‘ตี้’ วรรณวลี ประกาศอดอาหารวันแรก: จากหน้าเวทีปราศรัย สู่พื้นที่ต่อสู้ใหม่ด้านหลังกรงขัง

จุดหมายปลายทางการเยี่ยมวันนี้ คือ ทัณฑสถานหญิงธนบุรี ที่คุมขัง “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา มากว่าเจ็ดวัน ระยะทางไปกลับกว่า 100 กิโลเมตร นับว่าไม่ใกล้ ที่นั่นเราเจอพ่อแม่ของเธอที่มาไกลกว่า และมาเพียงแค่ส่งข้อความฝากทนายความไปถึงลูกเท่านั้น เพราะช่วงนี้ทางเรือนจำยังไม่ให้ญาติเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยังคงอยู่ แม้ไม่อาจพบหน้าได้ แต่พวกเขาก็อยากมาอยู่ใกล้ รอฟังข่าวสารจากทนาย

เรากับตี้เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก หลังจากเราให้ตี้อ่านจดหมายที่ญาติและเพื่อนฝูงฝากมา เราอัพเดทข่าวสารและประเมินเรื่องการประกันตัวร่วมกัน ตี้อยากรู้ว่าเพนกวินเป็นอย่างไรบ้าง ตี้บอกเราว่าจะเริ่มอดอาหารวันนี้ เราถามย้ำว่าเอาจริงเหรอ ตี้ยืนยันกลับมาหนักแน่น และไม่มีท่าทีกังวลหรือลังเล พร้อมเล่าว่า ตี้กินข้าววันละมื้อมาหลายเดือนแล้ว และยิ่งช่วงเพนกวินอดข้าว เธอก็กินได้เพียงวันละสามสี่ช้อนเท่านั้น ตี้จึงจะเริ่มอดอาหารในวันนี้ตามเพนกวิน

เราถามตี้ว่าทำไมถึงเป็นห่วงเพนกวินนัก ตี้เลยเริ่มเล่าว่า “กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว (2563) หนูขึ้นปราศรัยครั้งแรก พูดถึงกรณีของธรรมนัส พ่อค้าแป้ง หนูเรียนที่พะเยาเลยพูดเรื่องเขา เขามีอิทธิพลมาก ขนาดคนที่นั่นไม่กล้าพูดชื่อ หลังจากหนูพูด ยังมีคนที่เคยได้รับผลกระทบจากเขามาเตือนหนูเลย แต่หนูเป็นคนที่ถ้าเห็นว่าอะไรถูกต้องแล้ว ก็ต้องพูดได้ ทำไมเราจะพูดไม่ได้

“ต่อมาช่วงกลางปีหนูได้เจอกับเพนกวิน กวิ้นมาปราศรัยที่พะเยา เราเลยเริ่มศึกษาว่าเพนกวินเป็นใคร ก็ยังเป็นนักศึกษาเหมือนเรา ก่อนหน้านี้หนูเคยได้ยินชื่อ พริษฐ์ ชิวารักษ์ อยู่ แต่หนูไม่รู้ว่าคือเพนกวิน หนูเคยเห็นข่าวเด็กนักเรียนกางเกงขาสั้นที่เคยไปชูป้ายไล่ประยุทธ์ และเพิ่งมารู้ว่าคือเพนกวิน หนูลองนับเวลาดู ช่วงมัธยมปลายเรายังเล่นเกมส์ ยังไม่ได้ทำกิจกรรมเลย แต่เพนกวินไปไล่ประยุทธ์แล้ว กวิ้นสู้มาตลอดหลายปี

“พอเราได้เจอเพนกวิน วันนั้นกวิ้นชวนว่าไปกรุงเทพมั้ย หนูไม่รู้หรอกว่าแกชวนจริงหรือไม่จริง แต่หนูตอบรับ เราอยากติดตาม เราสัมผัสได้จากสิ่งที่เราเห็นว่าเพนกวินมีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงมาก ทั้งที่เจอการคุกคามหลายอย่าง เหมือนแกเป็นศาสดาเลย พอหนูมากรุงเทพฯ ก็ไม่ผิดหวัง เห็นแกสู้ไม่กลัวตาย แม้จะเข้าเรือนจำ คนอื่นก็จะกลัว แต่เพนกวินยังมองว่าแค่เปลี่ยนพื้นที่สู้ อดข้าวสู้เพื่อคนอื่น แกมีความเป็นมนุษย์มากกว่าตุลาการ หนูเป็นห่วงว่าถ้าแกเสียชีวิต หนูจะตามไปด้วย หนูไม่ได้เป็นเด็กปากดี แต่หนูพูดแล้วทำจริง

