ศาลฎีกาพิพากษายืน คดี ม.112 ของ ‘โด่ง ประสงค์’ กรณีโพสต์เฟซบุ๊กปี 64 จำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีสิ้นสุดและถูกคุมขังทันที

26 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญาตลิ่งชัน นัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ชาวจังหวัดลพบุรีวัย 30 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์”​ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีโพสต์และแชร์เฟซบุ๊กรวม 2 กระทง เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564 

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา เห็นว่าพฤติการณ์การกระทำผิดเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ทำให้ในวันนี้ประสงค์จะถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี และเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองคนที่ 53 

.

คดีนี้ ประสงค์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ตามหมายจับของศาลอาญาตลิ่งชัน จากบ้านพักในอำเภอเมืองลพบุรี ก่อนถูกนำตัวไปยัง สน.บางพลัด สถานีตำรวจเจ้าของคดี  ต่อมาศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน จึงเป็นเหตุให้เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวทุ่งน้อย จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 โดยอ้างเหตุผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงนั้น

หลังจากถูกขังไป 27 วัน ประสงค์ถูกปล่อยตัวในวันที่ 4 ส.ค. 2564 หลังจากที่ศาลอาญาตลิ่งชันอนุญาตให้ประกันตัว จากการยื่นคำร้องในครั้งที่ 4 โดยศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) และอีกหลายเงื่อนไข ทั้งนี้ เขาได้ถอดกำไล EM เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 หลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาต รวมระยะเวลาราว 1 ปีครึ่ง (547 วัน) ที่เขาต้องใช้ชีวิตกับอุปกรณ์ดังกล่าว

พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ประสงค์ให้การรับสารภาพ ต่อมาในวันที่ 12 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาตลิ่งชันมีคำพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี ก่อนลดเหลือจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2568 แก้โทษเป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ทั้งนี้ ประสงค์ได้รับการประกันตัวระหว่างชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 จำเลยยื่นฎีกา โดยขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้รอลงอาญา ก่อนจะมีนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 ส.ค. 2569

.

ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก 2 ปี 12 เดือน  เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ไม่สามารถรอลงอาญาได้ 

วันนี้ (26 ส.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ประสงค์และทนายความเดินทางมาถึงศาลก่อนเวลานัดหมาย โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งเดินทางมาให้กำลังใจประสงค์และเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย ศาลออกนั่งบัลลังก์ในเวลา 09.28 น. และเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีอื่นก่อน เมื่อถึงคดีของประสงค์ ศาลแจ้งว่าว่าจะอ่านคำพิพากษาในส่วนของชั้นต้นและอุทธรณ์โดยสรุป และจะอ่านในส่วนคำพิพากษาที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแบบเต็ม มีใจความสำคัญดังนี้

คดีมีปัญหาให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรให้รอการลงโทษจำเลยหรือไม่ 

เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 2 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 3 บัญญติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” 

การที่จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ตบนเว็บไซต์เฟซบุ๊กที่ตั้งค่าการมองเห็นเป็นสาธารณะ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเผยแพร่ต่อไปอีกอย่างกว้างขวาง การโพสต์ข้อความและรูปภาพในคดีนี้เป็นการหมิ่นประมาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นการกระทำที่สร้างความเสื่อมเสียต่อพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขของประเทศและเป็นผู้ทรงใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย 

พฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ่านในฎีกา กรณีก็ยังไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอลงการลงโทษจำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษายืน ลงโทษจำคุก ประสงค์ โคตรสงคราม  2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา

ผลจากคำพิพากษาวันนี้ทำให้คดีสิ้นสุดลง ประสงค์จะถูกส่งตัวเข้าไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรีทันที และเขากลายเป็นผู้ต้องขังการเมืองรายที่ 53 

.

อย่างไรก็ดี แม้ในช่วงที่ผ่านมา พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองจะได้มีการประกาศบังคับใช้แล้ว แต่ในคดีนี้ประสงค์ซึ่งจะเป็นจำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นความผิดที่กฎหมายฉบับดังกล่าวระบุเป็นข้อยกเว้นไม่ให้ได้รับการนิรโทษกรรมเช่นเดียวกับความฐานอื่น แม้การกระทำของประสงค์จะเกิดขึ้นมูลเหตุจูงใจทางการเมืองก็ตาม 

แม้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ จะมีจุดประสงค์เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขสันติสุขของสังคม แต่ก็เป็นที่น่าตั้งคำถามว่า “การยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมในความผิดมาตรา 112” ซึ่งเป็นข้อถกเถียงและบทสนทนาหลักในสังคมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันยังมีหลายคนที่ต้องเผชิญภาระทางคดีและอย่างน้อย 31 คนต้องถูกจองจำด้วยคดีมาตรา 112 อยู่เช่นนี้ จะสามารถนำพาไปสู่สังคมที่ปราศจากความขัดแย้ง และเกิดความสงบสุขได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้จริงหรือไม่

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“ถ้าประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เขาก็มีสิทธิที่จะพูดไม่ใช่เหรอ” คำถามเคล้าเสียงสะอื้นจากแม่ของ “ประสงค์” หนุ่มผู้ถูกคุมขังคดี 112

แถลงการณ์เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน: ไม่รวมคดี ม.112 นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติโดยผู้แทนประชาชน

รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมือง 2569

X