เสียงแห่งชีวิตและการเตรียมใจของ “ตี้ วรรณวลี” ในวันที่ต้องกลับเข้าเรือนจำ

“ถ้าหนูต้องเข้าในเรือนจำ ไม่ต้องคิดว่าหนูจะฟูมฟาย คือหนูห่อเหี่ยวแน่นอนแหละ ไม่ได้จับโทรศัพท์ ไม่ได้กินเบียร์ ไม่ได้เฮฮาปาจิงโกะ ไม่ได้เล่นเกมส์ มันเรื่องปกติหนูว่า แต่ยังไงหนูก็อยู่ได้แน่นอน อยู่ได้แน่นอน อาจจะออกมาแล้วมีกล้ามก็ได้ เพราะถูกวิ่งทุกวัน”

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เครื่องบันทึกเสียงจดจำไว้ ในบทสนทนากับ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 หรือตั้งแต่กว่า 1 ปีครึ่งก่อนหน้านี้ แต่ถ้าพูดให้ถูก หลังประโยคนั้น ยังมีเสียงหัวเราะขี้เล่นทิ้งท้าย ในแบบซึ่งคนที่รู้จักเธอน่าจะนึกออก

จากการถูกฟ้องคดีมาตรา 112 รวมถึง 4 คดี และท่ามกลางผลคำพิพากษาที่ทยอยปรากฏออกมา แม้จะยังได้รับการประกันตัวในคดีต่าง ๆ อยู่ แต่เธอก็เตรียมใจไว้เรื่อยมาว่า วันหนึ่งอาจต้องย่างเท้าเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้ง หลังเคยต้องเข้าไปช่วงสั้น ๆ เมื่อช่วงปี 2564

กระทั่งวันที่ 30 ตุลาคม 2569 หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีมาตรา 112 จากการร่วมปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ศาลมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ก่อนสองวันถัดมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัววรรณวลี แม้ยังเป็นคำพิพาษาศาลชั้นต้น และในคดีมาตรา 112 ของเธอก่อนหน้านี้ ตี้ยังได้รับการประกันตัวเรื่อยมา และยังยืนยันที่จะสู้อยู่ตรงนี้

แม้ยังคาดคะเนได้ยากว่า การถูกคุมขังรอบนี้ของเธอจะเนิ่นยาวออกไปเพียงใด แต่เสียงเล่าของ “ตี้ วรรณวลี” ในวันนั้น ที่ไล่เรียงตั้งแต่วัยเด็กในเมืองหลวง ความเหลื่อมล้ำของชีวิตซึ่งพบที่ราชบุรี ความเบียวอยากเป็นทหาร การเรียนรู้เรื่องการเมือง จนกระทั่งเริ่มขึ้นปราศรัยในการชุมนุมของราษฎร 2563 ผลกระทบนานาจากการถูกดำเนินคดีกว่า 20 คดี ไปจนถึงเรื่องครอบครัวและการเตรียมใจต่อผลลัพธ์ต่าง ๆ จากการเคลื่อนไหว ยังเป็นเรื่องราวอันสะท้อนชีวิตของนักต่อสู้วัย 26 ปี คนหนึ่ง ที่อยากชวนทุกคนนั่งลงรับฟังมัน

อย่างน้อยพอให้ได้ยินว่าทำไมเธอถึงยอมแลกอิสรภาพของตัวเองเช่นนั้น

.

0000000000000

.

หนูเกิดที่กรุงเทพฯ ตรงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่มนี่แหละ เราเติบโตมากับร้านเกมส์ ตอนช่วง ม.2 ตอนนั้นจะมีช่วงที่ออกกฎหมาย ห้ามเด็กอยู่ร้านเกมส์เกิน 3 ทุ่ม พอตำรวจมาตรวจ เราก็ต้องไปแอบกัน หนูจำได้เลย แอบแล้วค่อยกลับมาเล่นอีกรอบหนึ่ง

ตอนนั้นหนูเรียนอยู่ที่โรงเรียนนวมินทร์ โรงเรียนก็จะเข้าเช้าปกติ แต่จะเลิกไว ประมาณบ่ายสอง ก็จะมีพวกโรงเรียนคู่อริ อย่างบดินทร์เดชา แล้วมีรุ่นพี่เกิดเรื่อง ไปโดนคู่อริฟันนิ้ว เขาก็เลยเหมือนพยายามเซฟนักเรียน ไม่ให้สองโรงเรียนนี้เลิกพร้อมกัน เราก็เลยเลิกไว และไปใช้ชีวิตอยู่ร้านเกมส์ค่อนข้างมาก

ตอนเด็ก หนูเป็นเด็กไม่ค่อยพูด แต่มีมารยาทนะ เจอผู้ใหญ่ก็สวัสดี โดยที่ไม่ต้องมีใครสอนเลย คนอื่นก็เอ็นดูหนู แต่หนูจะไม่ค่อยพูดกับใคร ถ้าเป็นคนไม่รู้จักเราจะไม่คุยเลย ยกเว้นถ้ายายถาม จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ อาจารย์ชั้นประถม เคยทำบันทึกของเด็กประจำเดือน ที่จะส่งให้ผู้ปกครองเซ็นทุก ๆ เดือน ส่งมาให้ยาย จำได้ว่ามีครูเขียนความเห็นมาว่า เราเป็นเด็กที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเลย ไม่พูดคุยกับเพื่อน แล้วเราก็เอาหุ่นยนต์ของน้องชาย ไปนั่งคุยเล่นของเราคนเดียวในโรงเรียน แล้วก็ไปอยู่ในห้องสมุดอะไรแบบนี้

พอมา ม.ต้น ความโชคดีของเราคือในหมู่บ้าน จะมีอาจารย์ท่านหนึ่ง จบจากจุฬาฯ และสอนพิเศษ อาจารย์ท่านนี้เก่งมากและแกเอ็นดูหนู ก็เลยให้หนูไปเรียนพิเศษกับแกฟรี ทำให้การเรียนของเราไม่ได้แย่

