์
ผู้กล่าวหายอมรับว่า การแจ้งความคดี ม.112 นี้ เป็นไปตามคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของ บช.น.
พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 พยานดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี โดยพยานเป็นผู้กล่าวหาจำเลยทั้งสองในคดีนี้
สาเหตุที่พยานทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ก็เนื่องจาก ในช่วงต้นปี 2566 ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการสืบสวน สน.ลุมพินี ต่อมาในช่วงเดือนกันยายนของปีเดียวกัน พยานได้รับรายงานการตรวจสอบการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงจากคณะกรรมการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ
พยานเบิกความว่า บช.น. จะมีคณะกรรมการคอยพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐบ้าง หากพิจารณาแล้วพบว่าเป็นความผิดก็จะส่งเรื่องไปยังสถานีตำรวจพื้นที่เกิดเหตุหรือสถานีตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้ดำเนินคดีต่อไป ในรายงานการตรวจสอบการกระทำความผิดที่พยานได้รับมา ระบุให้ดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 กับบุคคล 2 รายนั่นก็คือ จำเลยทั้งสองของคดีนี้ ซึ่งพยานไม่เคยรู้จักและไม่เคยพบเห็นหน้าจำเลยมาก่อน
การดำเนินคดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 เวลาประมาณ 12.00 น. ที่มีการจัดการชุมนุมกันขึ้นที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองได้อ่านแถลงการณ์ต่อหน้าสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วย สำหรับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว พยานรับทราบข้อมูลมาจาก พ.ต.ท.นฤวัติ พุทธวิโร รองผู้กำกับการสืบสวน สน.ลุมพินี ในขณะนั้น
พ.ต.ท.นฤวัติ ได้แจ้งกับพยานว่า ก่อนดำเนินคดีนี้ ได้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองในข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และใช้เครื่องขยายเสียง มาก่อนแล้ว นอกจากนี้ พ.ต.ท.นฤวัติ ยังได้ระบุว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 มีผู้ชุมนุมเดินทางไปยื่นหนังสือที่บริเวณด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย และต่อมาภายหลัง เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 มีกลุ่มของผู้ชุมนุมประมาณ 30 คน กำลังเคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือต่อผู้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
จากรายงานที่พยานได้รับแจ้งมาพบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาไทย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ ในส่วนของแถลงการณ์ภาษาไทยนั้น เมื่ออ่านข้อความแล้วพบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปกครองของพระมหากษัตริย์ ซึ่งสามารถแบ่งข้อความออกมาได้เป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 จะเกี่ยวข้องกับเงามืดของสถาบันกษัตริย์ทำให้เป็นประเทศเสมือนประชาธิปไตย ส่วนกลุ่มที่ 2 จะเป็นเรื่องพระมหากษัตริย์เข้าไปแทรกแซงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์รับเงิน ได้ผลประโยชน์จากพ่อค้า นายทุน ต่อมาในส่วนของแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ เมื่อแปลออกมาก็มีใจความสำคัญเหมือนกันกับแถลงการณ์ภาษาไทย
พยานเบิกความว่า ภายหลังจากที่ได้รับรายงานการตรวจสอบการกระทำความผิดมาแล้ว พยานก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนไว้ ที่ สน.ลุมพินี ให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสอง
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานรับว่า การแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองนั้น เป็นไปตามคำสั่งของคณะกรรมการฯ ของ บช.น. และรายงานการตรวจสอบการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง คณะกรรมการฯ ก็เป็นผู้จัดทำขึ้นมาทั้งหมดไม่ใช่พยาน
พยานไม่ทราบว่า ข้อความภาษาอังกฤษที่ปรากฏอยู่ท้ายรายงานการตรวจสอบฯ จะเป็นถ้อยคำที่จำเลยใช้กล่าวปราศรัยจริงหรือไม่ และการแบ่งข้อความออกเป็น 3 กลุ่มตามที่พยานเบิกความไว้ ก็เป็นไปตามความคิดเห็นของคณะกรรมการฯ พยานไม่ได้เป็นผู้แบ่งกลุ่มข้อความดังกล่าวเอง
.
ตำรวจสืบสวน ระบุว่าพบเห็นจำเลยทั้งสองเข้าร่วมชุมนุม และเป็นผู้อ่านแถลงการณ์ในวันเกิดเหตุ
พ.ต.ท.นฤวัติ พุทธวิโร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เบิกความว่า ในช่วงต้นปี 2565 – 2566 เคยเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนอยู่ที่ สน.ลุมพินี มีหน้าที่สืบสวน ป้องกัน และปราบปรามผู้ที่กระทำความผิด
สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 เวลา 12.00 น. พยานได้รับแจ้งผ่านทางวิทยุสื่อสารว่ามีกลุ่มบุคคลร่วมกันชุมนุมอยู่ที่บริเวณด้านหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิทยุ พยานรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นจึงได้เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ แล้วจึงพบกลุ่มบุคคลประมาณ 10 คน พร้อมทั้งสื่อมวลชนบางส่วน
ในวันดังกล่าวพยานทราบว่า ผู้ชุมนุมได้มาขอยื่นหนังสือแก่สถานทูตฯ โดยหลังจากที่สถานทูตฯ เข้ารับหนังสือแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้ให้สัมภาษณ์กับบรรดาสื่อมวลชน และกล่าวเชิญชวนคนทั่วไปให้มาเข้าร่วมชุมนุมที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี
ผู้ชุมนุมที่เป็นแกนนำยื่นหนังสือแก่สถานทูตฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 คือ ‘ใบปอ’ หรือ จำเลยที่ 1 ของคดีนี้
(ระหว่างสืบพยานในช่วงนี้ทนายจำเลยได้แย้งขึ้นมาเรื่องที่พยานมองเอกสารไปด้วยขณะเบิกความ แต่ศาลเห็นว่าไม่ใช่สาระสำคัญ) ส่วนสาเหตุที่พยานจำได้ว่าเป็นใบปอ ก็เพราะขณะนั้นได้ย้อมผมสีแดง
ต่อมาวันที่ 17 พ.ย. 2565 พยานได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีผู้เดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุมจริงตามที่จำเลยได้เคยประกาศเชิญชวนไว้ จึงได้ร่วมกันกับพวกลงพื้นที่ไปควบคุมสถานการณ์ โดยจำนวนของตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบที่ลงพื้นที่ อยู่ที่ประมาณ 20-30 นาย
เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุก็พบว่ามีกลุ่มของผู้ชุมนุมทยอยมาเข้าร่วม โดยเริ่มต้นตั้งแต่จุดขึ้นลงของรถไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 ในตอนแรกการชุมนุมถูกจัดขึ้นบนฟุตบาท แต่เมื่อกลุ่มของผู้ชุมนุมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ถึงราว 30 คน รวมผู้สื่อข่าวอีกประมาณกว่า 20 คน ผู้ชุมนุมจึงได้มีความพยายามที่จะเคลื่อนขบวนไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตรงข้ามกับจุดเดิม โดยขณะนั้นศูนย์ประชุมฯ มีการจัดประชุม APEC อยู่
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เจรจาขอให้ผู้ชุมนุมกลับไปชุมนุมกันที่บริเวณทางเดินเท้าเช่นเดิม เพื่อไม่ให้รบกวนประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมา เนื่องจากการจราจรบนท้องถนนเริ่มมีความหนาแน่น หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ใช้เครื่องขยายเสียงแจ้งให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม เพราะเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
อย่างไรก็ดี กลุ่มของผู้ชุมนุมยังคงชุมนุมต่อไป อีกทั้งยังมีความพยายามที่จะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามเช่นเดิม ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมก็เคลื่อนตัวลงมาบนถนนสุขุมวิท ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องกั้นแนวกั้นเอาไว้ ขณะนั้นก็เกิดเหตุกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ พร้อมใช้สีสเปรย์ฉีดพ่นจนโดนตัวเจ้าหน้าที่ รวมถึงสถานที่โดยรอบบริเวณดังกล่าว อีกทั้งในช่วงท้าย ผู้ชุมนุมยังได้สาดถังสี ‘สีเขียว’ ใส่ป้ายผ้าสีขาว ซึ่งกระเด็นมาโดนตำรวจที่ยืนอยู่ด้านหลังผ้าด้วย
ก่อนหน้าที่ผู้ชุมนุมจะพ่นสีสเปรย์ มีการอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทยก่อน ซึ่งผู้อ่านก็คือ ‘ใบปอ’ จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ โดยพูดผ่านเครื่องขยายเสียงที่ตระเตรียมมา หลังจากนั้น ‘โสภณ’ จำเลยที่ 2 ก็อ่านแถลงการณ์ต่อ ซึ่งพยานเข้าใจว่าได้อ่านเป็นภาษาอังกฤษ ขณะนั้นสื่อมวลชนต่างก็ให้ความสนใจ รวมถึงผู้ร่วมชุมนุมคนอื่น ๆ ก็คอยส่งเสียงสนับสนุนอยู่เป็นระยะด้วย
พยานเบิกความว่า ผู้กำกับ สน.ลุมพินี ได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมอีกครั้ง เป็นครั้งที่สอง ภายหลังจากที่ผู้ชุมนุมสาดถังสีแล้ว แต่การชุมนุมก็ยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 15.00 น. รวมแล้วเวลาที่มีกิจกรรมชุมนุมคือ ประมาณ 12.00 น. – 15.00 น. นับเป็นเวลาราวสามชั่วโมงเศษ
ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้จัดทำรายงานส่งให้แก่ผู้บังคับบัญชา โดยมีพยานเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเอาไว้ที่ สน.ลุมพินี ต่อแกนนำที่อ่านแถลงการณ์ ในข้อหาไม่ได้แจ้งการชุมนุม และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานรับว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบอยู่ก่อนแล้วว่าผู้ชุมนุมจะจัดกิจกรรมชุมนุมกันขึ้นในวันที่ 17 พ.ย. 2565 เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมเคยประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วไปให้มาร่วมที่บริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย
พยานเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการจัดเตรียมแผนควบคุมสถานการณ์การชุมนุมโดยทั่วไปเอาไว้อยู่แล้ว ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ แต่พยานไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบจัดเตรียมแผนการดังกล่าวโดยตรง
พยานรับว่า ในวันเกิดเหตุ รถของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกจอดไว้โดยใช้พื้นที่ 1 ช่องจราจรบนท้องถนน อีกทั้งบนรถก็มีเครื่องเสียงติดตั้งเอาไว้ด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศให้ยุติการชุมนุม พยานไม่ได้ยินเจ้าหน้าที่กล่าวว่าจะดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม แต่ได้ยินเจ้าหน้าที่แจ้งเพียงว่าการกระทำของผู้ชุมนุมอาจเข้าข่ายเป็นความผิดได้ และขอให้เลิกกระทำการเสีย
พยานรับว่า คลิปที่พนักงานอัยการเปิดให้ดูขณะสืบพยานเป็นคนละอันกันกับที่พยานได้ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โดยคลิปที่อัยการเปิดให้ดูจะมีโลโก้ของภาคเอกชนระบุไว้อยู่ อย่างไรก็ดีภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปก็เป็นภาพจากเหตุการณ์เดียวกัน
พยานไม่ได้เป็นผู้ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุขณะมีการชุมนุม แต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถ่ายภาพแล้วส่งมาให้ ส่วนพยานทำหน้าที่ตรวจสอบภาพถ่าย และลงลายมือชื่อรับรองก่อนส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป
พยานไม่ทราบว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 ที่บริเวณศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของภาคประชาสังคมอื่น ๆ ด้วยอีกหรือไม่
พยานเป็นผู้กล่าวหาจำเลยทั้งสองแค่ในส่วนของความผิดต่อ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ส่วนคดีตามมาตรา 112 พยานไม่ได้เป็นผู้กล่าวหาแต่อย่างใด
พยานเคยส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทำความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยทั้งสองให้พนักงานอัยการ โดยอาศัยมูลเหตุเดียวกันกับคดีนี้ และมีการฟ้องร้องแยกเป็นอีกคดีหนึ่งไปแล้ว ที่ศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งพยานก็เคยไปให้การในฐานะพยานด้วย แต่พยานไม่ทราบว่าปัจจุบันศาลได้พิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุดไปแล้วหรือยัง
พยานรับว่า จากรายงานการสืบสวนและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ผู้ที่สาดสีเขียวใส่ป้ายผ้าสีขาวจนกระเด็นไปโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้อยู่ในบริเวณที่มีการสาดสีกันด้วย แต่พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่าเคยดำเนินคดีกับผู้ที่สาดสี และนำสีสเปรย์มาพ่นใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนควบคุมสถานการณ์ไปแล้วหรือยัง เนื่องจากพยานได้กล่าวหาเอาไว้หลายคน
.