“น้องๆ ที่รู้จักหนู ก็จะรู้ว่าหนูทำจริง ถ้าเราออกมาเรียกร้อง แล้วต้องมีคนจบ ต้องมีคนตายก่อน หนูขอเป็นคนนั้น หนูรู้ หนูศึกษาประวัติศาสตร์มา เพนกวินก็เป็นแบบนั้น ถ้าเพนกวินเป็นอะไรก็ไปตาม หนูก็พร้อมสู้ไปกับเขา หนูจะไม่ปล่อยให้เขาสู้คนเดียว

“ถ้าเราสู้แล้วชนะ ทุกคนก็ได้ประโยชน์ แม้กระทั่งคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา ความจริงมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เพนกวินต้องแลกด้วยซ้ำ แต่เพนกวินมองเพื่อส่วนรวม เรื่องนี้หนูไม่เคยพูดต่อหน้าแกเลยนะ เพราะหนูเห็นแกเหนื่อย ถ้าแกมีเวลาพัก ก็อยากให้ได้พัก

“หนูต้องการอดข้าวเป็นเพื่อนเพนกวิน และเพื่อเป็นการอารยะขัดขืน ถ้าเราสละชีวิตแล้วสามารถเปลี่ยนตุลาการ เปลี่ยนประเทศ ไม่ให้มีคดีชนคนแบบกระทิงแดง หรือคดีเสือดำ หนูว่าคุ้ม เพราะเรามีคนตั้ง 70 ล้านคน ได้ประโยชน์ แต่ถ้าสู้แล้วไม่เปลี่ยน ก็จะมีเด็กรุ่นต่อๆ ไปที่ได้เห็น ได้เป็นตัวอย่างน้องๆ ให้ลุกขึ้นสู้

“อีกเรื่องหนึ่ง หนูมองว่าเวลาตุลาการให้ประกัน ไม่ควรต้องวางเงินเป็นจำนวนเท่ากัน ควรดูจากเปอร์เซ็นต์รายได้ของแต่ละคน อย่างเช่น คนรวยถ้าเค้าวางเงินประกันแค่หนึ่งหรือสองล้านบาท ไม่ได้มีปัญหากับเขา แต่ถ้าเป็นคนจน เขาไม่มีเงินมาวางหรอก มันไม่เป็นธรรม หนูคิดว่าเงินประกันควรเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้มากกว่า”

มาถึงตรงนี้เราเลยถามกลับไปว่า ตี้มาสนใจการเมืองได้อย่างไร

“หนูเริ่มสนใจการเมืองช่วงมัธยมหก เพราะว่าช่วงมัธยมปลาย หนูย้ายจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัด พอย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ในขณะที่เพื่อนมีเงินมาโรงเรียนแค่ 20 ถึง 30 บาท แต่เรามีเงิน 100 บาท ไปโรงเรียน หนูเป็นคนรักเพื่อนมาก หนูแบ่งให้เพื่อนตลอด แต่พอ ม.6 ก็คิดว่าถ้าเรียนจบแล้วจะทำยังไง เพราะหนูไม่สามารถให้เงินเพื่อนไปตลอดได้ หนูก็เลยไปศึกษาว่าจะทำยังไงให้เพื่อนมีรายได้ เลยรับรู้ปัญหาถึงความเหลื่อมล้ำ เราจะต้องขยายงาน จะต้องให้คนเข้าถึงสวัสดิการ หนูเคยทำเพจมนุษย์ยุคใหม่ขึ้นมาพูดเรื่องนี้ แต่พออาจารย์ที่โรงเรียนทราบ ก็มาห้ามและขอร้องให้ปิดเพจ เพราะในเพจหนูแสดงความเห็นแบบตรงไปตรงมา