พอ ม.2 หนูย้ายไปอยู่ราชบุรี ตอนนั้นก็ชีวิตพลิกผันมาก ฟิลเหมือนเราไปจาก กทม. เห็นแสงสีเสียง เห็นการเล่นเกมส์ แต่พอย้ายไปต่างจังหวัด เราเห็นเด็กต้องเข้าไร่ เราไม่เคยเห็นไอ้รถตัดอ้อย ก็สงสัยว่ามันคือรถอะไร ทำไมคันใหญ่จัง จากบ้านเราที่กรุงเทพฯ น้ำไฟเข้าถึง แต่ย้ายไปราชบุรี บ้านเราอยู่บนเขา น้ำเข้าไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล ถนนเป็นลูกรัง เป็นทางขึ้นเขา ไม่มีสัญญาณ ปัจจุบันก็ยังไม่ค่อยมีสัญญาณนะ

ที่ต้องย้ายไปอำเภอจอมบึง ราชบุรี ตอนนั้น เพราะย่า ซึ่งเป็นพี่สาวของยายป่วย จริง ๆ เป็นพี่สาวของยายหนู ต้องเรียกยายนี่แหละ แต่เรียกตามญาติอีกฝั่งหนึ่ง ย่าเขาก็แกแล้ว เขาก็อยากให้ไปอยู่ด้วย ยายเขารักพี่สาวเขา เขาก็เลยย้ายไป

ชีวิตเราก็หน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้รู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึง “ความเจริญ” ที่มันแตกต่างกันมาก ๆ  เราได้เงินไปโรงเรียนวันละร้อย แต่เห็นเพื่อนได้ไปโรงเรียนวันละ 30-40 บาท บางคนซื้อข้าวก็หมดแล้ว เราก็สงสัยว่าทำไมเพื่อนได้เงินแค่นี้ เราก็ไปไล่ถาม ก็พบว่าเขาได้เงินกันแค่นี้ เป็นเรื่องปกติของคนที่นั่นอยู่แล้ว

จำได้ว่าตอนนี้กฎหมายต้องอายุเกิน 18 ปีถึงจะทำใบขับขี่ (รถจักรยานยนต์) ได้ ตอนหลังถึงมาแก้ให้อายุ 15 แต่ชีวิตในต่างจังหวัด เราพบว่าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะหลาย ๆ คน ถ้าไม่มีมอเตอร์ไซต์ แล้วไม่สามารถขับขี่ไปเองได้ ก็จะไม่มีพาหนะเดินทางเลย เพราะมันไม่มีรถเมล์ รถสองแถว ไม่มีรถขนส่งที่เข้าถึงในตรงนั้น ทำให้เด็กต่างจังหวัดหลายคนก็ต้องขับมอเตอร์ไซต์ตั้งแต่ ป.5 ป.6 เพื่อจะขับไปโรงเรียนเอง ถามว่าทำไมพ่อแม่ไม่ไปส่ง คือหลายคนต้องไปเข้าไร่ตั้งแต่ตอนเช้า ถ้าเขาต้องไปส่ง แล้วใครจะเป็นคนไปหาเงิน มันก็เป็นปัญหา

.

.

ในเรื่องการเรียน หนูเป็นเด็กเรียนดี ทำกิจกรรม ได้เป็นประธานนักเรียน ตอน ม.ปลาย เราเริ่มไปทำกิจกรรม แม้ตอนเด็กเราจะไม่ค่อยพูด แต่พอเราโตขึ้น ถ้าจำไม่ผิด น่าจะจากวิชาฟิสิกส์ เราเป็นคนหัวไว อ่านหนังสือแล้วจำเป็นรูปภาพ มันมีคาบหนึ่ง อาจารย์ก็พยายามช่วย คือจัดเราไปอยู่ในกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่อาจจะไม่ค่อยถนัดวิชานี้ กลุ่มละประมาณ 5 คน แล้วเขาก็ให้หนูเป็นตัวแทนในการพรีเซนต์ในหัวข้อนี้ วันนั้น เลยเป็นครั้งแรกที่หนูไปนั่งสอนเพื่อนทำการบ้าน สอนให้เพื่อนเข้าใจหลักวิชานี้ แล้วก็ไปสอนหน้าชั้นเรียน ไปพรีเซนต์ ทำให้ได้คะแนนเต็ม  หลังจากนั้น เราก็เหมือนเริ่มเข้าสู่การทำกิจกรรมมากขึ้น คือคิดว่าอาจารย์คงเห็นว่าเราเรียนได้อยู่แล้ว แต่อยากให้เราแสดงออกมากขึ้น

ช่วง ม.5 ด้วยความที่เราเรียนวิทย์-คณิต  แต่เราไม่ได้สนิทกับเพื่อนสายนี้ทั้งหมด แต่เราไปสนิทกับเพื่อนห้องอื่น ที่อยู่สายภาษา สายศิลป์ เวลาพักกลางวัน ก็ไปอยู่กับเพื่อนกลุ่มพวกนี้ ตอนเย็นก็มีเพื่อนสายศิลป์ขายของในตลาด ก็ไปอยู่ช่วยขายของ บางทีตอนเช้า คนไหนไม่มีรถไปเรียน ก็ขี่มอเตอร์ไซต์ไปรับ

แล้วช่วง ม.5 เทอม 2 มันมีการแข่งกันระหว่างนักเรียนสองกลุ่ม เป็นประธานนักเรียน จะมีการเลือกตั้งในโรงเรียน เราได้ไปอยู่กลุ่มเด็กเรียนดี คือกลุ่มเด็กสายวิทย์ แต่มีอีกกลุ่มจากสายศิลป์-สายพละ ก็เป็นเพื่อนเรา บังเอิญว่ากลุ่มหลังนี้ ได้คะแนนเสียงในโรงเรียนเยอะกว่า แต่กลุ่มนั้นก็ไปขออาจารย์ ว่าขอไอ้วรรณวลีนี้มาอยู่ในกลุ่มผมได้ไหม อาจารย์ก็อนุญาต ตอนแรกก็ได้ไปเป็นประธานฝ่ายกิจกรรม แล้วก็เป็นรองประธานรุ่น