พ.ต.ท.ภราดร สุวรรณรัตน์ ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่กองปฏิบัติการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5) เข้าเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานเป็นสารวัตรสืบสวน สน.ลุมพินี
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าสืบสวนในพื้นที่เกิดเหตุ เนื่องจากจะมีการจัดกิจกรรมชุมนุมกันที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2565 มีกลุ่มผู้จัดกิจกรรมเดินทางมายื่นหนังสือที่บริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา
พยานเบิกความว่า เท่าที่จำได้และพบเห็นเอง ผู้ที่มายื่นหนังสือ ได้แก่ ธนพร วิจันทร์, ใบปอ, ฉัตรรพี อาจสมบูรณ์ และอีกหลายคน โดยผู้ชุมนุมได้อ่านแถลงการณ์เชิญชวนประชาชนให้มาเข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 17 พ.ย. 2565 ที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี ตามที่ปรากฏในรายงานการสืบสวน
ต่อมา พยานยังได้ตรวจสอบพบประกาศเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปมาเข้าร่วมชุมนุม ในวันที่ 17 พ.ย. 2565 เวลา 12.00 น. บนสื่อสังคมออนไลน์ ทวิตเตอร์ชื่อบัญชี “ทะลุวัง-ThaluWang” ด้วย
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 พยานได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เวลาประมาณ 12.00 น. มีกลุ่มคนมารวมตัวกันที่บริเวณทางเดินเท้า ด้านหน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยในวันดังกล่าวพยานเดินทางไปพร้อมกับผู้ใต้บังคับบัญชา และมีผู้บังคับบัญชาร่วมสังเกตการณ์อยู่ด้วยกัน เวลาผ่านไปผู้เข้าร่วมชุมนุมเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนล้นไปยังพื้นผิวจราจรบนถนนสุขุมวิท
เวลาต่อมาพยานและตำรวจนายอื่น ได้พยายามที่จะเข้าไปเจราจาพูดคุยกับผู้ชุมนุมว่าการจัดกิจกรรมเช่นนี้อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งเอาไว้ล่วงหน้าก่อน
ในวันเกิดเหตุมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 30-50 คน โดยมี ใบปอ เป็นผู้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทย ส่วนแถลงการณ์ภาษาอังกฤษมีผู้อ่านคือ เก็ท โสภณ ส่วนวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมชุมนุมก็เพื่อไปยื่นหนังสือต่อผู้เข้าร่วมประชุม APEC ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นจนล้นไปถึงพื้นผิวจราจร และกระทบผู้ที่เดินทางสัญจรไปมา ผู้กำกับการ สน.ลุมพินี ได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ผู้ชุมนุมหยุดการกระทำ เพราะเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า อย่างไรก็ดีการชุมนุมยังคงดำเนินต่อไปโดยใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีการทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมด้วย มีการสาดสีจนโดนพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นเหตุให้เครื่องแบบเปรอะเปื้อน
พยานได้ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของกิจกรรมชุมนุมเอาไว้ ก่อนจะรวบรวมแล้วนำไปประชุมกับผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อทำกระดานสถานการณ์ตลอดการจัดกิจกรรมชุมนุม ซึ่งตามรายงานการสืบสวนที่พยานจัดทำ ปรากฏให้เห็นเด่นชัดว่ามีจำเลยทั้งสองเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม และเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการชุมนุม
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานรับว่า เคยเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีและข้อหาอื่น ที่ศาลแขวงพระนครใต้ ซึ่งทั้งสองคดีมีที่มาจากเหตุการณ์เดียวกัน อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของคดีดังกล่าวกับคดีที่ถูกฟ้องภายหลังนี้ ก็มีเนื้อหาเช่นเดียวกัน เป็นฉบับเดียวกัน โดยพยานเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า เก็ท โสภณ เป็นผู้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษผ่านโทรโข่ง
พยานทราบแค่เพียงว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 มีกิจกรรมยื่นหนังสือต่อผู้เข้าร่วมประชุม APEC 2022 แต่ไม่ทราบว่าที่บริเวณศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะมีการจัดกิจกรรมของกลุ่มอื่น ๆ อีกนอกเหนือจากกลุ่มของจำเลยทั้งสอง และไม่ทราบด้วยว่าจะมีกลุ่มอื่นใดถูกยื่นฟ้องเป็นคดีอีกหรือไม่
ก่อนจัดทำกระดานข่าวและเหตุการณ์สำคัญจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อรวบรวมภาพถ่ายจากกิจกรรมชุมนุม ซึ่งบางภาพ พยานก็เป็นผู้ถ่ายเอง แต่ในส่วนของแผนที่แสดงพื้นที่ชุมนุม และภาพที่นำมาจากสื่อสังคมออนไลน์ พยานจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้จัดทำ แต่พยานก็อยู่ร่วมขณะประชุมกันก่อนจัดทำแผนที่และภาพประกอบดังกล่าว
พยานรับว่า ในส่วนของภาพประกอบรายงานที่นำมาจากทวิตเตอร์ ไม่ได้มีการบันทึกให้เห็นว่านำมาจากลิงก์ URL ใด แต่พยานทราบว่าบุคคลทั่วไปก็สามารถเข้าถึงและพบเห็นข้อมูลดังกล่าวได้อยู่แล้ว
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
พยานไม่ทราบเนื้อหาของแถลงการณ์ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้อ่าน และไม่สามารถจับใจความได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษ
.
พ.ต.ท. สุทวัฒน์ ศรีพรวรรณณ์ พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เป็นหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ขณะเกิดเหตุการณ์ พ.ต.ท.นฤวัติ พุทธวิโร ผู้กล่าวหาในคดีนี้ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองผู้กำกับการสอบสวน สน.ลุมพินี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพยาน เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 ให้ดำเนินคดีกับ ธนพร วิจันทร์ และพวกรวม 6 คน ในข้อหาร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งต่อผู้รับแจ้งก่อนการชุมนุม 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ พ.ต.ท.นฤวัติ ยังได้มอบรายงานการสืบสวนให้กับพยาน โดยข้อเท็จจริงตามรายงานมีสาระสำคัญเฉกเช่นเดียวกับที่ได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้ และในกระดานข่าวและเหตุการณ์สำคัญยังปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้อ่านแถลงการณ์ต่อหน้าสื่อมวลชนด้วย
ขณะนั้นพยานดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานสอบสวน เมื่อเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางตำรวจจะมีการตั้งศูนย์พนักงานสอบสวนขึ้นมาเพื่อคอยสังเกตการณ์การชุมนุมผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากสื่อสังคมออนไลน์อย่างยูทูป หรือจากทีวีของสถานีตำรวจ
ตามบัญชีของกลางที่ยึดมาได้ ที่ระบุว่าเป็นแผ่นซีดีภาพจากกล้องวงจรปิดสถานที่เกิดเหตุนั้น เกิดมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อันที่จริงไม่ได้มาจากภาพกล้องวงจรปิด แต่เป็นคลิปที่นำมาจากช่องยูทูป
ภายหลังจากที่ พ.ต.ท.นฤวัติ เข้าแจ้งความเรียบร้อยแล้ว พยานก็ได้มอบหมายให้ ร.ต.ท.ธีรพล แก้วกาหลง รองสารวัตรสอบสวน สน.ลุมพินี เป็นผู้ถอดคลิปเสียงคำปราศรัยภาษาไทย โดยใช้คลิปจากช่องยูทูปดังกล่าว อีกทั้งยังได้ส่งคลิปในส่วนที่มีการอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษให้กับ ร.ต.อ. หญิง ศิธิญา เจริญพงศ์ รองสารวัตรสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ซึ่งเป็น สน. ที่อยู่ในกองบังคับการเดียวกัน ให้มาช่วยถอดเทปด้วย และเมื่อถอดเทปเสร็จแล้ว พยานก็ได้ส่งไปให้กองการต่างประเทศแปลอีกครั้งหนึ่ง โดยให้แปลภาษาอังกฤษเปรียบเทียบกับภาษาไทยว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่
ส่วนสาเหตุที่หนังสือขอให้แปลข้อความในเอกสาร ที่ส่งให้กับกองการต่างประเทศ มีรายชื่อของผู้กล่าวหาและจำเลยไม่ตรงกับในคดีนี้ ก็เกิดมาจากความผิดพลาดในการแก้ไขเอกสาร โดยพยานยอมรับว่า ได้นำไฟล์ข้อมูลเดิมมาพิมพ์ใหม่อีกที เพราะคู่ความในคดีนั้นก็ฟ้องร้องในข้อหาตามมาตรา 112 เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีข้อความที่ถูกส่งไปให้กองการต่างประเทศแปล เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อความจากคดีนี้
ต่อมา เมื่อพยานได้รับเอกสารและตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่าเกิดปัญหาคือ กองการต่างประเทศยังไม่ได้แปลเอกสารครบทุกตัวอักษร พยานจึงส่งเอกสารนั้นกลับไปใหม่เพื่อให้แปลเพิ่มเติม หลังจากนั้นทางกองการต่างประเทศก็ได้ส่งผลการแปลเอกสารในลักษณะของบันทึกข้อความตอบกลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยการแปลนั้นจะแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ซึ่งผู้ที่พูดภาษาอังกฤษคือ โสภณ จำเลยที่ 2
พยานได้ประมวลเรื่องราวทั้งหมดส่งไปที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5) และทาง บก.น.5 ก็จะส่งเรื่องไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ต่อไปตามลำดับ ทั้งนี้ บช.น. จะมีคณะกรรมการเกี่ยวกับความมั่นคงคอยพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมถึงพิจารณาว่าเข้าข่ายมาตรา 112 หรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วว่าเข้าข่าย ก็จะส่งเป็นรายงานกลับมาที่ สน.ลุมพินี ซึ่งเป็นสถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ
เมื่อพยานได้รับรายงานการตรวจสอบการกระทำความผิดมาจาก บช.น. แล้ว ทาง สน.ลุมพินี ก็ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม รองผู้กำกับการสืบสวนในขณะนั้น เป็นผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้
ภายหลังได้รับแจ้งความจาก พ.ต.ท.สุดเขต พยานก็สืบทราบมาว่าโสภณถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีอื่นอยู่ จึงได้ทำหนังสือขอสอบปากคำ และขออายัดตัวผู้ต้องหาส่งไปให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยแจ้งว่าพนักงานสอบสวนจะเดินทางเข้าไปที่เรือนจำในวันที่ 12 ต.ค. 2566 เพื่อสอบปากคำ และแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อพยานไปที่เรือนจำก็ได้เจอกับโสภณและได้แจ้งแจ้งข้อหาเรียบร้อย
หลังจากนั้นพยานก็ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหา รวมถึงแจ้งข้อเท็จจริงของคดีให้ทราบ ทั้งนี้ โสภณไม่ได้ให้การใด ๆ ในชั้นสอบสวน อีกทั้งยังไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการแจ้งสิทธิและบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา และไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรด้วย
เวลาต่อมา ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็ได้มีหนังสือตอบรับการอายัดตัวผู้ต้องหา โดยในหนังสือระบุว่ายังไม่ได้รับสำเนาหมายจับจากทาง สน.ลุมพินี หากต้องการจะอายัดตัวผู้ต้องขังทาง สน.ลุมพินี ต้องแนบสำเนาหมายจับมาให้ทางเรือนจำด้วย อย่างไรก็ดีภายหลังจากที่ได้รับหนังสือตอบกลับดังกล่าวทาง สน.ลุมพินี ก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ต่อไป เพราะเชื่อว่าศาลจะไม่อนุมัติหมายจับให้แน่นอน เนื่องจากทราบที่อยู่ของจำเลยแน่ชัดอยู่แล้วว่ากำลังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
ในส่วนของจำเลยที่ 1 ทาง สน.ลุมพินี ได้ออกหมายเรียก ต่อมาใบปอ พร้อมด้วยทนายความก็ได้เดินทางเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2566 เมื่อสอบปากคำแล้วจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการแจ้งสิทธิและบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา
พยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้สอบคำให้การพยานนักวิชาการและพยานความเห็นเอง อีกทั้งพยานก็เป็นผู้ทำภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ และภาพถ่ายประกอบคดี ซึ่งจะมีภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกสาดสีใส่ด้วย นอกจากนี้พยานยังได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของจำเลยทั้ง 2 ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือ จำเลยทั้งสองไม่ยินยอมให้พิมพ์ลายนิ้วมือ พยานจึงได้ส่งเอกสารที่ยืนยันว่าจำเลยไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ พร้อมด้วยบัตรประจำตัวประชาชน ไปเปรียบเทียบที่กองประวัติอาชญากรรมแทนแล้ว จึงได้ผลออกมา
เมื่อรวบรวมข้อมูลครบถ้วนแล้วพยานก็ได้สรุปสำนวนการสอบสวนเอาไว้ ก่อนจะส่งให้ บช.น. พิจารณา พอ บช.น. พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 112 สมควรสั่งฟ้อง ก็จะส่งสำนวนคืนกลับมาที่ สน.ลุมพินี เพื่อส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องร้องต่อไป
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานรับว่า ในมูลคดีเดียวกัน นอกเหนือจากคดีนี้แล้ว ยังได้แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีที่ศาลแขวงพระนครใต้อีกคดีหนึ่งด้วย ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ซึ่งสาเหตุที่ต้องแยกฟ้องเป็นสองคดีก็เพราะว่า บางข้อหามีโทษปรับเป็นพินัยเพียงอย่างเดียวตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย
พยานรับว่า การเข้าแจ้งความกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ ไม่ได้เกิดจากการพบเห็นการกระทำความผิดด้วยตนเอง แต่เป็นไปตามคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาคดีความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรของ บช.น. ซึ่งสั่งการมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566
พยานรับว่า แผ่นซีดีที่พยานรับว่าได้มาจากช่องยูทูป พยานได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2566
เมื่อมีการประชุมคณะกรรมการตำรวจนครบาลจะมีรายชื่อบุคคลที่สมัครใจเข้ามาให้การเป็นพยานในคดีตามมาตรา 112 พยานจึงเรียก อานนท์ กลิ่นแก้ว เข้ามาให้การในคดีนี้ ส่วนสาเหตุที่พยานมีเบอร์โทรศัพท์มือถือของอานนท์อยู่ก่อนแล้ว ก็เนื่องจากเคยเรียกเข้ามาสอบปากคำในคดีอื่น จึงได้บันทึกช่องทางติดต่อของอานนท์เอาไว้ ทั้งนี้ จากการสอบสวนมาหลายครั้งพยานทราบดีว่าอานนท์เป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่ม ศปปส. แต่พยานไม่ทราบว่าเขามีทัศนคติเป็นปฏิปักษ์กับจำเลย
เอกสารถอดเทปคำปราศรัยภาษาอังกฤษที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานนั้น เป็นคำถอดเทปจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษตามที่จำเลยที่ 2 พูด ส่วนเอกสารที่กองการต่างประเทศแปล พยานรับว่า หากแปลตามตัวอักษรพยางค์ต่อพยางค์จะไม่ตรงกับคำแถลงการณ์ที่จำเลยอ่าน เช่น จากคำแถลงการณ์ภาษาไทยที่จำเลยที่ 1 อ่านใช้คำว่า “รัฐบาลนี้ยังได้ขยายอำนาจ…” แต่พอไปดูเอกสารที่กองการต่างประเทศแปลมากลับใช้คำว่า “ระบอบกษัตริย์…” ซึ่งเป็นข้อความที่แตกต่างกันโดยเนื้อหาเลย
ขณะที่สอบปากคำพยานในคดีนี้ เช่น อานนท์ กลิ่นแก้ว พยานใช้เอกสารที่กองการต่างประเทศแปลส่งกลับมาให้ในการสอบถามพยานว่า แถลงการณ์ที่โสภณอ่านเมื่อแปลออกมาแล้วเข้าข่ายเป็นความผิดหรือไม่
พนักงานสอบสวนไม่ได้มีอำนาจที่จะบังคับพยานให้ให้การหรือไม่ให้การใด ๆ ในทางปฏิบัติ ส่วนกรณีที่ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เบิกความว่า มีกลุ่มถ้อยคำที่เขามองว่าไม่เข้าข่ายเป็นความผิด แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นความผิดนั้น พยานไม่ได้เป็นผู้ให้ความเห็น และไม่ทราบว่าใครในกลุ่มของพนักงานสอบสวนเป็นผู้ให้ความเห็นดังกล่าว
พยานจำไม่ได้ว่า ขณะที่สอบสวนคดีนี้ได้ตั้งคำถามถึงข้อเท็จจริงเรื่องการมีคำสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ กับพยานที่มาสอบปากคำด้วยหรือไม่
พยานไม่รับรองว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวดพระมหากษัตริย์
พยานได้ทำการสอบสวนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยแล้ว แต่สำหรับความเห็นสั่งฟ้องนั้นเป็นความเห็นร่วมกันของ บช.น. และ บก.น.5 ไม่ใช่ความเห็นโดยส่วนตัวของพยาน
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
จากรายงานการตรวจสอบการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ที่ทางคณะกรรมการฯ ของ บช.น. แจ้งมาว่าจำเลยทั้ง 2 ได้กระทำความผิดนั้น ทาง บช.น. อ้างอิงเอกสารจากข้อเท็จจริงที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไว้ และทาง บก.น.5 ก็ได้ยื่นเรื่องไปให้คณะกรรมการฯ ทำความเห็น
ถอดเทปคำปราศรัยภาษาไทยที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้อ่านกับคำแปลภาษาไทยที่กองการต่างประเทศส่งกลับมาหากดูลักษณะการแปลคำต่อคำย่อมแตกต่างกัน แต่โดยภาพรวมใจความสำคัญยังคงกล่าวถึงเรื่องในทำนองเดียวกันนั่นก็คือ เรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐบาล
พนักงานอัยการให้พยานดูเอกสาร พยานดูแล้วจึงตอบคำถามติงไปว่า เอกสารที่พยานใช้ตั้งคำถามและให้พยานอ่านขณะสอบปากคำนั้นแท้จริงแล้วเป็นเอกสารถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เอกสารคำแปลที่กองการต่างประเทศส่งกลับมาให้
.
