31 ปี วันคล้ายวันเกิด ‘บุ้ง เนติพร’ เมื่อความยุติธรรมที่มาถึงช้าเกินไป และข้อเรียกร้องที่ยังดำเนินต่อ

เรียบเรียงเนื้อหาโดย กฤษดา​ ออสูงเนิน

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2569 เวลา​ 13.00​ น.​ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์​ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ Amnesty International Thailand จัดงานเสวนา “31 ปี วันคล้ายวันเกิด ‘บุ้ง เนติพร’ ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของ “บุ้ง” เนติพร (สงวนนามสกุล) นักเคลื่อนไหวกลุ่มทะลุวัง วัย 28 ปี ผู้ถูกศาลสั่งถอนประกันและเสียชีวิตระหว่างการถูกคุมขังเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 หลังอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว 

การเสวนาดังกล่าว มีประเด็นสำคัญหลังจากที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ ในคดีที่บุ้งถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นความยุติธรรมที่ได้รับมาหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว และมีการพูดคุยสำรวจการประท้วงอดอาหารของผู้ต้องขังการเมืองและมาตรฐานการรักษาพยาบาลในเรือนจำ อีกทั้งยังมีการอัปเดตสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองในปัจจุบัน และปิดท้ายด้วยการร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดผู้ต้องขังที่เกิดในเดือน ‘สิงหาคม’ เช่นเดียวกับบุ้ง

.

วงเสวนาแรกในหัวข้อ “ยกฟ้องหลังความตาย: ชำแหละรอยแผล 112 ถึงสิทธิประกันตัว” มีผู้ร่วมวงเสวนาได้แก่ กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความคดีโพลขบวนเสด็จ, มาริสา ปิดสายะ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ จำเลยในคดีโพลขบวนเสด็จ โดยมีผู้ดำเนินรายการคือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ 

.

กฤษฎางค์ นุตจรัส เกริ่นถึงที่มาที่ไปของคดี สืบเนื่องจากการทำโพลของบุ้งและตะวันด้วยคำถามว่า “คุณคิดว่าขบวนเสด็จก่อให้เกิดความเดือนร้อนหรือไม่” เป็นเหตุให้ถูกจับกุมในปี 2565 โดยมีข้อหาสำคัญคือมาตรา 112 และเพิ่งจะมีคำพิพากษาออกมาในปี 2569  โดยมีทั้งคนที่ติดคุก และมีทั้งคนตาย ก่อนที่ความยุติธรรมจะมาถึง แม้กฎหมายจะกำหนดไว้ว่า “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” ก็ตาม

กฤษฎางค์ระบุว่าสำหรับคดีมาตรา 112 ศาลคงจะลำบากใจในการตัดสินเช่นกัน เพราะแม้แต่ในเรื่องเล็กน้อยผู้พิพากษาก็ต้องขึ้นไปปรึกษาหรืออาจจะรับคำสั่ง ซึ่งมีเพียงเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ ทั้งที่ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาคือหลักประกันสูงสุด 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักกฎหมาย กฤษฎางค์เห็นพ้องกับคำพิพากษา และเห็นว่าศาลพิพากษาโดยใช้ความกล้าหาญ ระบุว่าการทำโพลดังกล่าว ไม่ได้เป็นการมุ่งประสงค์ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อีกทั้งเป็นการติชมโดยสุจริต ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นความผิดทั้งมาตรา 112 มาตรา 116 แต่มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและจำเลยเล็กน้อย และศาลให้เสียค่าปรับ 

กฤษฎางค์เล่าต่อในเรื่องการอดอาหารของบุ้งว่า เธอถูกศาลสั่งถอนประกันและอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังทุกคน หลังจากก่อนหน้านี้ (ปี 2565) บุ้งเคยได้รับการประกันตัวมาก่อนจากการอดอาหารประท้วง

บุ้งอดอาหารอยู่ราว 40 วัน ร่างกายเริ่มอ่อนเพลีย โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ซึ่งดูแลบุ้งในระหว่างที่อดอาหาร เห็นว่าบุ้งมีอาการดีขึ้นจึงกลับมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในช่วงเดือนเมษายน 2567 และเสียชีวิตในเวลา 1 เดือนต่อมา กฤษฎางค์ยืนยันว่าบุ้งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ถึงแม้จะมีการอ้างว่าเสียชีวิตที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ก็ตาม เนื่องจากเป็นที่แน่ชัดว่าบุ้งไม่มีสัญญาณชีพตั้งแต่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ 

ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ระบุว่า “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ สาเหตุการตายคือเกิดเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดร่วมกับโรคหัวใจโต ส่วนการเสียชีวิตของบุ้งเกิดขึ้นจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ยังไม่มีข้อยุติ กระบวนการต่อไปคือการส่งสำนวนให้แก่อัยการ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของญาติผู้ตายที่จะดำเนินคดีอาญา ซึ่งทีมทนายความได้เตรียมดำเนินคดีไว้แล้ว 

กฤษฎางค์กล่าวถึงคลิปวิดีโอจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่ได้รับมาภายหลังว่า บุ้งเข้าห้องน้ำในเวลาประมาณ 05.00 น. และเกิดอาการช็อค ผู้ต้องขังซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาลทำการปั๊มหัวใจ ตั้งแต่เวลาประมาณกว่า 06.00 น. และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เวลาประมาณ 11.00 น. “ไม่มีที่ไหนทำการ CPR นานเช่นนี้แน่นอน” กฤษฎางค์กล่าว นอกจากนั้น ท่อช่วยหายใจจากการปั๊มหัวใจ (CPR) ควรจะอยู่ที่หลอดลม กลับพบว่าอยู่ที่หลอดอาหาร 

กฤษฎางค์ตั้งข้อสังเกตว่า ดุลพินิจของศาลไม่มีมาตรฐาน ส่วนโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็เปรียบเสมือนเป็น “โรงพยาบาลปีศาจ” ไม่มีพัดลม ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ และดุลยพินิจในการรักษาตัวในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ “ห่วย” เช่นกัน 

บุ้งเสียชีวิตเพราะการขาดมาตรฐานในการใช้ดุลพินิจเรื่องการดูแลผู้ป่วย ซึ่งทุกคนควรได้รับความเท่าเทียมในการใช้ดุลพินิจ ความห่วยสุดท้ายคือ “ทำงานห่วย” โดยยกตัวอย่างจากกรณีที่ยื่นคำร้องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกันตัว แต่ศาลกลับตอบกลับมาว่าไม่มีเหตุผลให้ปล่อยตัว ทั้งที่ไม่ได้ขอประกันตัว เหมือนกับแค่เห็นชื่อจำเลยก็คิดว่าเป็นเรื่องประกันตัวและปฏิเสธโดยที่ไม่ได้ดูอะไรเลย

.

“ใบปอ” ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ เล่าเหตุการณ์ในวันที่ทำกิจกรรม “โพลขบวนเสด็จ” ว่าขณะนั้นเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างทำกิจกรรมก็มีเหตุการณ์ผิดปกติหลายอย่าง ทั้งบันไดเลื่อนที่ขึ้นพร้อมกันทั้งคู่ การปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ แต่วันนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นและไม่ได้รู้สึกยาวนาน แต่ระหว่างที่ถูกดำเนินคดี ระหว่างพิจารณาคดี ติดคุก และวันที่ตัดสินนั้นยาวนานมาก ๆ 

ใบปอเล่าว่าเธอถูกขังในเรือนจำทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกถูกถอนประกันพร้อมกันกับบุ้งเป็นเวลา 3 เดือน โดยเริ่มอดอาหารด้วยกันในเดือนที่ 2 เนื่องจากผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงเวลานั้นได้รับการประกันตัวกันหมดแล้ว เหลือเพียงแค่บุ้งและใบปอ หลังอดอาหารไปมากกว่า 60 วัน ก็ได้รับสิทธิประกันตัว และต้องรักษาตัวนานประมาณ 2 สัปดาห์