ตอนแรกได้เป็นคนออกแบบกิจกรรมที่มีน้อง ม.1 หรือ ม.4 เข้ามาในโรงเรียนใหม่ ก็จะมีกิจกรรมรับน้อง กิจกรรมสอนการระมัดระวังในการข้ามถนนหน้าโรงเรียน ให้ขึ้นสะพานลอย ไม่วิ่งตัดหน้ารถ

ตอนนั้นประมาณ ม.4 หนูอยากเป็นทหาร (หัวเราะ) มันมีจุดหนึ่ง พอเราไปเข้าห้องสมุด แล้วได้อ่านหนังสือ มีทั้งหนังสือเกี่ยวกับ ร.9 พวกเรื่องพระราชกรณียกิจ เลยอยากเป็นทหารรักษาพระองค์ แล้วตอน ม.1 ไปเห็นพี่คนหนึ่งในหมู่บ้าน แกใส่ชุด รด. ก็รู้สึกว่ามันเท่จังเลย เราก็ไปถามว่า รด. เป็นยังไง สามารถไปสอบเป็นสัญญาบัตรอะไรต่อได้ ก็เลยเป็นความฝันตั้งแต่ตอนนั้น

พอมา ม.4 เราก็เลยไปเรียน รด. ด้วย แล้วตอนหนูเรียน หนูชอบปืนด้วย หนูเป็นผู้หญิงที่สามารถประกอบปืน และถอดองค์ประกอบของปืนออกมาประกอบได้ไวกว่าผู้ชาย หนูยังชอบการเดินป่าอะไรแบบนี้ คือหนูเบียวนั่นแหละ (หัวเราะ)

แล้วพอจบ ม.6 อาจารย์บางคนก็บอกว่าอยากให้เราไปสอบเข้าครุศาสตร์ เพื่อมาเป็นครูสอนฟิสิกส์ สอนชีวะ เห็นว่าเราทำได้ สามารถแปลเนื้อหาในหนังสือมาอธิบายให้เข้าใจได้  แต่เราก็คุยกับอาจารย์ว่าเราอยากเป็นทหารนะ อาจารย์ก็เลยไปหาซื้อหนังสือ พวกสอบนายร้อยมาให้

แต่ตอนนั้น แม่หนูไปทำงานอยู่ต่างประเทศ แม่บอกว่าอยากให้หนูเรียนไปด้านสายวิทย์-คณิต เราก็เลยบอกว่านายร้อย ก็ใช้พวกวิทย์-คณิตไปสอบเหมือนกัน แม่ก็เลยบอกว่าอยากให้เราเรียนหมอ หรือสายสาธารณสุขไปเลย เราก็เลยสอบ จนได้พวกสายสาธารณสุข ที่ม.พะเยา

เข้ามหาลัยแล้ว หนูก็ยังเรียน รด. ต่อไปนะ เรียนปี 4 ปี 5 แต่เกือบจบปี 5 มาโดนคดีก่อน ก็เลยออกมา ครูฝึกมาจับเข่าคุย บอกว่าคุณต้องเลือกนะ ว่าคุณจะเคลื่อนไหว หรือจะเรียน แล้วเราก็ไปร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เขาก็เลยเหมือนมาคุยกับเรา มันสร้างความอึดอัด ก็เลยออกก็ได้ จบแค่ปี 4

.

ความสนใจทางการเมือง เริ่มแรก มันมาจากเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เราได้เห็นในชีวิตก่อน โดยความที่เป็นคนรักเพื่อน เราก็เกิดคำถามว่าทำไมความแตกต่างนี้ถึงเกิดขึ้น

ประมาณช่วงปลายปี 2562 ต่อต้นปี 2563 เมื่อเริ่มมีกระแสการเมืองยุบพรรคอนาคตใหม่ แล้วเริ่มมีการระบาดของโควิด ตอนนั้นแม่หนูทำงานอยู่ต่างประเทศ เขาก็บอกมาว่ามันเริ่มมีโรคระบาดนี้นะ ให้ระวังตัวเอง หลายประเทศเริ่มเตรียมการรองรับ แต่ไทยยังค่อนข้างเฉย แล้วก็มีรัฐมนตรีสาธารณสุขตอนนั้น คืออนุทิน ออกมาพูดว่ามันแค่ไข้หวัด เป็นแล้วเดี๋ยวก็หาย แต่พอเริ่มระบาด ก็ทำให้โควิดหยุดชะงักทุกอย่าง แล้วมีปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ จุดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราโมโห

แล้วที่โมโหสุด ๆ ก็คือ มันมีภาพคนที่เขาเสียชีวิต แล้วก็นอนตายอยู่ริมถนน บนฟุตบาธ จากโควิด เราก็เลยรู้สึกว่าข่าวที่ออกมาจากรัฐบาลมันไม่มีความน่าเชื่อถือ ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกไม่โอเคกับทหารด้วย

เราเคยรักลุงตู่นะ เพราะเคยอยากเป็นทหาร (หัวเราะ) ตอนรัฐประหาร 2557 เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เป็นเด็กใส ๆ ไม่รู้ไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองด้วย เราก็คิดว่าลุงตู่เป็นทหาร เข้ามาปกป้องประเทศ ช่วยบริหารประเทศอะไรแบบนั้น จนเรารู้มากขึ้น โตมากขึ้น สังเกตปัญหาต่าง ๆ เริ่มเห็นว่าการจัดการอะไรไม่ได้เรื่อง ไม่สามารถบริหารจัดการประเทศได้ เราก็คิดว่าทำไมไม่ให้คนที่มีความสามารถเข้ามาบริหาร ก็เริ่มมองทหารใหม่

พอไปอยู่มหาวิทยาลัย ได้เจอเพื่อนที่มาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาก็มาเล่าให้ฟัง เรื่องที่มีทหารลงไปชายแดนภาคใต้ว่าบางทีลงไปแต่ชื่อ แต่ตัวจริงไม่ได้ลงก็มี เราก็ได้รู้เรื่องทำนองว่าถ้าภาคใต้สงบ งบไม่ลง ประมาณนั้น เราก็ฟังหูไว้หู แต่ก็เป็นประเด็นต่อการทำงานของทหาร

