ในวันที่ 15 ต.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 ศาลอาญา รัชดา มีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ “ไจโกะ” (สงวนชื่อและนามสกุล) หรือเดิมที่ใช้นามสมมติว่า “ใจ” อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี ที่ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีทวีตรูปและพระราชดำรัส “ไม่ต้องจำว่าฉันคือใคร แต่จำว่าฉันทำอะไรก็พอ” ของรัชกาลที่ 9 พร้อมข้อความแสดงความเห็น เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
คดีนี้มี อารีย์ จิวรรักษ์ รับมอบอำนาจจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้กล่าวหา ไว้ที่กองบังคับการปราบรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) ไจโกะให้การปฏิเสธและมีข้อต่อสู้ว่าองค์ประกอบของมาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ไม่ได้คุ้มครองกษัตริย์ในอดีต
ภายหลังคดีถูกสั่งฟ้องและมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสิ้น 10 ปาก ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา โดยระบุว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เท่านั้น แม้รัชกาลที่ 9 จะสวรรคตไปแล้ว การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นความผิดอยู่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่กระทบต่อรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นพระราชโอรสและทรงครองราชย์ในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืน
ตลอดการถูกดำเนินคดีนี้ ไจโกะได้รับการประกันตัวมาตลอดกระบวนการ หากศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก จะเป็นผลให้คดีสิ้นสุดลง และเธอต้องเข้าเรือนจำรับโทษตามคำพิพากษาทันที
ก่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 15 ต.ค. 2569 นี้ จึงชวนอ่านข้อต่อสู้ทางคดีของเธอในชั้นฎีกา
ย้อนอ่านบันทึกสืบพยาน เปิดแฟ้มคดี ม.112 ของ “ใจ” นักศึกษาถูกฟ้องทวีตข้อความหมิ่นอดีตกษัตริย์รัชกาลที่ 9
.
ผ่านมา 6 ปี หลัง “ไจโกะ” ถูกฟ้อง ม.112 จากการโพสต์ข้อความและภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ร. 9 การต่อสู้มาจนถึงชั้นฎีกา เพื่อยืนยันว่า ‘ม.112 คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์องค์ปัจจุบัน’
ต่อมาจำเลยได้ยื่นฎีกาขอให้มีคำพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาและยกฟ้องจำเลย หรือรอการกำหนดโทษ หรือให้รอการลงโทษไว้ โดยมีใจความสำคัญ 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์และโพสต์ข้อความตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ที่ถูกกล่าวหาและบัญชีเฟซบุ๊กที่พบเป็นบุคคลเดียวกันโดยพิจารณาจากภาพถ่ายที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่ไม่มีหลักฐานทางเทคนิคอื่นใดอีก เช่น IP Address, Log-in Data หรือการยืนยันจากแพลตฟอร์ม เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ และไม่มีพยานโจทก์ปากใดสามารถยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการโพสต์จริง
อีกทั้งการสืบสวนของ พ.ต.ต.ประยุทธ ตรวจสอบเพียงภาพถ่ายจากบัญชีเฟซบุ๊กที่คล้ายกันซึ่งไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเป็นบัญชีเดียวกัน หรือมีการใช้งานโดยบุคคลเดียวกันเลยแต่อย่างใด และไม่มีการพิสูจน์ว่าบัญชีดังกล่าวถูกแฮก ถูกใช้โดยผู้อื่น หรือมีการแอบอ้าง
ประเด็นที่สอง มาตรา 112 ต้องตีความอย่างเคร่งครัด คุ้มครองเฉพาะ ‘พระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่’
จำเลยไม่ได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เลยแม้แต่คำเดียว การตีความกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของกฎหมาย คำว่า “พระมหากษัตริย์” ตามมาตรา 112 จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่เท่านั้น และไม่มีบทบัญญัติใดที่คุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้ว ซึ่งในทางกฎหมาย เมื่อบุคคลใดถึงแก่กรรม ย่อมไม่สามารถถูกหมิ่นประมาทได้อีก