ผู้ถอดเทปคำปราศรัยภาษาไทย ยอมรับว่า โปรแกรมที่ใช้ถอดเทปอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน และมีข้อผิดพลาดได้
ร.ต.ท.ธีรพล แก้วกาหลง เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานรับราชการอยู่ที่ สน.ลุมพินี ในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน เกี่ยวข้องกับคดีนี้ พยานมีหน้าที่ถอดเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ในคดี ส่วนที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทย โดยเหตุการณ์การชุมนุมเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 ที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี
ขณะนั้นพยานไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ แต่พยานประจำอยู่สถานีตำรวจ เพื่อคอยเฝ้าสังเกตการณ์ และดูการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางยูทูป แต่พยานไม่แน่ใจว่าเป็นช่องยูทูปของผู้ใด
พยานจำไม่ได้ว่าถ้อยคำที่พยานถอดเทปออกมานั้นจะมีเนื้อหาเป็นอย่างไร แต่ได้จัดทำบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของผู้ชุมนุม รวมถึงได้ให้การกับพนักงานสอบสวนเอาไว้ด้วย
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานทำหน้าที่ถอดเทปคำปราศรัยของผู้ชุมนุมเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำหน้าที่อื่นใดอีก ส่วนไฟล์ที่พยานถอดเทปมาจะถูกต้องตรงกันกับช่องยูทูปที่ดูหรือไม่ พยานไม่ขอยืนยัน
พยานถอดเทปคำปราศรัยของผู้ชุมนุมจากช่องยูทูป ไม่ได้ถอดจากวัตถุพยานของโจทก์ ฉะนั้นถ้อยคำที่พยานถอดออกมาอาจไม่ได้ตรงตามที่ปรากฏในวัตถุพยานของโจทก์ทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรความหมายก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากที่จำเลยได้แถลงการณ์
สำหรับวิธีการถอดเทปของพยาน จะใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า VB CABLE ในการถอดถ้อยคำตามเสียงที่ได้ยิน โดยจะเป็นการแปลแบบทันท่วงที (real time) ตามความเป็นจริง และเมื่อโปรแกรมถอดถ้อยคำออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว พยานก็จะมีหน้าที่ตรวจทานอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำข้อความที่ได้ใส่ลงในโปรแกรมไมโครซอฟท์ เวิร์ด (Microsoft Word) แล้วนำไปเปรียบเทียบกับคลิปต้นฉบับ
หากนำข้อความที่โปรแกรม VB CABLE ถอดออกมาไปเปรียบเทียบกับคลิปต้นฉบับแล้วพบความแตกต่างพยานก็จะพยายามแก้ไขข้อความให้ตรงกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเมื่อตรวจทานเสร็จแล้วพยานก็จะจัดทำเป็นบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของผู้ชุมนุมเอาไว้ โดยพยานไม่ได้ตัดต่อหรือปรับแต่งข้อความแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี พยานรับว่า การถอดเทปด้วยวิธีดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนและมีข้อผิดพลาดได้เล็กน้อย
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
ถึงแม้ว่าการถอดเทปด้วยโปรแกรม VB CABLE อาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่ก็เป็นแค่ข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ความหมายของถ้อยคำไม่ได้เสียไป และเนื้อหาของถ้อยคำก็ไม่น่าจะผิดแผกไปจากที่จำเลยได้เคยแถลงการณ์เอาไว้
.
ผู้ถอดเทปคำปราศรัยภาษาอังกฤษ เบิกความว่า ไม่เคยถอดเทปภาษาอังกฤษและไม่เคยใช้ทักษะภาษาอังกฤษในการสอบสวนมาก่อน
ร.ต.อ. หญิง ศิธิญา เจริญพงศ์ ปัจจุบันรับราชการตำรวจประจำอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขณะเกิดเหตุพยานดำรงตำแหน่งเป็นรองสารวัตรสอบสวนอยู่ที่ สน.วัดพระยาไกร เกี่ยวกับคดีนี้ พยานเป็นผู้ถอดเทปแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ
พยานเบิกความว่า จบการศึกษาระดับมหาบัณฑิตจากคณะนิติศาสตร์ เคยเป็นทนายความอยู่ที่ภูเก็ต และเคยทำงานอยู่ที่บริษัทกฎหมาย (law firm) อยู่ 3 ปี ก่อนเดินทางไปศึกษาภาษาอังกฤษต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ พยานไม่เคยใช้ทักษะภาษาอังกฤษในการสอบสวนมาก่อน แต่สำหรับการสื่อสารโดยทั่วไปพยานเคยใช้ทักษะภาษาอังกฤษอยู่บ้าง เนื่องจากสถานีตำรวจอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งมีชาวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมาก
ก่อนหน้านี้พยานไม่เคยถอดเทปภาษาอังกฤษมาก่อน คดีนี้จึงนับได้ว่าเป็นครั้งแรก นอกจากนี้พยานก็ไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุขณะที่มีการปราศรัย แต่ทำหน้าที่เป็นร้อยเวรอยู่ที่ สน.วัดพระยาไกร ก่อนจะเดินทางไปยังสน.ลุมพินี และได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ถอดเทปคำปราศรัยของผู้เข้าร่วมชุมนุมจากช่องทางยูทูป ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะแบ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละนายไปทำหน้าที่ โดยให้คณะทำงานเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น นาย A รับหน้าที่ถอดเทปผู้ปราศรัยคนนี้ เป็นต้น
ขณะสืบพยานช่วงนี้เก็ท จำเลยที่ 2 โต้แย้งต่อศาลว่า ศาลควรเปิดโอกาสให้พนักงานอัยการซักถาม ไม่ใช่ถามเอง แต่ศาลก็ชี้แจงว่าศาลมีความจำเป็นต้องถาม เพื่อประโยชน์ของตัวจำเลยเองด้วย
พยานได้รับมอบหมายให้ถอดเทปคำปราศรัยของ เก็ท โสภณ ซึ่งได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่เนื่องจากคลิปเหตุการณ์วันปราศรัยมีความยาวมาก พยานจึงเลือกฟังเฉพาะช่วงที่พยานต้องถอดเทปเท่านั้น ไม่ได้ฟังในส่วนอื่นด้วย
ในส่วนของขั้นตอนการถอดเทป ภายหลังจากที่พยานได้ฟังคลิปเหตุการณ์ก็สังเกตเห็นว่าคลิปนั้นฟังชัดบ้างไม่ชัดบ้าง และมีเสียงบุคคลอื่นพูดแทรกอยู่ตลอดเวลา พยานจึงได้หันไปปรึกษาตำรวจที่นั่งอยู่ข้างกัน ก่อนตัดสินใจนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยนั่นก็คือ การเปิดไมโครโฟนเพื่อดูดเสียงของ เก็ท โสภณ ออกมาใส่ไว้ใน Google sheet แล้วค่อยตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง โดยใช้หูของตนเองฟังคลิปเปรียบเทียบกับข้อความที่ได้ เมื่อตรวจทานความเรียบร้อยเสร็จแล้ว ผู้บังคับบัญชาก็ให้พยานดูว่าข้อความที่ถอดเทปมาได้ว่าเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่
พยานจำรายละเอียดของเหตุการณ์ขณะที่ถอดเทปไม่ได้ แต่ยอมรับว่าอาจมีการแก้ไขข้อความให้ตรงกับที่พยานเข้าใจด้วย โดยพยานมีทักษะการฟังและพูดภาษาอังกฤษพอใช้ได้ แต่บางคำก็ยังต้องอาศัยการแปลภาษาอยู่ เมื่อถอดเทปออกมาแล้วอ่านข้อความทั้งหมดพยานสามารถเข้าใจได้ 60 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้ พยานไม่สามารถแปลความหมายของข้อความได้ทั้งหมด จึงต้องใช้ Google Translate ช่วยแปลภาษาด้วย
พยานเบิกความต่อไปว่า ในตอนแรกพยานเข้าใจว่างานของพยานมีเพียงแค่การถอดเทป แต่ผู้บังคับบัญชายังได้มอบหมายให้พยานดูข้อความภาษาอังกฤษที่ถอดเทปมาแล้วด้วย เพื่อหาว่าข้อความดังกล่าวเข้าองค์ประกอบความผิดตามหรือไม่ ซึ่งการจะดูว่าเข้าหรือไม่นั้น มีความจำเป็นต้องนำข้อความภาษาอังกฤษไปแปลเป็นภาษาไทยเสียก่อน
อย่างไรก็ดี พยานทราบดีว่าความสามารถของตนเองไม่สามารถแปลข้อความเป็นภาษาไทยได้ทั้งหมด พยานจึงต้องอาศัยโปรแกรม Google Translate ช่วยแปลภาษา แล้วจึงค่อยหาองค์ประกอบความผิดจากข้อความที่ Google Translate แปลมาเป็นภาษาไทยอีกที
ในเอกสารถอดเทปคำปราศรัยภาษาอังกฤษพยานเป็นผู้ไฮไลท์สีแดงบนข้อความเอง โดยข้อความที่ถูกไฮไลท์นั้นคือข้อความที่พยานคิดว่าน่าจะเข้าองค์ประกอบความผิด พอพยานได้คำแปลภาษาไทยมาแล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับภาษาอังกฤษว่าน่าจะเป็นประโยคในช่วงใด หลังจากนั้นพยานก็จะระบายสีแดงลงบนถ้อยคำภาษาอังกฤษ ที่เห็นว่าเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานรับว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พยานมีหน้าที่ถอดเทปภาษาอังกฤษแค่เพียงอย่างเดียว ซึ่งคลิปเหตุการณ์ที่ผู้บังคับบัญชานำมาให้พยานถอดเทปนั้นจะมีที่มาที่ไปอย่างไรหรือเป็นคลิปของผู้ใด พยานไม่ทราบ และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่านอื่นจะได้ถอดเทปในส่วนใด คลิปใด หรือ ไฟล์ใด พยานก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน
พยานรับว่า ไฟล์เสียงที่พยานได้มาจากการดูดเสียงของโสภณผ่านไมโครโฟน ไม่ได้ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบ แต่ส่งให้เฉพาะแค่ในส่วนของงานที่พยานทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และไฟล์เสียงดังกล่าวพยานก็ต้องพยายามฟัง เนื่องจากมีเสียงอื่นแทรกอยู่ตลอด หากฟังแล้วไม่รู้ว่าเป็นคำใดพยานก็จะไปค้นหาดูว่าสามารถเป็นคำใดได้บ้างที่จะเข้าหรือสอดคล้องกับประโยคนั้น
ถ้าคำที่ถอดออกมาพยานดูแล้วไม่น่าจะถูกต้องก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำบ้างเล็กน้อย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการตัดถ้อยคำออกมากกว่า ไม่ได้เพิ่มเติมคำเข้าไปใหม่อย่างแน่นอน ทั้งนี้ โปรแกรม Google Sheet มักจะแปลออกมาได้เยอะกว่าที่หูของเราได้ยิน พยานก็จะตัดคำที่เกินมานั้นออก ไม่ได้เพิ่มเติมคำเข้าไปใหม่แต่อย่างใด
คลิปที่ผู้บังคับบัญชานำมาให้พยาน พยานได้ดูเฉพาะในส่วนที่ได้รับมอบหมายให้ถอดเทป ซึ่งพยานจะเริ่มถอดเทปในช่วงที่จำเลยที่ 2 เริ่มพูด และกล้องถ่ายหน้าจำเลยเอาไว้อยู่ ไม่ได้ถอดเทปขณะที่กล้องหันหน้าไปยังทิศทางอื่น โดยเสียงที่พยานได้ฟังอาจไม่ได้มีความต่อเนื่องกันหรือมีบางช่วงที่มีเสียงแทรกฟังได้ไม่ชัดเจน พยานก็จะถอดเทปแค่ช่วงที่ได้ยินเท่านั้น
พยานไม่ทราบว่า โปรแกรม Google Sheet ที่ใช้ถอดถ้อยคำแถลงการณ์ของจำเลยนั้นสามารถเกิดความผิดพลาดได้มากน้อยเพียงใด แต่พยานรับว่า หลายครั้งเสียงของคนอื่นก็แทรกเข้ามาใน Google Sheet ด้วยนอกเหนือจากเสียงของจำเลย เป็นเหตุให้พยานต้องคอยตัดคำออกไปหากฟังด้วยหูของตนเองอีกครั้งแล้วพบว่าไม่ใช่คำพูดของจำเลย
.