แล้วก็เราเรียนรู้ผ่านทางออนไลน์ อ่านข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ แล้วในมหาลัย ก็ไปรู้จักกับเพื่อนต่างคณะ เพราะเราทำกิจกรรมในมหาลัยด้วย ก็เลยได้รู้จักเพื่อนหลายคณะ รวมทั้งนิติฯ ก็ได้ข้อมูลจากทางสายสังคม

ในเรื่องที่อนาคตใหม่โดนยุบพรรค หนูเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกมันไม่แฟร์ แล้วก็เริ่มมีม็อบตามมหาลัย เราก็เริ่มออกไปพูด ตอนนั้นก็ไม่ได้พูดเรื่องการยุบพรรค เรายังไม่ได้อินกับพรรคการเมืองขนาดนั้น แต่ออกไปพูดถึงการบริหารงานของรัฐบาลเป็นหลัก

ครั้งแรกที่ออกไปพูดคือกิจกรรมที่หน้า ม.พะเยา ที่พี่อานนท์ (นำภา) กับเพนกวิน (พริษฐ์ ชิวารักษ์) ไปพูดด้วย เวทีนั้นเวทีแรก แล้วก็ไม่ได้มีแกนนำ เขามีให้อาสาคนขึ้นพูด เราก็ฟังคนอื่นพูด มีทั้งพูดเรื่องยุบพรรค พูดเรื่องปัญหากฎหมายอย่างนี้ แต่เรารู้สึกว่าในเรื่องการบริหารจัดการของรัฐบาล มันยังไม่มีคนพูดเลย เหมือนเพื่อนที่ไปด้วยกันสองคน เขาก็ยุ บอกมึงพูดเลย มึงพูดได้ เราก็เลยลองออกไปพูด ก็เลยได้เริ่มขึ้นปราศรัย

.

.

ทักษะการพูด ตอนแรกก็งู ๆ ปลา ๆ มาจากการพูดหน้าห้องเรียน ตั้งแต่ตอน ม.ปลาย พอมาประธานนักเรียน เราก็เป็นคนพูดอีก ตอนเรียน รด. เราเป็นหัวหน้ากองร้อย ก็ได้พูด ได้สั่งคำสั่งเพื่อน เลยได้ฝึกมาบ้าง แล้วหนูพอมีทักษะในการเกลาภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น

แล้วตอนหลัง เพื่อนก็มาชวนให้ไปม็อบที่กรุงทพฯ หนูก็เลยไปร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ ครั้งแรกช่วงวันที่ 19-20 ก.ย. (2563) ที่มีการปักหมุดที่สนามหลวง มีรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่า ที่เขาติดตามการเมืองเขาเป็นคนชวนไป ไม่รู้แกนึกยังไง เราแทบไม่ได้คุยกันหลังเรียนจบ แกทักมา ถามว่าสนใจการเมืองไหม น่าจะเห็นที่หนูแชร์ข้อมูลในเฟซบุ๊ก แกก็ถามว่าจะมากรุงเทพฯ ไหม จะมีม็อบที่นี่ แกก็ส่งเรื่องม็อบแต่ละวันมาให้ด้วย เราก็เลยตัดสินใจไปร่วมชุมนุมใหญ่ เป็นม็อบครั้งแรกในกรุงเทพฯ

พอเข้าร่วมม็อบก็ทำให้เราตาสว่างมากขึ้น พอเริ่มมีการพยายามปราบม็อบ ยังไม่ถึงกับรุนแรง แต่วันนั้นตอนรุ่งเช้า มีข่าวเรื่องการพยายามล้อมม็อบ มีเอารถเมล์มาขวาง มีเจ้าหน้าที่ คฝ. มา เราก็รู้สึกว่าทำไมถึงทำขนาดนี้ แล้วก็มีปั่นข่าวว่าผู้ชุมนุมมีความรุนแรง ทำให้เรายิ่งตั้งคำถามต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

หลังจากนั้น หนูก็ไปร่วมม็อบในกรุงเทพฯ อีกหลายม็อบ ตอนนั้นมันเรียนออนไลน์ด้วย เลยได้เจอพี่ไมค์ พี่กวิ้น ก็เห็นหน้าเราบ่อย แล้วมันจะมีช่วงเดือนตุลา (2563) ที่แกนนำเริ่มโดนจับ เราก็เลยเริ่มขึ้นพูดที่กรุงเทพฯ น่าจะครั้งแรกที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ตอนนั้นมันเป็นมวลชนไร้แกนนำ ก็มีคนผลัดกันพูด เราก็เห็นว่าการจับกุมแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ทำไมต้องมาโดนอะไรแบบนี้

แล้วตอนที่เราขึ้นจับไมค์พูด หนูแนะนำตัวว่า หนูตี้ มาจากพะเยา หลายร้อยกิโล มาเพื่อบอกว่าสิ่งที่พวกคุณทำมันเหี้ยขนาดไหน ก็เลยเป็นที่มาของฉายา “ตี้ พะเยา” หลังจากนั้น

ตอนนี้สถานะนักศึกษา คือหนูซิ่วมาเรียน ม.รามคำแหง แล้ว โอนย้ายหน่วยกิจมาเรียนวิศวะ อีกประมาณสองปีจบ แล้วก็เรียนนิติฯ ไปก่อนด้วย อีกประมาณปีหนึ่งจบ ก่อนหน้านี้ลงเรียนนิติไว้ตั้งแต่อยู่พะเยา แต่หนูไม่ค่อยได้ไปสอบ เพราะมันชอบสอบตรงกับที่พะเยา ตอนหลังเลยได้มาเรียนมากขึ้น คิดว่ายังไงก็พยายามต้องเอาให้จบ ไม่งั้นเดี๋ยวยายตีหัวแตก

ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 หนูก็เริ่มเปิดตัวขึ้นปราศรัย แทบทุกม็อบ จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง พวกพ่อ ๆ แม่ ๆ เสื้อแดง เขาก็เห็นเราปราศรัยมาอยู่แล้ว บางทีมีม็อบเล็ก เวทีย่อย เขาก็เรียกเราไปขึ้น

เวทีที่ประทับใจ คือที่ชุมนุมหน้า SCB แล้วเวทีนั้นหนูก็โดนคดีด้วย แต่ก่อนเวทีนี้ มันมีเวทีที่หน้ารัฐสภา (#ม็อบ17พฤศจิกา) ตอนนั้นเราไปอาสาเป็นการ์ดด้วย อาจจะเพราะเราขายาว วิ่งเร็ว แล้วเราเรียน รด. มา เราก็เลยไปร่วมอยู่เป็นการ์ดแนวหน้า เราก็อยากดูแลแม่ ๆ ที่มาร่วมชุมนุม วันนั้นมันมีม็อบชนม็อบ แล้วก็มีฝั่งตรงข้ามใช้กระสุนปืน มีพี่อาชีวะที่โดนยิง ตอนแรกนึกว่ายางรถแตก แต่เมื่อเห็นว่าเป็นคนโดนยิง หนูก็ประสานอาสาพยาบาลเข้ามาช่วย

แล้วพอม็อบที่หน้า SCB เราก็ไปขึ้นพูดด้วย แล้วพูดเรื่องพี่อาชีวะที่โดนยิง เพราะเราพอเห็นเหตุการณ์อยู่แล้ว ซึ่งคนอาจจะยังไม่ทราบกัน ให้มันเป็นข่าวไปด้วย ตอนหลังเรายังไปร่วมยื่นเรื่องนี้กับ กมธ. ของเสรีพิสุทธิ์ในสภาด้วย แต่จนปัจจุบันก็เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถจับคนที่ยิงได้ 

หลัก ๆ หนูจะเป็นการ์ดมากกว่า ปราศรัยนี่ถ้าพี่ ๆ เขามาขอให้ขึ้นก็จะขึ้น หรือพ่อ ๆ แม่ ๆ มาขอ ก็จะขึ้น แต่ไม่ได้เสนอตัวขึ้น แล้วเราก็ไม่ได้มีสถานะเป็นแกนนำอะไร ไม่ได้มีบทบาทในการจัดการม็อบ เพราะคิดเราไม่ได้มีศักยภาพมากพอในการจัดการ

การรู้จักแล้วสนิทสนมกับพ่อ ๆ แม่ ๆ เสื้อแดง มันเกิดจากเรามีเวลาไปพูดคุย รับฟังเขา เราก็ไปสอบถามว่าตอนนี้เสื้อแดงเป็นยังไง แล้วถามคนหนึ่ง ก็เพิ่มขึ้นเป็นสอง เป็นสี่ เป็นแปด แล้วแม่ ๆ ก็เหมือนไปคุยกันว่าเด็กคนนี้มารับฟังข้อมูล เราก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการเคลื่อนไหวช่วงเสื้อแดง แม่ ๆ เขาก็น่าจะเอ็นดูหนู ก็เลยสนิทสนมกัน

ส่วนที่หนูไปเรียนนิติฯ อีกใบหนึ่ง เพราะตอนนั้นหนูก็คิดแล้วว่าอาจจะไม่ได้เรียนต่อที่พะเยา พอเริ่มโดนคดีมากขึ้น มันก็มีภาระต้องอยู่กรุงเทพฯ มากกว่า อาจารย์ก็พยายามช่วยหนู มีให้มาสอบย้อนหลังได้ หากติดต้องไปคดี แล้วพอเราออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็รู้สึกอยากมีความรู้เรื่องกฎหมาย หรือในอนาคต ก็คิดว่าอาจจะไปทางทนาย เพราะเชื่อว่าทำบทบาทด้านนี้ได้ ก็เลยไปลองลงเรียนไว้

แต่หนูพบว่า อาจารย์ไม่เคยพูดถึงมาตรา 112 เลยในการเรียน ทั้งที่เป็นประเด็นกฎหมายที่สังคมไทยให้ความสนใจ แต่ก็เข้าใจว่าในห้องเรียนก็ไม่กล้าที่จะพูด มีอาจารย์ท่านหนึ่งพูดกับหนูว่า บางอย่างก็พูดได้ แต่บางอย่างพูดไป ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ก็เลือกที่จะไม่พูดดีกว่า แต่แกก็บอกเรื่องพวกนี้มาถามนอกรอบได้

แล้วหลาย ๆ อย่าง มันก็ไม่เป็นไปตามตำราเลย อย่างเรื่องการสลายการชุมนุม ควรจะห้ามสลายการชุมนุมตอนมืด ๆ แต่กลายเป็นหลายม็อบ ทั้งหน้ารัฐสภา หน้าทำเนียบ โดนสลายตอนตีห้า เช้ามืด หรือการคุกคาม ไปตามเขาที่บ้าน ที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้มันกลายเป็นปกติ ทั้งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย มันก็ขัดต่อหลักกฎหมายด้วย

ในส่วนมาตรา 112 เราก็เข้าใจว่ามันมีการบังคับใช้อยู่ แต่การตีความของศาล ก็ตีความแบบกว้าง หรือไม่มีมาตรฐาน บางคดีลักษณะเดียวกัน บางศาลตัดสินยกฟ้อง บางศาลเห็นว่าผิด เลยไม่รู้ว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน อย่างเรื่องอดีตกษัตริย์ ที่บางศาลก็บอกว่าไม่ได้ครอบคลุมถึงรัชกาลเก่า แต่บางศาล ก็บอกว่าครอบคลุม บอกว่าคุ้มครองทั้งราชวงศ์จักรี ก็เลยไม่รู้ว่ามาตรฐานมันอยู่ตรงไหน

.