การขยายขอบเขตว่ามาตรา 112 โดยอ้างว่ากระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน เป็นการตีความกว้างเกินไปและขัดต่อการหลักการตีความกฎหมายอาญา ที่ต้องตีความโดยเคร่งครัด การตีความคำว่า “พระมหากษัตริย์” ให้ขยายรวมถึงพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้ยังคงครองราชย์อยู่ในขณะกระทำผิด เป็นการตีความผิดต่อหลักวิชานิติศาสตร์และจะทำให้หาขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ว่าจะคุ้มครองใครบ้าง จำนวนกี่คน และจะคุ้มครองพระมหากษัตริย์ไทยกี่ราชวงศ์
นอกจากนั้น การตีความเช่นนี้จะทำให้ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรในลักษณะ 1 หมวด 1-4 หาขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ และเป็นไปตามอำเภอใจของศาลในแต่ละองค์คณะว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไร และจะเกิดเหตุการณ์การบังคับใช้กฎหมายอย่างไร้หลักการและเป็นไปตามอำเภอใจ
จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้ง 8 ปาก ทุกปากได้เบิกความถึงองค์ประกอบความผิดและการบังคับใช้มาตรา 112 อย่างขัดแย้งกันเอง หาความแน่นอนและขอบเขตในการบังคับใช้ไม่ได้ เพราะโจทก์พยายามจะบิดเบือนการบังคับใช้กฎหมายโดยใช้วิธีตีความขยายขอบเขตของมาตรา 112 ออกไปให้ไปครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ให้ได้
นอกจากนี้ การตีความขยายองค์ประกอบความผิดและขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 112 อย่างเข้มงวดและกว้างขวาง นำไปสู่การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งละเมิดสิทธิภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ทำให้หลายองค์กรแสดงถึงความกังวลในการใช้กฎหมายดังกล่าว เช่น คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการของสหประชาชาติ (WGAD) ระบุว่าเป็นบทบัญญัติที่กำกวมและกว้างเกินไป
ประเด็นที่สาม ต่อให้ศาลพิพากษาว่ามีความผิด ก็ไม่สมควรลงโทษโดยไม่รอลงอาญา ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นปรปักษ์อย่างร้ายแรงต่อองค์พระมหากษัตริย์ กระทบความรู้สึกของคนที่จงรักภักดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะมีอายุ 19 ปี (ขณะเกิดเหตุ) แต่จำเลยปฏิเสธจึงยังไม่รู้สำนึก การไม่เคยทำผิดมาก่อนและมีภาระต่อครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลย ไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ
จำเลยขอเรียนว่า อายุของจำเลยเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในทางลงโทษ เพราะจำเลยมีอายุเพียง 19 ปี ยังไม่มีวุฒิภาวะเต็มที่ตามหลักสากลและแนวทางของศาลไทย การลงโทษสถานหนักโดยไม่เปิดโอกาสให้กลับตัว อาจส่งผลเสียต่ออนาคตของจำเลยมากกว่าการช่วยให้เกิดการปรับปรุงพฤติกรรม รวมถึงจำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำผิดมาก่อน ไม่มีประวัติอาชญากรรม
อีกทั้ง การปฏิเสธข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐานว่าไม่มีสำนึกผิด การปฏิเสธข้อกล่าวหาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการไม่สำนึกผิด ส่วนที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าภาระครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลย แต่สามารถนำพฤติการณ์มาพิจารณาประกอบการลงโทษได้ เพราะหากจำเลยต้องรับโทษจำคุก ย่อมส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ต้องพึ่งพาจำเลย ซึ่งขัดต่อแนวทางของกฎหมายที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษที่รุนแรงโดยไม่จำเป็น
.
ดูวิดีโอเรื่องราวของไจโกะ Jaiko is Happy – 8 ฉากชีวิตของ “ไจโกะ” จำเลยคดี ม.112 ก่อนฟังคำพิพากษาชั้นฎีกา
ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์ “ถ้ามันต้องสู้อีก ก็คงต้องสู้กันต่อไป หวังมากที่สุดในทุกครั้งที่สู้ ขอให้เราได้กลับบ้าน” คุยกับ “ใจ” จำเลยคดี 112 ผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นอดีตกษัตริย์
อ่านรายงานการศึกษา “ว่าด้วยปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์”
.