ครั้งที่ 2 อยู่ในเรือนจำเพราะถูกถอนประกันเช่นเดิม ศาลให้เหตุผลว่าไปทำกิจกรรม ไม่อยู่เป็นสุข รวมแล้วติดคุกทั้ง 2 ครั้งในคดีนี้ 130 วันเศษ เมื่อคดียกฟ้องจึงไม่ต้องเสียค่าปรับ เนื่องจากรับโทษจำคุกเกินไปแล้ว และนอกจากนั้นเธอเสียโอกาสจากการไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งการศึกษา เพราะกว่าจะได้ออกมาก็เปิดเทอมแล้ว รวมถึงการต่อสู้คดี และการใช้ชีวิต 

ใบปอเล่าว่าเธอมีคดีที่ตัดสินในปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น 3 คดี สองคดีแรกถูกพิพากษาจำคุกทั้งหมด คดีนี้ (โพลขบวนเสด็จ) คือคดีสุดท้ายและเป็นคดีแรกที่ยกฟ้อง ซึ่งตอนแรกเธอเองก็ไม่เชื่อ แต่เมื่อรู้ว่าคดียกฟ้องจริง ๆ ก็ได้รู้ว่าคำพิพากษาที่ยึดตามหลักรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนี้

“กระบวนการยุติธรรมควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ และควรจะได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี” ใบปอกล่าว 

ใบปอทิ้งท้ายไว้ว่า เธอต้องเสียเพื่อนร่วมทางที่เปรียบเสมือนพี่สาวไป ไม่คิดว่าในยุคสมัยนี้ ซึ่งในตอนนั้นคือปี 2567 ในประเทศที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ จะเกิดการสูญเสียจากการประท้วงอดอาหาร รวมทั้งยังมีนักโทษทางการเมืองในเรือนจำ และนักโทษที่ต้องอดอาหารเพื่อขอความยุติธรรมอยู่

รวมถึงเน้นย้ำถึงปณิธานของบุ้ง “ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและต้องไม่มีผู้เห็นต่างที่ต้องติดคุกอีก” แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ เรายังคงเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว และเรียกร้องเพื่อเพื่อน ๆ ทุกคน และพ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข นั้นสร้างเสริมสันติสุขจริงหรือ หรือเป็นเพียงสันติสุขของผู้มีอำนาจและพวกพ้อง 

.

มาริสา ปิดสายะ เล่าว่า ที่จริงแล้วการได้รับการประกันตัวเป็น ‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ แต่ในคดีมาตรา 112 ต้องพึ่งโชคลาง กว่าบุ้งและใบปอจะได้รับการประกันตัวก็ต้องอดอาหารประท้วง คำถามคือทำไมการเรียกร้องเพียงแค่สิทธิขั้นพื้นฐานต้องถึงขั้นเอาร่างกายเป็นเดิมพัน 

มาริสากล่าวว่า เธอไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเมื่อลูกความถามว่าทำไมเขาถึงไม่ได้รับการประกันตัว เพราะที่จริงแล้วเหตุผลในการประกันตัวนั้นไม่จำเป็นด้วยซ้ำ ในบางคดีไม่ต้องเขียนอะไร ศาลก็ให้ประกันตัว แต่ในดคีมาตรา 112 แม้เขียน 30-40 หน้าก็ไม่ได้ประกันตัว ศาลเพียงตอบกลับว่า พฤติการณ์คดีร้ายแรง เกรงว่าจะหลบหนี แต่ไม่อธิบายอะไรต่อ 

ในปีนี้ (2569) มีผู้ต้องขังที่ยังต่อสู้คดีอยู่ทั้งหมด 22 คน มีการยื่นประกันตัวรวมกันกว่า 108 ครั้ง ได้รับการประกันตัวแค่ 6 ครั้ง แต่ก็ไม่มีใครได้ปล่อยตัวออกมาจริง เนื่องจากศาลหนึ่งอนุญาตแต่อีกศาลไม่ให้ ทั้งที่เป็นข้อหาเดียวกันและกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทั้งหมด อย่างเช่น “ไผ่” จตุภัทร์, “ครูใหญ่” อรรถพล, “แอมป์” ณวรรษ และ “ฟ้า” พรหมศร ซึ่งฟ้ากำลังอดอาหารประท้วงอยู่เช่นกัน