ความสำเร็จของม็อบในช่วงนั้น หนูชอบม็อบช่วงแรกมาก คือมันเห็นความสามัคคี มีการจับกุมแกนนำ มีการสลายชุมนุม แต่ก็ไม่มีการทิ้งกัน หลายคนก็สู้ต่อ ไม่ถอย เราเห็นก็ตื้นตันใจ คนไม่ยอมถอย นักเรียนก็มาร่วม พร้อมมาสู้ด้วย อายุ 15 16 ก็มา แม้แต่พระบางท่านก็เข้ามาช่วยกัน มันก็เลยเป็นภาพประทับใจ ตอนนั้นคิดว่าเราสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมไทย ที่เขาจะต้องมาฟังเรา รัฐสภาต้องมาฟังความเห็นของม็อบ

ตอนนั้นที่ขึ้นปราศรัยมากขึ้น และพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ หนูก็คิดว่าหนูอาจจะโดนคดี อาจจะไม่ได้โดน 112 แต่อาจจะโดนข้อหาอื่น หนูก็คิดว่าเขายัดอยู่แล้ว เพราะบางคนแค่ไปร่วมเฉย ๆ ก็โดน ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เราก็คิดว่าคงโดน แต่จะโดนแบบโทษหนักโทษน้อย ก็อีกเรื่องหนึ่ง  แต่ทุกครั้งที่พูดเรื่องสถาบันฯ หนูก็คิดว่าไม่มีใครควรโดนหรอก แต่ในสังคมไทย กับกลุ่มคนที่อยู่ในอำนาจที่เป็นแบบนี้ มันก็มีโอกาสโดนคดี แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะโดนไปกว่า 20 คดี แบบนี้

ถ้าเป็นพวกคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เต็มที่ มันสร้างความเสียเวลาในชีวิต ต้องไปศาล ไปสถานีตำรวจ บางทีมันตรงกับช่วงสอบ บางศาลก็ไม่ให้เลื่อน แล้วถ้ามีนัดคดีเยอะ เราก็ไม่สามารถไปรับงานฟรีแลนซ์เพื่อหารายได้ได้

งานฟรีแลนซ์ที่หนูทำบางงาน ต้องรับขั้นต่ำต่อเนื่อง 3 วัน ถ้าทำงานไม่ได้วันหนึ่งในสามวัน เขาก็จะไม่เอาเลย ตอนนั้นมีที่เราไปรับงานฟรีแลนซ์ของแบรนด์ขนม ต้องทำ 14 วัน แต่มีศาลอยู่ 2 วัน เราจะต้องลาไป นายจ้างเขาก็บอกคุณรับงานนี้ไม่ได้ เขาก็ไม่เอาเลย เราก็ไม่ได้งาน ทำให้สูญเสียโอกาสด้านรายได้

ส่วนคดี 112 จะหนักกว่านั้น นอกจากรายได้ นอกจากเวลาแล้ว ยังทำให้สูญเสียโอกาสในการทำงานด้วย เพราะบางนายจ้าง ถ้าเขาจำเราได้ หรือเขารู้ว่าเราโดน 112 เขาจะไม่จ้าง อาจเพราะคิดว่ามีความเสี่ยง ที่เราจะถูกเจ้าหน้าที่มาตาม หรือไม่รู้ว่าไอ้นี่จะถูกเข้าเรือนจำตอนไหน งานที่หนูได้ฟรีแลนซ์ตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็คือเขาไม่รู้ว่าหนูถูกคดี ไม่ได้รู้ว่าเราเคยเคลื่อนไหว แต่ข้อดีคือประสบการณ์ทำงานเราค่อนข้างเยอะขึ้น รับงานมาเป็น 100 งานแล้ว เขาก็มองว่ามีประสบการณ์ ไม่ต้องฝึกมาก หลายที่ก็รับอยู่

เราต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง แรก ๆ ไม่ต้องส่งที่บ้าน คือหลังจากแม่หนูกลับจากต่างประเทศ เขาก็ได้เงินเกษียณอายุมาก้อนหนึ่ง แต่เขาเอาไปลงทุนธุรกิจ แต่ปรากฏว่าเจ๊ง หนูก็เอาเงินเก็บไปช่วยลงทุนทำฟาร์มเห็ด ที่บ้านหนูก็อยู่กันหลายคน ก็ทำฟาร์มเห็ดส่ง มีแม่หนูเป็นหลักคนเดียว  แต่ตอนหลังเห็ดที่ทำมันก็ราคาตก ลงทุนไปก็ได้ประมาณเท่าทุน หนูก็เลยกลายเป็นต้องหารายได้ส่งกลับที่บ้านด้วย

มีช่วงที่หนูต้องติดกำไล EM ด้วย เป็นปีอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นก็ไปยื่นขอถอดครั้งหนึ่ง แต่ศาลยังไม่ให้ถอด ก็รอไป บางทีหนูไม่ได้ชาร์จแบต เขาก็โทรตาม แล้วหนูก็ชาร์จ แล้วไม่ได้หนีไปไหน

แต่ EM มันทำให้เกิดแผล เพราะมันใส่แล้วเสียดสีกับตาตุ่ม พอใส่ ๆ ไปหนังมันก็แข็งขึ้น สอง เวลาทำงานต้องใส่กางเกงขายาวเท่านั้น ช่วงนั้น หนูไม่สามารถรับงานพิธีกร MC ได้เลย เพราะส่วนใหญ่ เขาจะให้ใส่ชุดกระโปรง หรือชุดที่ไม่ใช่กางเกงขายาว หนูก็รับงานไม่ได้ เพราะมันจะเห็น EM แต่พวกงาน PC (งานแนะนำสินค้า) จะรับได้อยู่ เพราะเขาให้ใส่กางเกงขายาวได้อยู่แล้ว

