จับตา ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ‘โด่ง’ ประสงค์ คดี ม.112 เหตุแชร์โพสต์เฟซบุ๊กปี 64 หลังศาลอุทธรณ์จำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา 

ในวันที่ 26 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ศาลอาญาตลิ่งชัน นัดหมายฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา คดีของ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ชาวจังหวัดลพบุรี วัย 31 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีแชร์โพสต์ในเฟซบุ๊กรวม 2 กระทง พร้อมเขียนข้อความประกอบ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564  

คดีนี้มีประชาชนชื่อ ฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ ประชาชนทั่วไปที่เคยได้รับพระราชดำรัสชื่นชมจากรัชกาลที่ 10 ว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” ระหว่างการรับเสด็จเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2563 เป็นผู้กล่าวหา 

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และเขาได้รับการประกันตัว จากนั้นจำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมา ก่อนที่ศาลอาญาตลิ่งชันจะมีนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว

.

เกี่ยวกับคดีนี้ ประสงค์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ตามหมายจับของศาลอาญาตลิ่งชัน จากบ้านพักในอำเภอเมืองลพบุรี ก่อนถูกนำตัวไปยัง สน.บางพลัด สถานีตำรวจเจ้าของคดี  ต่อมาศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน จึงเป็นเหตุให้เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวทุ่งน้อย จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 โดยอ้างเหตุผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงนั้น

หลังจากถูกขังไป 27 วัน ประสงค์ถูกปล่อยตัวในวันที่ 4 ส.ค. 2564 หลังจากที่ศาลอาญาตลิ่งชันอนุญาตให้ประกันตัว จากการยื่นคำร้องในครั้งที่ 4 โดยศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) และอีกหลายเงื่อนไข ทั้งนี้ เขาได้ถอดกำไล EM เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 หลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาต รวมระยะเวลาราว 1 ปีครึ่ง (547 วัน) ที่เขาต้องใช้ชีวิตกับอุปกรณ์ดังกล่าว

จากนั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ประสงค์ให้การรับสารภาพ ต่อมาในวันที่ 12 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาตลิ่งชันมีคำพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี ก่อนลดเหลือจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา 

จากนั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2568 แก้โทษเป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ทั้งนี้ ประสงค์ได้รับการประกันตัวระหว่างชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

.

จำเลยยื่นฎีกา ระบุไม่เคยมีประวัติกระทำผิดมาก่อน พนักงานคุมประพฤติมีความเห็นสมควรรอลงอาญา-ใช้มาตรการคุมประพฤติ

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 จำเลยยื่นฎีกา โดยขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ มีประเด็นสำคัญดังนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ โดยรายงานการสืบเสาะและพินิจระบุว่าภูมิหลังของจำเลยไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ซึ่งพนักงานคุมประพฤติมีความเห็นว่าสมควรรอการลงโทษจำเลยและใช้มาตรการคุมประพฤติ

จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและเป็นผู้ดูแลมารดาซึ่งมีอายุมากกว่า 70 ปี มีอาการเจ็บป่วยและต้องดูแลอย่างใกล้ชิด หากจำเลยถูกจำคุกจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและชีวิตของมารดาอย่างมาก

พฤติการณ์ในคดีของจำเลยไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง แต่เกิดตามตามสภาพการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่มีความขัดแย้งสูง จำเลยไม่มีเจตนามุ่งร้ายหรืออาฆาตมาดร้ายต่อกษัตริย์ อีกทั้งยังไม่มีอาวุธหรือใช้ความรุนแรงใด ๆ และจำเลยไม่ใช่แกนนำผู้เคลื่อนไหวการชุมนุมทางการเมือง

เมื่อพิจารณาโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ถือว่าเป็นเวลาระยะสั้น จะทำให้จำเลยเสียประวัติและยากต่อการประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ การให้โอกาสรอการลงโทษเพื่อปรับปรุงตนเองภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า

.

ศาลอาญาตลิ่งชันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 26 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามสถานการณ์คดีของประสงค์ได้ตามวันและเวลานัดหมายดังกล่าว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“ถ้าประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เขาก็มีสิทธิที่จะพูดไม่ใช่เหรอ” คำถามเคล้าเสียงสะอื้นจากแม่ของ “ประสงค์” หนุ่มผู้ถูกคุมขังคดี 112

X