เจ้าหน้าที่จากกองการต่างประเทศ ซึ่งได้รับมอบหมายให้แปลเอกสารจากทาง สน.ลุมพินี เข้าเบิกความเป็นพยานในคดีนี้
ร.ต.อ.หญิง พัณณภา ปิติภรพงษ์ รับราชการตำรวจประจำอยู่ที่กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2564 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน (2568) โดยพยานดำรงตำแหน่งเป็นรองสารวัตรในกลุ่มงานแปลและล่าม
พยานเบิกความว่า พยานมีความเชี่ยวชาญทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน โดยพยานจบการศึกษาในระดับมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (The University of Glasgow) ประเทศสกอตแลนด์ อีกทั้งยังเคยได้รับทุนจากสถาบันพระปกเกล้าให้ไปศึกษาภาษาเป็นเวลากว่า 10 เดือนด้วย
ในกลุ่มงานแปลและล่าม พยานมีหน้าที่แปลเอกสารจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ และจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ซึ่งเอกสารที่พยานแปลก็ได้แก่ เอกสารทางคดีความ รวมถึงเอกสารอื่น ๆ นอกจากนี้พยานยังมีภารกิจอื่นตามโอกาสด้วย เช่น การทำหน้าที่ล่ามภาษาอังกฤษให้กับผู้บังคับบัญชา และให้การรับรองตำรวจต่างประเทศที่มาเยือนประเทศไทย เป็นต้น
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ได้รับมอบหมายให้แปลเอกสารที่ทาง สน.ลุมพินี ส่งมาให้ยังฝ่ายอำนวยการของกองการต่างประเทศ และฝ่ายดังกล่าวก็ได้ส่งเอกสารมาที่กลุ่มงานแปลและล่าม เพื่อให้แปลถอดเทปคำปราศรัยของกลุ่มผู้ชุมนุม
หนังสือจาก สน.ลุมพินี ส่งมายังกองการต่างประเทศ โดยขอให้ช่วยทำความเห็นในส่วนของคำแปลภาษาอังกฤษ เฉพาะข้อความที่เน้นหรือไฮไลท์เอาไว้ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย หลังจากนั้นฝ่ายกองการต่างประเทศก็ได้ทำบันทึกข้อความและส่งเอกสารกลับไปให้ทาง สน.ลุมพินี ซึ่งต่อมา สน.ลุมพินี ก็ได้ส่งเอกสารกลับมาที่ฝ่ายอำนวยการของกองการต่างประเทศอีกครั้ง โดยขอให้แปลเอกสารเพิ่มเติม
สำหรับวิธีการแปลของพยาน เริ่มแรกพยานจะใช้วิธีการแปลโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจของตนเอง ก่อนจะให้เว็บไซต์ช่วยตรวจดูเรื่องการใช้ภาษาและแกรมม่า แล้วจึงเสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง หลังจากนั้นกองการต่างประเทศก็ได้ส่งเอกสารนั้นกลับไปยัง สน.ลุมพินี ทั้งนี้ พยานจำไม่ได้แล้วว่า พยานได้รับมอบหมายให้แปลถ้อยคำปราศรัยของผู้ใด เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมาหลายปีแล้ว
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานรับว่า เอกสารที่ทาง สน.ลุมพินี ส่งมาให้กองการต่างประเทศทำความเห็นได้แนบต้นฉบับภาษาไทยมาให้ด้วย แต่พยานจำไม่ได้ว่า ขณะที่กองการต่างประเทศทำความเห็นจะได้อ้างอิงจากต้นฉบับภาษาไทยดังกล่าวอยู่ตลอดหรือไม่ เนื่องจากพยานไม่ได้เป็นผู้ดูเอกสารนั้นเพียงคนเดียว
เมื่อแปลและทำความเห็นเสร็จเรียบร้อยจะต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบอีกรอบตามลำดับชั้น หากผู้บังคับบัญชาไม่เห็นพ้องด้วย ก็สามารถส่งกลับมาให้พยานแก้ไขได้
พยานรับว่า ในหนังสือขอให้แปลข้อความของ สน.ลุมพินี ได้แนบเอกสารถอดเทปของบุคคล 2 คน มาไว้ด้วย ก่อนจะมีเอกสารมาให้พยานแปลกลับไปเฉพาะข้อความที่ไฮไลท์มา ไม่ได้ให้แปลและทำความเห็นทั้งฉบับ ซึ่งคำแปลภาษาอังกฤษเมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วพบว่าไม่ตรงกัน หากพิจารณาเป็นคำต่อคำ เช่น ในย่อหน้า 7 ต้นฉบับภาษาไทยเริ่มต้นว่า “รัฐบาลนี้ยังได้ขยายอำนาจ…” แต่คำแปลภาษาอังกฤษกลับเริ่มต้นว่า “The Thai Monarch…” หากเทียบกันสองคำนี้จะมีความหมายที่ไม่ตรงกัน
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
สำหรับเอกสารที่แปลและทำความเห็นเสร็จเรียบร้อย และต่อมาได้นำไปเสนอต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว มีการแก้ไขในส่วนของคำแปลภาษาไทย ซึ่งพยานจำไม่ได้ว่าเป็นข้อความช่วงใด แต่การแก้ไขดังกล่าวไม่ได้ทำให้ใจความสำคัญของข้อความถูกเปลี่ยนแปลงไป
หลังพยานปากนี้เบิกความเสร็จ เก็ทได้โต้แย้งศาลขึ้นมาเรื่องการขึ้นเสียงใส่พยาน อันเป็นการกดดันพยาน ซึ่งศาลก็กล่าวว่าจะระมัดระวังให้มากขึ้น แต่เนื่องจากพยานตอบคำถามไม่รู้เรื่อง และศาลไม่เข้าใจพยานจึงได้พยายามช่วยถามให้
.
พยานความเห็นฝ่ายโจทก์ เบิกความเห็นว่า ถ้อยคำแถลงการณ์บางส่วนอาจเข้าข่าย ม.112 เช่น เรื่องรับสั่งให้แก้ไข รธน.หลังผ่านประชามติ
วิศรุต สำลีอ่อน อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ตามฟ้อง พยานประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิตมาตั้งแต่ ปี 2553 – 2562 โดยทำหน้าที่สอนวิชากฎหมายอาญาภาคทั่วไป และกฎหมายอาญาภาคความผิด และพยานยังเคยสอนวิชากฎหมายปกครอง กฎหมายสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง และกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลด้วย
สำหรับผลงานวิชาการของพยานก็ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนในวิชาที่พยานสอนทั้งหมดดังที่กล่าวไปข้างต้น รวมถึงบทความวิชาการ และเอกสารวิจัยเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 ปี 2550 และ ปี 2560 ที่วิจัยให้สถาบันพระปกเกล้า
เกี่ยวกับคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้ติดต่อพยานมาให้ความเห็นทางวิชาการ โดยได้นำเอกสารถอดเทปคำปราศรัยภาษาไทยมาให้พยานอ่าน พยานได้อ่านข้อความพร้อมดูว่าผู้ปราศรัยกำลังพูดถึงอะไร ก่อนจะแสดงความคิดเห็นไป เมื่ออ่านข้อความโดยภาพรวมพยานเห็นว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็นนั่นก็คือ ประเด็นเรื่องการบริหารประเทศ, ประเด็นเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 และประเด็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561
หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนให้พยานวิเคราะห์ข้อความที่ถูกไฮไลท์สีแดงเอาไว้ซึ่งมีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน โดยข้อความที่ไฮไลท์สีแดงส่วนแรกระบุว่า “เงามืดของกองทัพไทยและสถาบันกษัตริย์ยังคงทำให้ประเทศนี้เป็นได้แค่ประเทศเสมือนประชาธิปไตย เป็นลิเกโรงใหญ่ที่ถูกกำกับโดยองค์กรเหนือรัฐธรรมนูญทั้งหลาย…”
พยานอ่านข้อความในส่วนนี้แล้วมองว่าผู้กล่าวมีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 พยานมองว่าข้อความในส่วนนี้ไม่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม มาตรา 112 เนื่องจากไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย ทั้งองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน
ต่อมาข้อความในส่วนที่สองที่ถูกไฮไลท์สีแดงเอาไว้อ่านว่า “หลังรัฐประหารในปี 2557 คณะรัฐประหารและรัฐบาลจำแลงภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการขยายพระราชอำนาจให้สถาบันกษัตริย์ เริ่มจากการมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์หลังจากที่ผ่านการทำประชามติรับรองแล้ว ในปี 2559 อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ”
เมื่อพยานได้อ่านข้อความแล้วส่วนนี้ดูมีปัญหามากที่สุด เพราะมีการกล่าวถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยคำว่า ‘รับสั่ง’ นั้นเป็นคำที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ เสมือนว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้รับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การบอกว่าพระองค์มีรับสั่งให้แก้ไขโดยไม่มีหลักฐานมารองรับ พยานมองว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท เป็นการกล่าวว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านการลงประชามติแล้ว ทรงใช้อำนาจไม่เป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ
ในส่วนของข้อความต่อไปมีใจความว่า “รัฐบาลนี้ยังได้ขยายอำนาจ เปิดช่องโหว่ให้สถาบันกษัตริย์รับเงินจากเหล่าพ่อค้านักธุรกิจ อันนำไปสู่การตั้งคำถามถึงการรับเงินเพื่อสร้างเครือข่ายทุนศักดินาและอำนวยความราบรื่นของการประกอบการณ์ นอกจากนี้ รัฐบาลประยุทธ์ยังได้สั่งให้มีการแก้กฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์อันเป็นการเปิดช่องให้กษัตริย์เป็นคนร่วมลงทุน ถือหุ้นส่วนผลประโยชน์…”
เมื่ออ่านแล้วพยานมองว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ออกกฎหมายจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ออกกฎหมายไม่เหมาะสม ไม่ได้บอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์รับเงินจริงหรือไม่อย่างไร การปราศรัยข้อความในส่วนนี้ของจำเลยน่าจะไม่เป็นความผิด เพราะไม่เข้าองค์ประกอบความผิดภายนอกของมาตรา 112
จากข้อความทั้งหมดสรุปได้ว่า ข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิดน่าจะมีเพียงส่วนเดียวคือ ส่วนที่ 2 หรือ ประโยคที่มีคำว่า “รับสั่ง” แต่สำหรับข้อความในส่วนอื่น ๆ พยานมองว่ายังไม่เข้าข่าย
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานรับว่า ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยได้ให้การรับรอง ‘ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน’ (UDHR) เอาไว้ โดย UDHR นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) ซึ่งประเทศไทยที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จะต้องรับรองหลักการทั้งหลายดังกล่าวนี้ไปด้วย นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นรัฐภาคีของ “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” (ICCPR) ซึ่งกติกาดังกล่าวก็เป็นกฎหมายที่ออกมาโดยสหประชาชาติเช่นเดียวกัน
กฎหมายระหว่างประเทศทั้งหลายที่ได้หยิบยกขึ้นมานั้นเป็นกฎหมายที่ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตาม โดยการบังคับใช้อาจอ้างอิงจากเอกสารต่าง ๆ ที่สหประชาชาติรับรองไว้ก็ได้ เช่น ข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly Resolution) หรือ รายงานของผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteurs) เป็นต้น แต่เอกสารดังกล่าวจะไม่ผูกมัดรัฐไทย กล่าวคือ รัฐไทยมีดุลพินิจที่จะปฎิบัติตามหรือไม่ก็ได้ แต่ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศก็อาจมีผลกระทบตามมาได้ เช่น การไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศรัฐสมาชิกอื่น ๆ เป็นต้น
ระหว่างนี้ศาลได้สอบถามพยาน รวมถึงฝ่ายจำเลยว่ากฎหมายแม่บทคืออะไร โดยศาลกล่าวว่า หากไม่มีกฎหมายแม่บท ศาลก็ไม่สามารถเอากฎหมายมาปรับใช้ได้ ต่อมาศาลจึงบันทึกว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่มีสภาพบังคับโดยเด็ดขาด ต้องอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของแต่ละรัฐ
พยานรับว่า กฎหมายระหว่างประเทศมีผลผูกพันรัฐไทย ดังนั้นสถาบันต่าง ๆ ภายในประเทศจะต้องคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศด้วย นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีอำนาจวินิจฉัยว่ากฎหมายภายใน (ที่อนุวัติการตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว) ใดบ้างที่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ได้อนุวัติการตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว)
พยานทราบว่า ร่างรัฐธรรมนูญหลังผ่านการลงประชามติมาแล้วย่อมเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องทูลเกล้าฯ พระมหากษัตริย์เพื่อลงพระปรมาภิไธย แต่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ภายหลังจากทูลเกล้าฯ แล้วพบว่ามีการแก้ไขเนื้อหาไม่ตรงกันกับร่างกฎหมายที่ใช้ลงประชามติ โดยเป็นการแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ขณะที่พระมหากษัตริย์ไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศ
ศาลกล่าวแทรกขึ้นมาว่าอยากให้นำกฎหมายรัฐธรรมนูญมาเปิดเปรียบเทียบกันไปเลย โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันความผิดพลาด ศาลไม่อยากบันทึกคำที่ไม่ถูกต้อง
ในมาตรา 16 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนลงประชามติ วางหลักว่าจะต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร ส่วนฉบับที่มีการบังคับใช้ปัจจุบัน จะไม่ได้บังคับให้ต้องแต่งตั้ง โดยพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้
พยานจำไม่ได้ว่า ผู้ที่ประกาศว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นหรือไม่ ฉะนั้น กรณีที่จำเลยแถลงการณ์โดยใช้คำว่า “รับสั่ง” ก็อาจไม่เป็นความผิด หากมีพยานหลักฐานมารองรับว่าสิ่งที่พูดเป็นเรื่องจริง
พนักงานสอบสวนไม่ได้ให้พยานดูคลิปเหตุการณ์ขณะจำเลยทั้งสองอ่านแถลงการณ์ โดยพยานได้ดูเฉพาะข้อความภาษาไทยที่ถูกถอดเทปมาแล้วเท่านั้น ซึ่งถ้าถอดเทปออกมาไม่ตรงกับที่จำเลยพูด ความเห็นของพยานก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้
สิทธิที่ถูกระบุไว้ใน ICCPR ได้รับการแปลงเป็นกฎหมายภายในของไทยเรียบร้อยแล้ว เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เป็นต้น นอกจากนี้สิทธิเสรีภาพในทางนิติศาสตร์เราจะเรียกว่า “สิทธิสัมพัทธ์” ไม่ใช่ “สิทธิสัมบูรณ์”
‘สิทธิสัมพัทธ์’ และ ‘สิทธิสัมบูรณ์’ นั้นเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักสิทธิหรือการหาจุดสมดุลว่าจะสามารถจำกัดสิทธิได้มากน้อยเพียงใด โดยหลักคิดดังกล่าวนี้มาจาก 1) ความจำเป็นในการจำกัดสิทธิ 2) เหตุผลในการจำกัดสิทธิ และ 3) ความได้สัดส่วนของการจำกัดสิทธิ ซึ่งผู้บังคับใช้กฎหมายจะต้องใช้ดุลพินิจไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้ในการชั่งน้ำหนักด้วย
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
เอกสารระหว่างประเทศต่าง ๆ รัฐภาคีจะต้องผูกพันตาม ‘หลักสุจริต’ แต่กระบวนการภายในประเทศจะปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไรจะต้องใช้ดุลพินิจของรัฐเจ้าของอำนาจอธิปไตยประกอบด้วย
เนื้อหาช่วงแรกของ ICCPR จะระบุว่าบุคคลมีสิทธิอะไรบ้าง ส่วนเนื้อหาช่วงท้ายจะเป็นเรื่องของการจำกัดสิทธิ ฉะนั้น การออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิอันที่จริงแล้วสามารถกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการ เช่น เรื่องความมั่นคงของรัฐ เป็นต้น สำหรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นก็มีข้อจำกัดด้วยเหมือนกัน เช่น เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ, ป้องกันการกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น เป็นต้น
การนำกฎหมายระหว่างประเทศมาปรับใช้เป็นกฎหมายภายใน สำหรับรัฐไทยจะใช้ระบบ “ทวินิยม” กล่าวคือ ต้องมีการแปลงจากกฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎหมายภายในเสียก่อน ไม่ได้บังคับใช้เลยทันทีโดยตรง
.
อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เบิกความว่า ปัจจุบันพยานดำรงตำแหน่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์วุฒิสภา โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งเป็นอนุกรรมการศึกษาปรัชญาทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชาของสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วย นอกจากนี้พยานยังได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น หนังสือสถาบันกษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน และหนังสือทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน
เกี่ยวกับคดีนี้ พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้ติดต่อกับพยานให้มาให้ความเห็น อย่างไรก็ดีพยานไม่ได้ฟังคลิปเหตุการณ์การปราศรัย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิธีถอดเทปและพิมพ์ออกมาให้อ่าน โดยพนักงานสอบสวนให้พยานอ่านข้อความรอบแรกแล้วจึงถามว่าเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายมาตราใดหรือไม่ พนักงานสอบสวนจะถามเป็นประเด็น ๆ แล้วก็เปิดคอมพิวเตอร์พิมพ์ตามไปด้วย
ขณะที่อ่านข้อความพยานไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นคำกล่าวปราศรัยของผู้ใด แต่จำได้ว่าพนักงานสอบสวนสอบถามอยู่ 3 ประเด็นหลัก และให้พยานตอบว่าประเด็นดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดหรือไม่ เข้าข่ายอย่างไร โดยพยานเป็นผู้เริ่มต้นชี้ว่าน่าจะมีอยู่สองย่อหน้าที่เข้าข่ายเป็นความผิด ส่วนอีกย่อหน้าหนึ่งพยานเห็นว่าไม่เข้าข่าย แต่พนักงานสอบสวนมองว่าน่าจะเข้าข่ายเป็นความผิดด้วย พนักงานสอบสวนจึงเพิ่มเข้ามาเองอีกหนึ่งย่อหน้า
พยานเบิกความว่า พนักงานสอบสวนได้ตั้งคำถามและให้พยานแสดงความคิดเห็นต่อข้อความทีละกลุ่ม ซึ่งมีข้อความแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน โดยข้อความจะถูกไฮไลท์สีแดงเอาไว้ สำหรับข้อความกลุ่มแรกระบุว่า “เงามืดของกองทัพไทยและสถาบันกษัตริย์ยังคงทำให้ประเทศนี้เป็นได้แค่ประเทศเสมือนประชาธิปไตย เป็นลิเกโรงใหญ่ที่ถูกกำกับโดยองค์กรเหนือรัฐธรรมนูญทั้งหลาย…”
ข้อความส่วนนี้พยานเห็นว่าเข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เนื่องจากมีการใช้คำว่า ‘เงามืดของสถาบันกษัตริย์’ อันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้าย นอกจากนี้คำว่า ‘เสมือนประชาธิปไตย’ ก็เป็นการกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวสถาบัน ทั้งนี้ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันย่อมกระทำได้ หากอยู่บนฐานของความเคารพหรือในเชิงวิชาการ แต่ไม่ใช่การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ซึ่งพยานมองว่าข้อความในส่วนนี้เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112
ต่อมาในส่วนของข้อความถัดไปเขียนว่า “หลังรัฐประหารในปี 2557 คณะรัฐประหารและรัฐบาลจำแลงภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการขยายพระราชอำนาจให้สถาบันกษัตริย์ เริ่มจากการมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ…” พยานมองว่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือถ้าหากเป็นข้อเท็จจริงก็ไม่เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวถึงในกรณีนี้คือ รัฐบาลและคณะรัฐประหาร ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์
สำหรับข้อความส่วนสุดท้ายที่กล่าวว่า “รัฐบาลนี้ยังได้ขยายอำนาจ เปิดช่องโหว่ให้สถาบันกษัตริย์รับเงินจากเหล่าพ่อค้านักธุรกิจ อันนำไปสู่การตั้งคำถามถึงการรับเงินเพื่อสร้างเครือข่ายทุนศักดินาและอำนวยความราบรื่นของการประกอบการณ์…” พยานเห็นว่าเข้าข่ายเป็นความผิด โดยความเห็นของพยานสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเด็นคือ ประเด็นเรื่องการเปิดช่องให้กษัตริย์เป็นคนร่วมลงทุนถือหุ้น ข้อความส่วนนี้ใส่ความสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าอาศัยอำนาจบางอย่างเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์หรือมีผลประโยชน์พิเศษจากเครือข่ายทุนศักดินา อันเป็นการประกอบธุรกิจโดยไม่มีธรรมาภิบาล
ต่อมาประเด็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พยานเห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้…” ทุกประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่างก็ยึดถือหลัก “The King can do no wrong” ซึ่งมาตรา 6 ก็ถูกเขียนขึ้นมาโดยอาศัยหลักการดังกล่าวนี้ด้วย
โดยหลักแล้วการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะห้ามมิให้กระทำโดยใช้พระปรมาภิไธย กล่าวคือ พระองค์จะทำนิติกรรมใด ๆ ในนามของตนเองไม่ได้ แต่จะต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้คำว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน ยังให้ความรู้สึกในเชิงลบด้วย
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า เรื่องการเป็นผู้ถือหุ้นนั้นก็มีสิทธิแตกต่างกันออกไป โดยจะแบ่งเป็นสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (Voting Right) กับ สิทธิในการบริหารงานของบริษัท (Management Right) ซึ่งความรับผิดชอบจะอยู่ที่ผู้มีอำนาจบริหาร หากพิจารณาตามกฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ไม่ได้ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ลงมารับผิดชอบบริหารทรัพย์สิน แต่อำนาจบริหารสูงสุดจะอยู่ที่ผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งสามารถเป็นผู้ถูกฟ้องเป็นคดีได้
ความเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ทรงลงมาถือหุ้นโดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบใด ๆ หากมีการกระทำความผิดนั้น เป็นเพียงความเข้าใจที่ผิดและเป็นเพียงคำพูดลอย ๆ ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุน อันที่จริงคนทั่วไปก็สามารถฟ้องร้องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งเคยมีกรณีที่ทำได้มาโดยตลอด ดังนั้นข้อความดังกล่าวจึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานเคยเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีมาตรา 112 มาหลายคดี ถ้าเฉพาะที่ศาลอาญากรุงเทพใต้นี้น่าจะเกินกว่า 10 คดี แต่ส่วนใหญ่จะไปเป็นพยานที่ศาลอาญา
หากข้อความที่พนักงานสอบสวนนำมาให้พยานดูเกิดความผิดเพี้ยนไป พยานก็จะพิจารณาก่อนว่าข้อความดังกล่าวไม่เหมือนเดิมอย่างไร จึงจะสามารถตอบได้ว่าความเห็นของพยานจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยหรือไม่ ถ้าถ้อยคำที่เปลี่ยนไม่ใช่สาระสำคัญหรือผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อย เช่น คำว่า “คะ” กับ “ค่ะ” ความหมายก็ยังคงเดิมหากตัดไป แต่ถ้าข้อความที่เป็นสาระสำคัญถูกตัดออกความเห็นของพยานก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้
หากพิจารณาแค่ถ้อยคำว่า “ประเทศนี้เป็นได้แค่ประเทศเสมือนประชาธิปไตย เป็นลิเกโรงใหญ่” ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112
พยานไม่ได้จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ความรู้ที่พยานนำมาใช้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาจากการศึกษาด้วยตนเอง ผ่านการค้นคว้า วิจัย และอ่านฎีกาของศาล รวมถึงศึกษาจากผู้ที่จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ประกอบกันด้วย
พยานรับว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถูกตั้งขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร หรือ ‘คณะรักษาความสงบแห่งชาติ’ (คสช.) แต่ขณะที่พยานดำรงตำแหน่งเป็นอนุกรรมการศึกษาปรัชญาทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา พยานไม่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. โดยตรง
รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 วางหลักไว้ให้ พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ แต่ตามหลักแล้วยังสามารถพูดถึงหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้อยู่ กฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามเอาไว้ อย่างไรก็ดีสำหรับกฎหมายหมิ่นประมาทโดยทั่วไป ยิ่งพูดความจริงก็ยิ่งผิด ต้องดูที่เจตนา หากไม่ได้มีเจตนาที่จะหมิ่นประมาทย่อมไม่เป็นความผิด
พยานขอไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ทนายจำเลยยกตัวอย่างว่า ถ้าสมมติมีคนพูดว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ แต่ในความเป็นจริงพระองค์ไม่ได้เป็น หากพูดเช่นนี้จะถือว่าเป็นความผิดตาม มาตรา 112 หรือไม่ ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ไหมว่าพระมหากษัตริย์ทรงไม่เป็นไปตาม มาตรา 7 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ
คำว่า ‘สถาบันพระมหากษัตริย์’ เป็นการร้อยเรียงพระมหากษัตริย์ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงรัชกาลปัจจุบัน ดังนั้นถ้าพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมหมายรวมถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันด้วย แต่จะรวมไปถึงพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาด้วยหรือไม่ เป็นหน้าที่วินิจฉัยของศาล ไม่ใช่หน้าที่ของพยาน
พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เดิมทีแล้วการจัดระเบียบทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์จะเป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2477 (จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าเป็นปี 2479) ต่อมาจึงมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 และ พ.ศ. 2560 ตามลำดับ
สมัยที่ยังมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2477 (จากการตรวจสอบพบว่าเป็นปี 2479) อยู่นั้น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะถูกจัดการโดย ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง’ ซึ่งนั่งเป็นประธานโดยตำแหน่ง ส่วน พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะทำหน้าที่เป็นประธาน ก่อนมีการตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้นมา ซึ่งผู้บริหารสำนักงานทรัพย์สินจะมาจากการโปรดเกล้าของพระมหากษัตริย์ และสำหรับ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 กฎหมายระบุให้การแต่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
ก่อนปี 2560 มีทรัพย์สินบางรายการ เช่น โฉนดที่ดิน ที่ถูกถือในนามของพระปรมาภิไธย แต่ภายหลังปี 2560 ก็มีหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (SCG) ที่ถูกเปลี่ยนมาถือโดยพระมหากษัตริย์ ซึ่งเดิมทีแล้วหุ้นส่วนนี้ถูกถือในนามของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ดีพระมหากษัตริย์ก็สามารถถือหุ้นได้ไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด
พยานไม่สามารถตอบได้ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ถูกโอนย้ายมาเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น จะเป็นทรัพย์สินมรดกส่วนพระองค์เองด้วยหรือไม่
การปฏิบัติภารกิจใด ๆ ของพระมหากษัตริย์จะต้องแยกเป็น 2 กรณี ได้แก่ การปฏิบัติราชการส่วนพระองค์ และการบริหารราชการแผ่นดิน สำหรับกรณีการปฏิบัติราชการส่วนพระองค์ไม่จำเป็นต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่การบริหารราชการแผ่นดินจะต้องมีผู้ลงนามรับสนองเสมอ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินด้วยตนเอง ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ได้แยกสองกรณีนี้ไว้อย่างชัดเจน
จากถ้อยคำถอดเทปปราศรัย กลุ่มที่ 2 ที่พยานมองว่าไม่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่าเข้าข่ายเป็นความผิด พยานไม่ได้ถามถึงเหตุผลว่าทำไมพนักงานสอบสวนจึงเห็นเช่นนั้น โดยพนักงานสอบสวนพูดแค่ว่าน่าจะเข้าข่ายเป็นความผิด ส่วนพนักงานสอบสวนนายดังกล่าวจะชื่ออะไรพยานจำไม่ได้ เนื่องจากขณะสอบสวนมีพนักงานสอบสวนอยู่ในห้องประมาณ 4-5 นาย
พยานรับว่า คำปราศรัยภาษาไทยของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กล่าวถึงพระนามของรัชกาลที่ 10 แต่ใช้คำว่าสถาบันกษัตริย์
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
ในอดีตพยานเคยไปเป็นพยานในคดีมาตรา 112 ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งในคดีดังกล่าวจำเลยได้ใช้คำดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว โดยศาลชั้นต้นตัดสินว่าการกระทำของจำเลยไม่ใช่การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่พอถึงชั้นอุทธรณ์ศาลกลับมีคำพิพากษาว่าการหมิ่นประมาทสถาบันฯ ก็นับว่าเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อพยานไปถึงที่ สน.ลุมพินี พนักงานสอบสวนก็ได้นำข้อความปราศรัยภาษาไทยของจำเลยที่ 1 มาให้พยานอ่าน เมื่อพยานอ่านข้อความทั้งหมดก็เข้าใจว่าเป็นการกล่าวโจมตี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และกล่าวโจมตีถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ว่าเป็นบุคคลนอกรัฐธรรมนูญ เป็นบุคคลในเงามืด เอาเงินจากพ่อค้าและนายทุน ในภาพรวมก็เป็นทำนองแบบนี้
.