แล้วก็มีเรื่องการเดินทาง พอเรามีคดีที่เชียงใหม่ด้วยคดีหนึ่ง ช่วงนั้นการเดินทางก็ต้องนั่งรถไฟไป เพราะติด EM จะขึ้นเครื่องบินไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการคุกคาม มีตำรวจไปบ้านที่ราชบุรี ตอนแรกหนูก็ไม่รู้ เพราะบ้านอยู่บ้านเขา ต้องตั้งใจเข้ามา แล้วทราบว่าเคยมีเจ้าหน้าที่มาตามหาบ้าน แถวนั้นบางบ้านก็ไม่ได้รู้ชื่อจริงเรา เขามาถามหาวรรณวลี เขาก็ไม่รู้ รู้จักแต่ตี้ แต่หลัง ๆ เข้าใจว่าเขาตามหาจนเจอ เลยมีตำรวจขึ้นมาถึง แต่ตอนแรกที่บ้านไม่ได้บอกหนู แต่พักหลัง ๆ หนูเปรยกับแม่ว่ามีเพื่อนที่เคลื่อนไหวการเมืองโดนตำรวจตาม แต่ดีเนอะที่เขาหาบ้านเราไม่เจอ แม่หนูรีบท้วงว่าหาไม่เจออะไร มันมาเดือนละครั้งเลยนะ 

หลังจากนั้นหนูก็บอกว่าถ้าตำรวจมา ให้โทรหาหนู เขาก็โทรมา ยื่นให้คุยกับตำรวจเลย ตำรวจก็บอกว่าอย่ามองว่าพี่มาคุกคามนะ พี่ก็มาตามหน้าที่ มันก็ประโยคที่ทุกคนเจอ หนูก็บอกว่าช่วยดูแถวนั้น ที่มีคนค้ายาด้วยนะ ก็ฝากงานแกไป

มีช่วงที่หนูเข้าเรือนจำ 11 วัน หนูเข้าวันที่ 27 เม.ย. 2564 ในวันเดียวกัน มีตำรวจไปที่บ้าน บอกที่บ้านว่าหนูโดนหมายจับ แต่ตอนนั้นหนูอยู่ในเรือนจำแล้ว ก็งง ๆ ว่าเขาไม่คุยกันก่อนเหรอ จะมาตามที่บ้านเพื่ออะไร แล้วยายหนู เราก็ไม่ได้บอกว่าต้องเข้าเรือนจำอะไร กลัวแกเครียด แต่ก็ได้รู้จากตำรวจวันนั้นแหละ ว่าหนูอยู่ในเรือนจำ ตำรวจก็ต้องมาปลอบยายว่าน้องมันยังเรียนอยู่ เดี๋ยวก็ได้ออกนะ ก็ตลกดี

มีตลกอีกอย่าง ประมาณปลายปี 2567 มีตำรวจมาบ้าน 2 ครั้งในวันเดียว ช่วงนั้นเหมือนมีขบวนเสด็จมาราชบุรี แล้วช่วงเช้ามีตำรวจหน่วยหนึ่งมา ถัดไปอีกสองชั่วโมง ตำรวจในพื้นที่อีกหน่วยมาอีก มันก็ตลกดี หนูก็ไม่ได้อยู่บ้าน เขาไม่ได้คุยกันหรือยังไง

.

.

เรื่องที่บ้าน ตอนแรกเขาคิดว่ามันไม่ได้หนักขนาดนั้น คือเขารู้นิสัยหนู เป็นคนรั้น อยากทำอะไรก็ทำ เป็นเด็กดื้อเงียบ แต่ทีนี้ หลัง ๆ เขารู้ว่าห้ามไปก็ไม่ฟัง ก็ขอให้ดูแลตัวเองให้ดี ทำอะไรก็ให้นึกถึงผลกระทบต่อตัวเอง ไม่ต้องนึกถึงที่บ้านก็ได้ ตัวเองรับความเสี่ยงได้ไหม ถ้ารับได้กับการออกไปทำเพื่อคนอื่น รับได้กับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข เขาก็ไม่ว่า แต่ไม่อยากให้ทำแล้ว มาเสียใจทีหลัง

แม่หนูค่อนข้างเซนซิทีฟ ส่วนหนึ่งที่เขากลับมาไทย ไม่ใช่แค่เรื่องโควิด แต่เพราะรู้ว่าหนูโดนคดีการเมืองด้วย เขาก็เป็นห่วง แต่หนูรู้ว่าเขาเซนซิทีฟ เลยอาจจะไม่ได้เล่าให้เขาตลอด แต่กับยายหนู เขาไม่ค่อยอะไร ยายบอกว่าแต่ว่าเอ็งต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เอ็งทำ ถ้าต้องติดคุก ยายก็คิดว่าหนูอยู่ได้ แต่ถ้าเขารู้ว่าหนูทุกข์ เขาอาจจะเสียใจมาก คือยายหนูเขาคิดว่าหนูทำได้ มีจิตใจที่เตรียมพร้อม ยายก็เลยไม่ค่อยเครียด

สำหรับตัวเอง หนูก็เตรียมใจไว้ว่าอาจจะต้องติดคุกอีก แต่ไม่ได้รู้สึกว่าจะอยู่ไม่ได้ มันอาจจะดูตลก ตอนที่หนูไปเรียน รด. ได้ไปเขาชนไก่ด้วย รู้สึกว่าตรงนั้นมันกฎระเบียบเยอะกว่าในคุกอีก ตื่นเช้ามันต้องวิดพื้นแล้ว ต้องมุดต้องคลานแล้ว  เราก็พยายามสร้างมายด์เซ็ทเรา ว่าอาจจะเป็นการฝึกอีกวิธีหนึ่ง หรือเป็นการ social detox ก็ได้ ท้ายที่สุด เราก็เลือกไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้มาก ถ้าต้องเข้าไป ก็ปรับตัวอยู่ให้ได้ ก็พยายามเตรียมใจไว้

วิธีแบบนี้ อาจจะมาตั้งแต่เด็ก ๆ คือก่อนหน้านี้ แม่เขามีธุรกิจกับพ่อ แต่ตอนนั้นเศรษฐกิจล้ม เจอวิกฤติต้มยำกุ้งไป บ้านหนูต้องผ่านวิกฤตนั้น แม่หนูยังเลิกกับพ่อด้วย แล้วแม่หนูเป็นพี่คนหัวปลี ต้องดูแลคนทั้งบ้าน เลยต้องไปทำงานอยู่ต่างประเทศสิบกว่าปี ตอนที่เขาไปแรก ๆ ที่บ้านไม่มีเงินเลย เหมือนต้องขายทรัพย์สินในบ้านเป็นทุนในการไปทำงานที่นั่น ช่วงสองสามเดือนแรกที่ไป ก็ยังไม่ได้มีเงินส่งกลับมา ยายหนูต้องเก็บขวดขาย