“หลังจากนั้นหนูศึกษาข้อบกพร่องของรัฐบาล หนูเรียนเศรษฐศาสตร์ด้วยใช่มั้ยพี่ เราต้องดูว่าประชาชนเสียเงินไปทำอะไรตรวจสอบได้หรือไม่ ภาษีที่ดีต้องตรวจสอบได้ แต่ทำไมคณะรักษาความสงบแห่งชาติตรวจสอบไม่ได้ ก็เกิดข้อสงสัย หรืออย่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 ทำไมคนไทยยอมได้ คดีต่างๆ ที่ไม่มีความคืบหน้า คนในต่างจังหวัดยังกลัวตำรวจอยู่เลย แต่ถ้าเทียบกันคนในเมืองจะรู้ว่าถ้าตำรวจไปจะต้องถามหาหมาย พอไปต่างจังหวัดเราเห็นว่ามันมีเรื่องการใช้อำนาจเยอะมาก มีมาเฟีย มีผู้มีอิทธิพล ดูผิดแปลกไปหมด”

เราคุยกับตี้เกือบสองชั่วโมง ด้วยความนับถือในความเข้มแข็งของเขา ตี้มีความสนใจในกระบวนการยุติธรรม ชนชั้นตุลาการคือใครบ้างพี่ เราจะเจอศาลเมื่อไหร่ ตี้ถามเรากลับ

ตี้เรียนคณะแพทย์ศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และหลักสูตรเศรษฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นหลักสูตรสองปริญญา นอกจากนี้ ตี้ยังลงเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ควบคู่ไปด้วย ถ้าตี้เรียนจบทั้งหมด ตี้จะมีสามปริญญา แต่ตอนนี้ตี้ต้องอยู่ในเรือนจำ เราอดเศร้าไม่ได้ว่าที่ผ่านมาเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ถึงต้องมีคนรุ่นใหม่เอาอนาคต หรือแม้กระทั่งชีวิตตัวเองมาแลกขนาดนี้

คุยกับตี้ครั้งแรก ตี้ยังห่วงใยทนายแปลกหน้า ว่าได้พักบ้างหรือเปล่า เหนื่อยไหม เราตอบตี้ไปว่าปกติ ตี้ทำเสียงสูงกลับมาว่าปกติจริงเหรอ เราเลยบอกว่าเหนื่อยเป็นเรื่องปกติ เทียบไม่ได้กับน้องๆ และคนที่ออกมาต่อสู้ จนต้องเสียเสรีภาพและถูกคุมขัง

เราออกมาแจ้งญาติตี้ ถึงเรื่องราวที่ตี้สื่อสารออกมา ช่วงนี้ตี้ยังอยู่ในช่วงกักตัวยังไม่ได้ลงแดน ยังไม่สามารถเบิกเงินที่ฝากไปใช้ได้ แต่ขนมกรุบกรอบเล็กน้อยๆ ที่ญาติส่งเข้าไปสามารถเปลี่ยนเป็นแรงงานเพื่อช่วยเหลือตี้ในเรื่องอื่นๆ ได้ พวกเขารับรู้ และเป็นห่วงโดยเฉพาะเรื่องอดอาหาร ไม่อยากให้ตี้อดข้าว อยากให้ตี้แข็งแรง แต่ฟังจากน้ำเสียงตี้แล้ว ตี้เด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งในการต่อสู้เหลือเกิน

เราเดินออกมาจากเรือนจำ ต้นทองอุไรออกดอกบานสะพรั่งเรียงรายเป็นแนวยาวหลายสิบเมตร ดอกเหลืองสดใสให้ความหวัง เห็นดอกไม้แล้ว…คิดถึงตี้และอีกหลายคนในเรือนจำ

ดอกไม้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อถึงเวลาเบ่งบาน มันก็บาน ห้ามไม่ได้เสียด้วย

เขียนบันทึกถึงตรงนี้ก็ได้แต่หวังว่าคำแถลงของศาลยุติธรรมในวันนี้ “ศาลยุติธรรมทุกศาลจะยังคงทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติ พิพากษาและมีคำสั่งให้คู่ความทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันต่อไป” จะเป็นจริง

 

ทัณฑสถานหญิงธนบุรี

3 พฤษภาคม 2564