อานนท์ กลิ่นแก้ว เบิกความว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 พยานไม่ได้อยู่ในพื้นที่ชุมนุม และไม่ทราบว่ามีการจัดการชุมนุมกันขึ้น โดยพยานมาทราบภายหลังเข้าให้การกับพนักงานสอบสวนแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้เชิญพยานมาให้ความเห็นในฐานะประชาชนทั่วไป เนื่องจากพยานเป็นประธานกลุ่มปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีเบอร์โทรศัพท์ของพยานอยู่แล้ว
พนักงานสอบสวนให้พยานอ่านข้อความแบ่งเป็นท่อน ๆ ในแต่ละประเด็นแล้วจึงให้พยานลงความเห็น โดยข้อความท่อนแรกระบุว่า “เงามืดของกองทัพไทยและสถาบันกษัตริย์ยังคงทำให้ประเทศนี้เป็นได้แค่ประเทศเสมือนประชาธิปไตย…” พยานอ่านแล้วเข้าใจว่า คำว่า “เสมือนประชาธิปไตย” ผู้พูดกำลังจะสื่อว่าประเทศไทยมีผู้ที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ อยู่ในเงามืด
ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เสมือนประชาธิปไตย ดังนั้นผู้พูดจึงได้กล่าวบิดเบือนเรื่องประชาธิปไตย และพระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้เป็นผู้ออกกฎหมาย ไม่ได้อยู่นอกรัฐธรรมนูญ ผู้ที่โดนคดีมาตรา 112 คือผู้ที่หมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์
สำหรับข้อความท่อนต่อมาระบุว่า “หลังรัฐประหารในปี 2557 คณะรัฐประหารและรัฐบาลจำแลงภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการขยายพระราชอำนาจให้สถาบันกษัตริย์…” พยานอ่านแล้วมีความเห็นว่า ข้อความดังกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง หมิ่นประมาท และทำให้เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้รับสั่งให้แก้ไขกฎหมาย ทั้งที่ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญทุกฉบับ พระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้สั่งให้แก้ไข แต่สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ออกกฎหมายแล้วจึงให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย คำกล่าวเช่นว่านี้จึงเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112
ส่วนข้อความท่อนสุดท้ายที่ระบุว่า “รัฐบาลนี้ยังได้ขยายอำนาจ เปิดช่องโหว่ให้สถาบันกษัตริย์รับเงินจากเหล่าพ่อค้านักธุรกิจ…” พยานอ่านแล้วเข้าใจว่า ผู้พูดต้องการจะสื่อว่ากฎหมายได้เปิดช่องโหว่ให้พระมหากษัตริย์สามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องใช้ทุน อีกทั้งยังไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น แต่ความจริงแล้วการประกอบธุรกิจ เช่น ธุรกิจปูนซีเมนต์ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ทรงนำเข้ามาในระบบภาษีอย่างถูกต้อง ข้อความดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากเป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์
พยานเคยรู้จักจำเลยทั้งสองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่ไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน
ตอบที่ทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน
พยานรับว่า ก่อนหน้าคดีนี้พยานเคยเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีมาตรา 112 มาก่อนหลายคดี ซึ่งทุกคดีที่พยานเข้าเบิกความ พยานมักจะให้ความเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งสิ้น นอกจากนี้พยานยังเคยเป็นผู้กล่าวหาในคดีมาตรา 112 เองด้วย แต่จะเคยกล่าวหาไว้กี่คดีนั้นพยานจำไม่ได้
พยานไม่ได้ฟังคลิปเหตุการณ์ขณะที่จำเลยแถลงการณ์ โดยพยานได้อ่านถ้อยคำปราศรัยภาษาไทยจากเอกสารที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาให้ดูเพียงอย่างเดียว ส่วนคำปราศรัยท่อนที่สองที่พยานเห็นว่าเป็นความผิดนั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขกฎหมายจริง การกระทำของจำเลยจะยังคงเป็นความผิดอยู่หรือไม่ พยานไม่ขอตอบ
กลุ่มปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่พยานเป็นประธานอยู่มีชื่อเต็มว่า “ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน” (ศปปส.) โดยกลุ่มนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์หรือที่ทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย ซึ่งสมาชิกภายในกลุ่มเมื่อเห็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามสื่อสังคมออนไลน์ก็จะเดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษกันเอง และถ้าหากตำรวจต้องการพยานคนในกลุ่มก็สามารถหาพยานไปให้การกับตำรวจได้ด้วย
ส่วนสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเบอร์โทรศัพท์มือถือของพยานนั้น ก็เนื่องจากก่อนหน้านี้พยานเคยเข้าแจ้งความไว้ที่ สน.ลุมพินี ในคดีอื่นมาก่อน
พยานไม่ทราบว่า ภายหลังลงประชามติโดยเสียงส่วนใหญ่ให้การรับรองและร่างกฎหมายผ่านสภาแล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย ซึ่งพระมหากษัตริย์สามารถแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ ตามที่ระบุในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 โดยร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติเมื่อปี 2559 ในหลวงก็ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขด้วย
ทนายจำเลยถามว่า ในสมัยของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มีการออก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ พยานทราบหรือไม่ พยานขอไม่ตอบ
ทนายจำเลยจึงถามต่อไปว่า ฉะนั้น หากสิ่งที่จำเลยที่ 1 แถลงไว้เป็นความจริงก็ไม่นับว่าเป็นการกระทำความผิดหรือเป็นการบิดเบือน และเมื่อไม่ได้พูดบิดเบือนก็ย่อมไม่เป็นความผิดตาม ม.112 ใช่หรือไม่ พยานไม่ขอตอบ
พยานไม่เคยเห็นแถลงการณ์เปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นมาเป็นพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาก่อน
พยานรู้จักกับจำเลยที่ 2 ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นนักกิจกรรมที่ไม่ใช่แค่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่จะใช้วิธีการด่าสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ดีพยานไม่ได้ไม่ชอบจำเลยที่ 2 เป็นการส่วนตัว แต่ถ้าพบเห็นการกระทำความผิดพยานก็จะไปกล่าวหาเอาไว้
.
รวมเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณา 705 ระหว่างที่มีการสืบพยานโจทก์
สำหรับเหตุการณ์แรกนั้นเกิดขึ้นขณะที่กำลังสืบพยานในนัดแรก โดยก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ต่อในช่วงบ่าย ศาลได้เรียกให้เก็ทยืนขึ้น เพื่อที่จะสอบถามเรื่องการไม่ลงลายมือชื่อในคำเบิกความของพยานในช่วงเช้า แต่เก็ทไม่ยืน พร้อมกล่าวกับศาลไปว่า เขาให้เกียรติศาล แต่เขารู้สึกเจ็บช้ำกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งศาลก็กล่าวแทรกขึ้นมาว่า คุณจะไม่ให้ความเคารพใครเลยหรือ เก็ทจึงโต้แย้งกลับไปว่า การกล่าวแทรกขึ้นมาเช่นนี้ยิ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับฟังจำเลย
นอกจากนี้เก็ทยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า เขาได้อ่านคำเบิกความของพยานแล้ว แต่เลือกที่จะไม่ลงลายมือชื่อ และไม่ประสงค์ที่จะยืนต่อหน้าศาล พร้อมทั้งระบุว่า “ผมให้เกียรติท่านในฐานะผู้พิพากษา แต่ผมไม่เคารพในความอยุติธรรม” ก่อนศาลจะตัดบทและแจ้งกับเก็ทว่า ศาลจะบันทึกเอาไว้ในรายงานกระบวนให้ว่าจำเลยไม่ประสงค์จะยืนต่อหน้าศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ และไม่ประสงค์จะลงลายมือชื่อ ศาลไม่ใช่เวทีโต้วาทีกับท่าน ไม่ใช่คู่กรณีของท่าน หลังจากนั้นเก็ทก็ได้ขอให้ศาลบันทึกเหตุผลของเขาลงไปด้วยว่า เป็นเพราะเขารู้สึกเจ็บช้ำกับกระบวนการอยุติธรรมของศาลมามาก จึงเลือกกระทำเช่นนั้น
.
เหตุการณ์ต่อมา ก่อนเริ่มต้นสืบพยานต่อในช่วงบ่ายของวันที่ 24 ก.ค. 2568 จำเลยทั้งสองได้ขอแถลงต่อหน้าศาล โดยระบุว่าอยากให้ศาลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ไม่ถามคำถามชี้นำพยาน และให้ฟังคำถามของทนายความให้จบก่อน ศาลจึงถามกลับไปว่าแล้วทนายตั้งคำถามที่ชัดเจนหรือยัง ศาลไม่ได้ดุแค่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะดุเมื่อเริ่มคุมไม่อยู่แล้ว เหมือนลูกที่มีทั้งดื้อและไม่ดื้อ ก็ต้องมีวิธีรับมือที่แตกต่างกันออกไป เราต้องแยกเรื่องเล็กกับเรื่องใหญ่ออกจากกัน ไม่ใช่เก็บมาทุกเรื่อง ศาลระบุว่าหลังจากนี้ถ้าไม่เข้าใจก็จะไม่แก้ให้แต่จะจดไปตามนั้นเลย
จำเลยทั้งสองจึงกล่าวยืนยันว่าจะขอแถลงต่อศาลใน 4 ประเด็น คือ 1. ขอให้ศาลรับฟังทั้งทนายจำเลย พยาน และโจทก์ 2. ขอให้ศาลไม่ถามคำถามชี้นำพยาน 3. ขอให้ศาลบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณาว่ามีการแถลงหรือชี้แจงอะไรบ้างให้ครบถ้วน โดยไม่เลือกบันทึก และ 4. ขอให้ศาลเป็นกลาง อย่าใช้อารมณ์
.

.
สืบพยานจำเลย
จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้เขียนแถลงการณ์ และคำแถลงก็ต้องการจะส่งเสียงไปถึงรัฐบาล และผู้นำประเทศที่มาเข้าร่วมประชุม APEC2022
ก่อนเริ่มต้นสืบพยานจำเลย ขณะที่จำเลยที่ 2 กำลังเดินเข้าคอกพยานเพื่อเบิกความในคดีนี้ ศาลได้ให้ความเห็นขึ้นมาว่าควรให้จำเลยที่ 1 ขึ้นเบิกความก่อน เพราะเป็นผู้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทย โดยศาลเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกหากจะนำจำเลยที่ 2 เข้าเบิกความก่อน แต่ศาลก็ไม่ได้บังคับ เพียงแต่เมื่อพิจารณาแล้วเหมือนจำเลยที่ 2 เป็นศูนย์กลางของทั้งคำแถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ทนายจำเลยจึงแจ้งว่า จำเลยทั้งสองได้ปรึกษาหารือกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าใครจะเข้าสืบพยานก่อน นอกจากนี้พวกเขายังถูกฟ้องในฐานะตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
จำเลยที่ 2 ยืนยันจะเข้าเบิกความเป็นคนแรก โดยก่อนที่จะเริ่มสืบพยานเก็ทได้กล่าวคำสาบานตนเอาไว้ว่า
.
“ข้าพเจ้าขอสาบานตนต่อ คณะราษฎร จิตร ภูมิศักดิ์ เนติพร และจิตวิญญาณของประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเท่าเทียม ทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและยังไม่ล่วงลับ”
.