ตอนนั้นหนูอยู่ประถม หนูก็ตามไปเก็บขวดกับยาย ในสังคมของหนูตอนนั้น ก็มีการบูลลี่กัน ว่าเราทำอาชีพเก็บขวด เป็นคนเก็บขยะ ตอนนั้นหนูจำได้ว่าก็คิดว่าทำไมกูต้องอาย ในเมื่อนี่คือยายกู แล้วเขาดูแลกูมา หนูก็คิดแบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก มายด์เซ็ทหนูมันก็เลยเป็นแบบพยายามปรับตัวกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ให้อยู่ให้ได้

ยายหนูเป็นคนที่ไม่ดุเลย ตามใจหลานด้วยซ้ำ บางทีกลับมาจากเรียน รด. เข้าห้องหนูไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่คอมแบตขึ้นเตียง ยายเดินมาถอดรองเท้าให้ แล้วก็เอาข้าวมาให้ เป็นคนอื่นอาจจะเคยตัวแล้ว แต่หนูจะรู้สึกว่ายายทำทำไม จะสอนให้หลานเป็นคนเห็นแก่ตัวทำไม หนูก็บ่นเขา ยายก็บอกว่ากูรักมึง กูอยากทำ เพราะมึงเป็นหลานกู แต่ถ้ามึงจะสันดานไม่ดี นั่นก็คือตัวมึง ยายหนูเป็นแบบนั้น เราน่าจะได้ความเข้มแข็งบางส่วนมาจากยาย

ที่หนูยังอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ว่าหนูอวดเก่ง ด้วยความที่ยายหนูอายุ 80 กว่าแล้ว ถ้ายายหนูป่วย หนูกลับมาดูแลยายไม่ได้แล้ว  น้าหนูปัจจุบันสองคนป่วยเหมือนกันนะ ก็กลายเป็นแม่ที่จะรับภาระมากขึ้น แล้วยายหนู คนอื่นไม่สามารถแทนหนูได้ แต่แกเคยบอกว่าถ้าอะไรแล้วเห็นว่ามีอนาคตที่ดี หรือมีความสุข ก็ทำเลย ไม่ต้องห่วงเขา

.

คือเราตัดสินใจออกมาแล้ว เรายอมรับชีวิตของเรา ยอมรับการแลกอิสรภาพหรืออะไรต่าง ๆ แลกไปแล้ว เราจะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้มันสูญเปล่าไปหมด หรือหายไปแน่นอน

หนูไม่เคยหมดหวังในคนนะ คือหนูเชื่อว่าคนหลังยุคหนูไป ที่เป็นเจนใหม่ขึ้นมา หนูเชื่อว่าเจนใหม่มันเข้าถึงข้อมูลได้เยอะขึ้น เข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น และน่าจะวิเคราะห์เองได้ แต่สิ่งที่กังวล คือคนรุ่นโบร่ำโบราณ จะไปขัดขวางการวิเคราะห์ของน้อง ๆ มันไหม

ถ้าหนูต้องเข้าเรือนจำไป หนูอยากบอกว่า มันมีประโยคหนึ่งที่หนูเคยได้ยินจากพ่อ ๆ แม่ ๆ เสื้อแดงที่ออกมาต่อสู้ ว่าเขารู้สึกเสียใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราต้องเข้าไปในเรือนจำ เขารู้สึกเสียใจที่เรียกร้องให้พวกเราออกมา อะไรแบบนี้ แต่หนูอยากจะบอกเขาว่า พูดเหมือนเดิมทุกครั้งก่อนจะตัดสินด้วยว่า อย่าโทษตัวเอง คำนี้มันคือการโทษตัวเอง หนูอยากให้เขาภูมิใจด้วยซ้ำ ที่วันนี้ หลายคนที่ใช้ชีวิตในประเทศนี้ ตระหนักถึงสิทธิที่ควรจะได้ แล้วไอ้สิ่งเหล่านี้ มันทำให้จากหนึ่ง มันจะเกิดสอง จากสองมันจะเกิดสี่ มันทำให้ประเทศพัฒนาได้ แล้วการตายของเพื่อนพี่น้องเขา ที่ตายไปในการเคลื่อนไหว มันจะไม่สูญเปล่า เพราะมันเกิดสิ่งเหล่านี้แล้ว

การที่หนูออกมา หนูไม่ได้ออกมาทำเพื่อคนอื่น แต่หลัก ๆ มันคือตัวหนูเองด้วย เพราะหนูยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมบ้า ๆ นี้ด้วย ถ้าเราไม่ออกมาเพื่อจะทำอะไรสักอย่าง สุดท้ายเราก็ต้องยอมอดทนใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งที่คนอื่นอยากจะให้เราเป็น หรือให้เราใช้ โดยที่เราไม่มีสิทธิมีเสียงเลย ดังนั้นการที่หนูออกมา มันก็ทำเพื่อตัวเองด้วย

แล้วก็ไม่ต้องเสียใจ ถ้าหนูต้องเข้าในเรือนจำ ไม่ต้องคิดว่าหนูจะฟูมฟาย คือหนูห่อเหี่ยวแน่นอนแหละ ไม่ได้จับโทรศัพท์ ไม่ได้กินเบียร์ ไม่ได้เฮฮาปาจิงโกะ ไม่ได้เล่นเกมส์ มันเรื่องปกติหนูว่า แต่ยังไงหนูก็อยู่ได้แน่นอน อยู่ได้แน่นอน อาจจะออกมาแล้วมีกล้ามก็ได้ เพราะถูกวิ่งทุกวัน (หัวเราะ)

.

X