“เก็ท” โสภณ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า พยานไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุมในวันเกิดเหตุ และไม่ได้เป็นผู้จัดหาเครื่องขยายเสียง แต่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและพนักงานอัยการสั่งฟ้องพยานเป็นคดี ซึ่งคดีดังกล่าวนี้ถึงที่สุดแล้ว ศาลแขวงพระนครใต้พิพากษายกฟ้อง
ขณะเกิดเหตุพยานได้เข้าร่วมชุมนุมโดยมีเจตนาที่จะส่งเสียงไปถึงรัฐบาลในขณะนั้น รวมถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่มาเข้าร่วมประชุมเอเปค 2022 เพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่เป็นธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวผู้ชุมนุมตั้งใจที่จะเดินขบวนไปยื่นหนังสือถึงผู้ที่มาเข้าร่วมประชุมที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแถลงการณ์ว่าประเทศไทยไม่เป็นธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย
แต่ในวันนั้นผู้ชุมนุมไม่สามารถเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ของศูนย์ประชุมฯ ได้เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนคอยขัดขวางไว้อยู่ กลุ่มผู้ชุมนุมจึงตัดสินใจจัดให้มีการอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ณ จุดเดิมที่ไม่สามารถเคลื่อนขบวนต่อไปได้
พยานเป็นเพียงผู้อ่านแถลงการณ์เท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ร่างถ้อยคำแถลงขึ้นมา โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้เริ่มอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาไทยก่อน หลังจากนั้นพยานก็อ่านแถลงการณ์ฉบับภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้นำแถลงการณ์ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาให้พยานและจำเลยที่ 1 อ่าน แต่พยานสามารถยืนยันได้ว่ามีบุคคลอื่นนำมาให้อ่านจริง
ก่อนถึงเวลาอ่านแถลงการณ์จริง พยานได้มีโอกาสทบทวนถ้อยคำในแถลงการณ์ก่อน และขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังอ่านแถลงการณ์อยู่นั้นพยานก็ได้ฟังด้วยเช่นกัน นอกจากนี้พยานยังเห็นว่าเมื่อนำถ้อยแถลงภาษาอังกฤษและภาษาไทยมาเปรียบเทียบกันแล้วเนื้อหามีใจความเดียวกันคือ ต้องการมุ่งถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แต่ไม่ได้มีการกล่าวถึงพระนามของพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 พระราชินี หรือรัชทายาทแต่อย่างใด
คำว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” หรือ คำว่า “The Monarchy” ตามที่ปรากฏอยู่ในแถลงการณ์ พยานเข้าใจว่าเป็นการหมายถึงองค์รวมไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง ส่วนเนื้อหาในแถลงการณ์ที่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ว่ามีความสัมพันธ์กับรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์นั้น ก็เพราะว่ารัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อขยายอำนาจพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจแก้ไขกฎหมาย รัฐบาลเท่านั้นที่มีอำนาจแก้ไขกฎหมาย ดังนั้นแถลงการณ์จึงมุ่งหมายไปที่รัฐบาลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจ
ในแถลงการณ์ฉบับภาษาไทยที่มีข้อความว่า “ประเทศนี้เป็นได้แค่ประเทศเสมือนประชาธิปไตย” ตรงนี้พยานเห็นว่าเป็นเพียงการเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลีเหนือมีชื่อทางการว่า ‘สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี’ แต่ประเทศก็ไม่ได้ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย หรือ ประเทศเยอรมนีในอดีตที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีผ่านการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แต่พอขึ้นมาดำรงตำแหน่งแล้วกลับแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นเผด็จการ เป็นต้น
จริงอยู่ที่ว่าในรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ในทางปฏิบัติเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยมีรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารคอยบริหารประเทศอยู่
การกล่าวถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 การใช้กฎหมายดังกล่าวนี้มีความลักลั่นอยู่ และถูกใช้เกินกว่าความมุ่งหมายที่แท้จริง โดยมาตรา 112 ถูกใช้ครอบคลุมไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตด้วย ดังนั้น มาตรา 112 จึงมีปัญหาทั้งการบังคับใช้และการพิจารณาคดี เช่น อานนท์ กลิ่นแก้ว ที่เป็นผู้กล่าวหาคดีมาตรา 112 ไปแล้วเป็นสิบกว่าคดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติของคนทั่วไปที่จะค้นเจอได้มากมายขนาดนั้น
ตามฟ้องโจทก์มีถ้อยคำที่ระบุในทำนองว่า การบังคับใช้มาตรา 112 เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวพระมหากษัตริย์ อันที่จริงพยานและประชาชนไม่ได้เกรงกลัวพระมหากษัตริย์ แต่เกรงกลัวต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมวงศานุวงศ์
ศาลไม่บันทึกคำว่า “ไม่เกรงกลัวพระมหากษัตริย์” ให้ แต่เลือกปรับคำพูดให้พยาน เพราะเห็นว่าหากบันทึกตามที่พยานเบิกความย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดี
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้สปายแวร์ (Spyware) สอดแนมประชาชน และมาตรา 112 ถูกนำมาบังคับใช้เพื่อฟ้องและขังประชาชน โดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว ส่งผลให้ผู้ต้องขังต้องอดอาหารประท้วงเพื่อตนเอง เช่น บุ้ง เนติพร นอกจากนี้รัฐยังบังคับใช้กฎหมายกับเยาวชนด้วย
พยานยอมรับว่า เนื้อหาในแถลงการณ์มีส่วนที่กล่าวถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์จริง แต่เนื้อหามุ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเนื้อหาที่แถลงก็เป็นข้อเท็จจริงว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพลเอกประยุทธ์เป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเอาไว้เอง
ข้อความในแถลงการณ์ที่ระบุว่า “รัฐบาลประยุทธ์ยังได้สั่งให้มีการแก้กฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์อันเป็นการเปิดช่องให้กษัตริย์เป็นคนร่วมลงทุนถือหุ้นส่วนผลประโยชน์…” เจตนาของแถลงการณ์นี้คือ การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งการแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ก็เป็นเรื่องจริง มีการโอนทรัพย์สินกันจริง เช่น การเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) จากเดิมเป็นชื่อของสำนักงานทรัพย์สินย์ส่วนพระมหากษัตริย์เป็นพระปรมาภิไธยของในหลวง รัชกาลที่ 10
ต่อมาในส่วนของเนื้อหาตามฟ้องโจทก์ที่ระบุว่า “รัฐบาลนี้ยังได้ขยายอำนาจ เปิดช่องโหว่ให้สถาบันกษัตริย์รับเงินจากเหล่าพ่อค้านักธุรกิจ…” เป็นการมุ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เปฺิดช่องแก้กฎหมายให้พระมหากษัตริย์สามารถรับเงินจากภาคเอกชนได้ ซึ่งผู้ที่บริจาคเงินก็จะได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยการบริจาคเงินของนายทุนเป็นไปเพื่อเสริมสร้างบารมี เพื่อผลประโยชน์ และเพื่อให้ได้อิทธิพลเพิ่มมากยิ่งขึ้น
พยานยืนยันว่า ในคำแถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่มีการกล่าวถึงพระนามของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามที่ระบุในมาตรา 112 แต่อย่างใด โดยในแถลงการณ์ได้กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ หรือ The Monarchy ว่าเป็นหน้าเป็นตาเป็นตัวแทนของประเทศ พยานจึงอยากให้สถาบันอยู่แบบสถาพร ไม่ใช่ถูกนำมากล่าวอ้างหรือใช้หาผลประโยชน์
รัฐบาลไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ มาตรา 112 ไม่ใช่หนึ่งในสี่บุคคลซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดในมาตราดังกล่าว การอ่านแถลงการณ์ของพยานย่อมไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
การแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ สามารถก่อให้เกิดผลเสียได้เวลาที่ในหลวงเสด็จสวรรคตแล้ว มีการส่งต่อทรัพย์สินมรดกให้แก่รัชกาลถัดไป หรือเวลามีข้อพิพาทเกิดขึ้นประชาชนก็ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับพระมหากษัตริย์ได้
ศาลไม่ขอจดประเด็นที่พยานเบิกความนี้เนื่องจากเป็นข้อความที่ล่อแหลม แต่อนุญาตให้พยานแถลงรายละเอียดมาเป็นแถลงการณ์ได้ ศาลจะจดแค่เพียงว่าพยานมีเจตนาที่จะปกป้องสถาบันฯ ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้าย
นอกจากนี้ ในส่วนของประวัติอาชญากรที่โจทก์อ้างขึ้นมา ก็ได้ระบุชื่อบิดาและมารดาของพยานเอาไว้ผิดพลาด โดยชื่อที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้นไม่ใช่ชื่อบิดามารดาของพยานแต่อย่างใด
ตอบที่พนักงานอัยการถามค้าน
พยานรับว่า แถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่พยานอ่านนั้นเกิดมาจากความเข้าใจโดยส่วนตัวของพยานเอง บุคคลอื่นที่ได้ฟังจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง พยานไม่อาจทราบได้
.
“ใบปอ” จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุพยานจำได้ว่าพยานไปช่วยอ่านแถลงการณ์ โดยต้องการเรียกร้องถึงรัฐบาล และผู้นำประเทศที่มาเข้าร่วมประชุมเอเปค 2022 โดยในแถลงการณ์นั้นจะกล่าวถึงประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน และสถานการณ์ภายในประเทศ ไม่ได้มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์
พยานไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม และไม่ได้เป็นผู้เขียนแถลงการณ์ภาษาไทย พยานจึงไม่ได้มีแถลงการณ์ฉบับจริงเก็บไว้ ซึ่งพยานก็จำไม่ได้ว่าบุคคลที่นำแถลงการณ์มาให้พยานอ่านนั้นเป็นใคร นอกจากนี้พยานยังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครื่องขยายเสียงที่ใช้ประกาศแถลงการณ์ด้วย
พยานจำเนื้อหาของแถลงการณ์คำต่อคำไม่ได้ แต่พอจำสาระสำคัญได้ ส่วนสาเหตุที่พยานไม่มีแถลงการณ์มายื่นต่อศาลนั้นก็เพราะพยานจำไม่ได้ว่าได้เก็บแถลงการณ์เอาไว้หรือส่งคืนกลับไปให้ผู้ใด ฉะนั้น ตอนที่พยานถูกฟ้องเป็นคดีและได้อ่านคำฟ้อง พยานจึงไม่ได้รับรองข้อความที่ปรากฏตามคำฟ้อง และพยานก็ไม่เชื่อมั่นในถอดเทปคำปราศรัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เพราะพยานรู้สึกว่าหากมีคำใดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงไปก็อาจส่งผลให้ความหมายของถ้อยคำทั้งหมดเปลี่ยนไปจากเดิมได้
พยานเบิกความว่า เจตจำนงของแถลงการณ์เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยพยานยืนยันว่าถ้อยคำที่พยานอ่านนั้นเป็นความจริง และเป็นการพูดเพื่อประโยชน์ของประเทศ
ตอบที่พนักงานอัยการถามค้าน
พยานรับว่า ก่อนอ่านแถลงการณ์ผ่านไมโครโฟน พยานเคยเห็นและได้อ่านแถลงการณ์มาก่อนแล้ว แต่ยืนยันว่าพยานไม่ใช่ผู้ร่างแถลงการณ์ด้วยตนเอง
.
พยานผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองเข้าให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์
อาจารย์ประจำแขนงวิชาการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง เข้าเบิกความว่า การเปลี่ยนแปลงของการจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ มีมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 แล้ว
โดยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลคณะราษฎรได้แยกอำนาจในการจัดการกิจการสาธารณะและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ออกจากกัน โดยหลักการเบื้องหลังของการแยกนี้คือ อำนาจและความรับผิดชอบ ในระบอบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผู้ที่ใช้อำนาจสาธารณะอันจะกระทบต่อประชาชน ต้องใช้อำนาจเป็นไปโดยมีความรับผิดชอบต่อประชาชน การรับผิดชอบหมายความว่า ผู้ใช้อำนาจจะต้องสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ ถูกเอาผิดลงโทษได้
แต่ในกรณีของพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของประเทศ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากจุดหมายคือไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์ต้องมีความรับผิดชอบ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ หรือถูกลงโทษ กษัตริย์ไม่มีอำนาจในการประกอบกิจการสาธารณะได้โดยพระองค์เอง การกระทำใด ๆ จะต้องผ่านกระบวนการการรับสนองพระบรมราชโองการ นี่คือหลักการที่เรียกกันว่า “The King Can Do No Wrong”
กรณีการเปรียบเทียบการจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ในปัจจุบันกับยุคคณะราษฎร จุดเปลี่ยนอยู่ที่ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 กฎหมายฉบับนี้ได้เปลี่ยนแปลงลักษณะการจัดการทรัพย์สินฯ แบบคณะราษฎร แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ การจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ จากที่เคยอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ เปลี่ยนเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของกษัตริย์
ประเด็นต่อมาคือ เรื่องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เปลี่ยนจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังให้เป็นนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ และประเด็นสุดท้ายคือ เรื่องอำนาจในการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กลายเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ กรรมการและผู้อำนวยการทรัพย์สินฯ กษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งทั้งหมด รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย กษัตริย์ก็สามารถใช้จ่ายได้ตามพระราชอัธยาศัย
ความคลุมเครือของ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของรัฐหรือขององค์พระมหากษัตริย์ และสถานะของสำนักงานทรัพย์สินฯ เองก็ไม่มีความชัดเจน นำไปสู่ปัญหาเรื่องความรับผิดชอบ และการดำเนินการตรวจสอบ
อย่างไรก็ดีสุดท้ายแล้วความคลุมเครือดังกล่าวก็ได้สิ้นสุดลงเมื่อ พ.ร.บ.ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ปี 2560 และ 2561 ระบุอย่างชัดเจนว่า การจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
พยานเบิกความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกภายใต้พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการฯ พ.ศ. 2481 โดยเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ภายใต้หลักการการแบ่งแยกพระราชอำนาจจากการจัดการทรัพย์สินฯ ของคณะราษฎร
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การแบ่งเช่นนี้ ก็มีคดีที่มีการฟ้องร้องกันระหว่างกระทรวงการคลังกับสมเด็จพระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี (อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ปี 2482) โดยรัฐบาลฟ้องร้องกรณีการโอนทรัพย์สินที่ถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ และไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามรัฐธรรมนูญ
ตอบที่พนักงานอัยการถามค้าน
พยานรับว่า กรณีที่พยานเคยให้การไว้เกี่ยวกับ บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด และ บริษัท วังสินทรัพย์ จำกัด พยานไม่ได้มีเอกสารมารับรองยืนยัน แต่พยานอ้างอิงจากบทความวิชาการของนักวิชาการท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาวิจัยประเด็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความน่าเชื่อถือจัดอยู่ในลำดับสูงสุด อีกทั้งยังมีสมาคมทางวิชาการของประเทศญี่ปุ่นให้การรับรองเอาไว้ด้วย
.
พยานผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เข้าให้ความเห็นเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการใช้โปรแกรมแปลภาษา และความแตกต่างระหว่างคำว่า ‘สถาบันพระมหากษัตริย์’ และ ‘พระมหากษัตริย์’
บรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวรรณกรรมภาษา เข้าเบิกความว่า การแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษโดยใช้ Google Translate ยังไม่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากฐานข้อมูลการแปลคู่ภาษาไทยกับอังกฤษนั้นยังไม่ละเอียดมากเพียงพอ ทำให้เกิดการแปลที่ผิดบริบท ผิดความหมาย และไม่สามารถสื่อเจตนา สำนวน คำเปรียบเทียบ สุภาษิต หรือข้อเท็จจริงในภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้แปลข้อความที่ละเอียดอ่อนหรือข้อความทางกฎหมาย
ตามหลักการแปลภาษาแล้ว ผู้แปลควรเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งภาษาต้นทางและภาษาปลายทาง เพื่อป้องกันความเข้าใจด้านถ้อยคำและความหมายที่ผิดพลาด และการแปลก็สามารถบิดเบือนหรือเปลี่ยนเจตนาได้ตามสำนวนและการเลือกใช้คำศัพท์
พยานได้ตรวจดูข้อความตามคำฟ้องแล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือองค์รัชทายาท แต่อย่างใด ทั้งนี้ พยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดทำมามีส่วนการแปลข้อความที่ไม่ปรากฏในคำแถลงตามคลิปเสียง และมาจากข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่องกัน มีการรบกวนและขาดหายของถ้อยความ น้ำเสียงของผู้แถลงไม่ชัดเจน และเนื้อหาในภาษาอังกฤษมีระดับภาษาและการใช้สำนวนที่ไม่สอดคล้องกัน
ตอบที่พนักงานอัยการถามค้าน
การใช้ Google Translate แปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษยังไม่สามารถเชื่อถือได้ หากแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยความน่าเชื่อถือยังคงต่ำอยู่ โดยปัจจุบันความน่าเชื่อถือจะอยู่ที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
แต่ถ้าผู้ที่แปลภาษามีความรู้ความเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษแล้วใช้ Google Translate ช่วยตรวจทานให้อีกครั้ง ก็จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นได้ กล่าวคือ ความน่าเชื่อถือจะมีมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของผู้แปลภาษาเองด้วย
.
นักวิจัย ประจำสถาบันวิจัยสังคมแห่งหนึ่ง เข้าเบิกความในคดีนี้เกี่ยวกับประเด็นความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และความแตกต่างระหว่างการกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์ซึ่งอาจมีผลต่อการพิจารณาคดี
พยานเบิกความว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2554 ระบุความหมายของคำว่า “สถาบัน” เอาไว้ว่าหมายความถึง สิ่งซึ่งคนในส่วนรวม คือ สังคม จัดตั้งให้มีขึ้นเพราะเห็นประโยชน์ว่ามีความต้องการและจำเป็นแก่วิถีชีวิตของตน เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง สถาบันการเงิน
ดังนั้น การพูดถึง “สถาบันพระมหากษัตริย์” จึงไม่ใช่การระบุถึงตัวขององค์พระมหากษัตริย์ แต่เป็นการพูดถึง โครงสร้างของสถาบันฯ ที่มีความเกี่ยวพันกับสังคม
จากการอ่านคำถอดเทปของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสำนวนคำฟ้องพยานพบว่า จำเลยถูกกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และมาตรา 112 โดยเจ้าพนักงานตีความคำว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” คือ ตัวขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งตามความเห็นของพยานในกรณีนี้ การตีความดังกล่าวไม่น่าจะถูกต้อง แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดของคำกล่าวอ้างในแถลงการณ์ได้ แต่ความแตกต่างทางความหมายระหว่าง “สถาบันพระมหากษัตริย์” และ “องค์พระมหากษัตริย์” นั้นเป็นที่ประจักษ์
การกล่าวอ้าง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ในแถลงการณ์ เป็นการพูดถึงโครงสร้างพระราชฐานะและพระราชอำนาจแบบกว้าง ๆ ไม่ใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด
.
พยานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เข้าพิสูจน์ว่า ถอดเทปคำปราศรัยของโจทก์ขาดความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง และความสมบูรณ์
ก่อนพยานปากนี้จะเริ่มต้นเบิกความ ได้เกิดข้อถกเถียงกันขึ้นระหว่างฝ่ายจำเลยและศาลว่า พยานสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน โดยพยานได้แจ้งแก่ศาลไปว่าพยานไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการถอดเทป แต่พยานเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และพยานมีหน้าที่มาพิสูจน์แค่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น
ทนายจำเลยแจ้งว่าพยานปากนี้ทำหน้าที่พิสูจน์ว่าพยานโจทก์ที่ถอดเทปคำปราศรัยผ่าน Google Sheet นั้นมีความผิดพลาด แต่ศาลกลับกล่าวว่าประเด็นดังกล่าวนี้สืบจบไปแล้ว มันเป็นเรื่องนามธรรม
ศาลขอให้พยานปากนี้ฟังคลิปหลักฐานแล้วแปลออกมา ซึ่งทนายจำเลยก็ได้แจ้งต่อศาลว่า พยานไม่สามารถทำตามที่ศาลขอได้
ต่อมาเก็ทจึงได้ขอให้ศาลรับฟังพยานให้จบก่อน อยากให้พยานได้เบิกความก่อน ส่วนศาลจะบันทึกอย่างไรก็เป็นอำนาจของศาล ทั้งนี้ ศาลก็อ้างว่าไม่ได้จะให้พยานแปลข้อความ แต่แค่อยากให้พยานพิสูจน์ว่าจากคลิปหลักฐานนั้นเวลาเท่าไหร่ที่มีเสียงแทรก และต่อให้เทพอย่างไรก็ไม่สามารถถอดเทปออกมาได้ ศาลอยากให้พยานเจาะให้เห็นเป็นชั่วโมง นาที วินาที มาให้ศาลเลย
ศาลแค่ขอความร่วมมือจากพยาน เพราะศาลไม่รู้ว่าตรงไหนในคลิปที่แปลได้หรือไม่ได้ มิเช่นนั้นศาลต้องไปนั่งฟังคลิปเองทั้งหมด
พยานแจ้งต่อศาลว่า พยานถนัดด้านการพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล ส่วนเรื่องอื่น ๆ พยานไม่ได้เชี่ยวชาญ และไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของพยาน ศาลจึงแย้งว่าความคิดของศาลกับพยานแตกต่างกันเยอะ ศาลแค่ขอความร่วมมือ หากพยานไม่ทำก็จบ
ระหว่างที่ถกเถียงกันนี้ตำรวจศาลได้เดินเข้ามารอดูสถานการณ์ในห้องพิจารณาเป็นจำนวน 2 นาย
ท้ายที่สุดฝ่ายจำเลยก็ได้ยืนยันกับศาลว่าจะไม่ขอทำตามที่ศาลบอก จนกระทั่งเหตุการณ์ในห้องพิจารณาสงบลงตำรวจศาลก็ได้ทยอยเดินออกจากห้องพิจารณาไป และเริ่มต้นการสืบพยานต่อไป
.
นักวิศวกรข้อมูล (Data Engineer) ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้พยานได้รับการติดต่อให้ทำความเห็นเกี่ยวกับแบบแผนวิธีการพิสูจน์หลักฐาน และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานด้วยวิธีการทางคอมพิวเตอร์
พยานได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์เชิงนิติวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของกระบวนการจัดทำพยานหลักฐานโสตทัศน์ และเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น พยานยังได้ทำภาพเคลื่อนไหว เพื่อสาธิตการถอดเทปดังกล่าว และทดลองให้เห็นเสถียรภาพ ความเที่ยงตรง และความเป็นไปได้ของวิธี
เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของวิธีการถอดข้อความจากคลิปวิดีโอด้วย Google Sheet และ Google Document นั้น พยานยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะนำไฟล์เสียงมาถอดข้อความใน Google Sheet ได้โดยตรง เนื่องจากโปรแกรมนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการพิมพ์จากเสียงหรือนำไฟล์เสียงมาใส่เพื่อพิมพ์ข้อความ
แต่หากทดลองใช้ Google Document ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใกล้เคียงกว่า (สามารถใช้เสียงสั่งพิมพ์ได้) ก็จะพบว่าสามารถเกิดความผิดพลาดและความไม่ตรงสูงมาก จนทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไป
พยานเบิกความเพิ่มเติมว่า บนสมมติฐานเดิมในกระบวนวิธีการถอดข้อความ พบว่ามีปัญหาเรื่องความแม่นยำสูงอีกด้วย ทั้งนี้ เครื่องมือเทคโนโลยีถอดเสียงอัตโนมัติ เช่น Voice Typing ของ Google Cloud ASR เป็นเพียง เครื่องมือช่วย ไม่ใช่เครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ ผลลัพธ์ของการถอดเสียงมักต้องมีการตรวจทานและแก้ไข เนื่องจากมีความไม่แม่นยำสูง โดยเฉพาะในกรณีสำเนียงต่างชาติ ค่า ‘Word Error Rate’ (WER) เฉลี่ยสูงถึง 35% ซึ่งหมายความว่า พูด 100 คำ อาจมีคำผิด คำหาย หรือคำเกินได้ประมาณ 35 คำ
ณ ปัจจุบัน เทคโนโลยีถอดเสียงอัตโนมัติยังไม่เป็นที่ยอมรับในเรื่องความเสถียรและความแม่นยำ และยังไม่ปรากฏว่ามีเทคโนโลยีใดที่แม่นยำ และผ่านการทดสอบในระดับใช้งานได้จนเป็นที่พึงพอใจ
ผลจากรายงานการวิเคราะห์เชิงนิติวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของกระบวนการจัดทำพยานหลักฐานโสตทัศน์ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการที่พนักงานสอบสวนใช้ในการรวบรวมและจัดทำพยานหลักฐานในคดีนี้มีข้อบกพร่องร้ายแรง และขัดต่อหลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลในทุกขั้นตอน ส่งผลให้พยานหลักฐานที่ได้มานั้นขาดความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง และความสมบูรณ์อย่างสิ้นเชิง จนไม่สามารถถือเป็นพยานหลักฐานที่มีคุณค่าในกระบวนการยุติธรรมได้
ตอบที่พนักงานอัยการถามค้าน
พยานรับว่า โดยหลักการแล้วโปรแกรม Google Sheet และ Google Document เป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยเหลือ ซึ่งปกติควรจะต้องมีการตรวจทานข้อมูลประกอบกันด้วย และเมื่อมีการตรวจทานแล้วความน่าเชื่อถือของข้อมูลก็จะมีมากขึ้น อย่างไรก็ดียิ่งข้อมูลถูกส่งต่อผ่านคนหรืออุปกรณ์มากขึ้นเท่าไหร่ความถูกต้องของข้อมูลก็จะยิ่งลดลง หรือที่เราเรียกกันว่า ‘การสะสมของความคลาดเคลื่อน’ กล่าวคือ ความคลาดเคลื่อนจะถูกส่งต่อทีละทอดสะสมไปเรื่อย ๆ
พนักงานอัยการให้พยานดูคลิปเหตุการณ์ปราศัยในนาทีที่ 04.00 – 04.24 พยานฟังแล้วตอบว่า ฟังแทบไม่รู้เรื่อง ต้องตั้งใจฟังจึงจะจับใจความได้แต่ก็แค่เพียงบางคำเท่านั้น เพราะมีเสียงของหลายคนตีกันไปหมด เป็นเสียงของทั้งผู้หญิงและผู้ชายพูดดังเบาสลับกันไป โดยกล้องที่ถ่ายมีการเคลื่อนตัวออกไปไม่ได้บันทึกอยู่ที่เดิมตลอดเวลา
พนักงานอัยการให้พยานดูคลิปเดิมในนาทีที่ 09.40 – 10.00 พยานดูแล้วจึงตอบไปว่า พยานพอฟังออกว่าผู้พูดกำลังพูดเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผู้ที่จะฟังออกก็ต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษพอสมควร
ตอบที่ทนายจำเลยถามติง
จากคลิปเหตุการณ์ปราศรัยเฉพาะนาทีที่ 09.40 – 10.00 เมื่อพยานฟังแล้วสามารถจับใจความได้เป็นบางคำ ไม่ได้ฟังรู้เรื่องทั้งหมด พอฟังรวม ๆ แล้วนำมาสร้างเป็นประโยคได้ แต่หากตีความประโยคแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่ากำลังพูดถึงอะไร เพราะในคลิปมีเสียงอื่นแทรกอยู่ตลอดเวลา กล้องที่บันทึกภาพเหตุการณ์ก็เดินไปเดินมาเพื่อถ่ายบรรยากาศการชุมนุม ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่
จากคลิปเหตุการณ์ปราศรัยในนาทีที่ 17.52 เมื่อพยานทดลองใช้โปรแกรมถอดเทปออกมาแล้ว เสียงที่ถอดออกมาได้มีคำอ่านไม่รู้เรื่อง แปลภาษาอังกฤษออกมาแล้วบางคำก็ไม่มีความหมาย และเมื่อนำเอาคำดังกล่าวมารวมกันก็แปลออกมาเป็นภาษาไทยไม่ได้ด้วย
.