มาริสายังเล่าต่อว่า เคยมีกรณียื่นขอประกันตัวครั้งแรก แต่ศาลสั่งว่าไม่มีเหตุในการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมทั้งที่เป็นการสั่งครั้งแรก จึงไม่แน่ใจว่าเหตุผลในการยื่นประกันตัวมีผลต่อการพิจารณาของศาลจริงหรือไม่ เหตุที่ยื่นไปเคยมีผลในช่วงแรกที่สังคมสนใจ เช่น กรณีการได้รับประกันตัวครั้งแรกของบุ้ง แต่ในช่วงหลังนั้นไม่เหมือนเดิม ผู้ต้องขังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว

มาริสาทิ้งท้ายว่า การไม่อนุญาตให้ประกันตัวทำให้เสียโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ทั้งการปรึกษาทนายความ การแสวงหาเอกสาร หลักฐาน คลิปวิดีโอและวัตถุพยาน แม้จะมองว่าให้ขังไว้ก่อนแล้วหากไม่มีความผิดจึงค่อยปล่อยออกมา แต่การที่จะต่อสู้คดีว่าตนเองไม่ผิดโดยที่ยังอยู่ที่เรือนจำนั้นทำได้ยากมาก ดังนั้นจึงต้องเรียกร้องสิทธิพื้นฐานในการประกันตัวสำหรับทุกคดี 

.

ในช่วงพักระหว่างวงเสวนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูล ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เล่าถึงสถานการณ์ส่าสุดของผู้ต้องขังทางการเมือง ใน 4 ประเด็นสำคัญ 

เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 110 เอกชัยได้แจ้งอาการป่วยเมื่อเดือน มี.ค. 2569 ว่าเขาปวดท้องในบริเวณที่เคยเป็นฝีในตับเมื่อปี 2567 ต่อมาอาการเริ่มหนักขึ้นและการตรวจที่ล่าช้า ทำให้เพิ่งได้แอดมิทเมื่อสิ้นเดือน ก.ค. 2569 นอกจากนี้ยังมีตุ่มที่บริเวณศีรษะ ทำให้ต้องตรวจเนื้องอกที่บริเวณช่องท้องและศีรษะ 

“ฟ้า” พรหมศร อดอาหารประท้วงมาเป็นเวลา 1 เดือนเศษแล้ว และยังยืนยันอดอาหารต่อไป สถานการณ์ของฟ้ามีความน่าเป็นห่วงทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เนื่องจากถูกขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรีคนเดียว ไม่มีเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง จึงพยายามเข้าเยี่ยมทุก ๆ วันเพื่อติดตามสถานการณ์

การย้ายตัวผู้ต้องขังกระจายไปยังแดนต่าง ๆ ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือน ก.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ แจ้งข่าวดังกล่าว และในวันเดียวกันกรมราชทัณฑ์ก็ออกแถลงการณ์ว่าเป็นการโยกย้ายตามปกติ ซึ่งประเด็นนี้ อานนท์ นำภา ก็มีข้อกังวลในเรื่องของความปลอดภัย แม้ปัจจุบันจะไม่มีการย้ายแดนเกิดขึ้นแต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่เกิด 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้แก่ “ขุนแผน”, อัฐสิษฎ “ก้อง” อุกฤษฎ์ และ “อารีฟ” วีรภาพ ถูกย้ายจากเรือนจำกลางบางขวางไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ถือว่าเป็นเรื่องดี เนื่องจากทำให้ให้การช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น

การเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังยากในบางเรือนจำ อย่างเช่น “ขุนแผน” ถูกย้ายไปที่เรือนจำบางขวาง ซึ่งเป็นเรือนจำที่การติดต่อสื่อสารทำได้ยากมาก ภรรยาเข้าเยี่ยมไม่ได้เพียงเพราะว่านามสกุลไม่ตรงกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนสมรส จำเป็นที่จะต้องได้รับเอกสารขอมอบฉันทะจากญาติทางสายเลือดเพื่อเข้าเยี่ยม 

ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดย พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ และหลายคนถูกขังเกิน 1,000 วันโดยไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว ตัวเลขผู้ต้องขังยังไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านี้ เพราะยังมีคดีมาตรา 112 อีกจำนวนหนึ่งที่อาจต้องเดินหน้าเข้าเรือนจำและอาจไม่ได้รับการประกันตัว

.

วงเสวนาที่สองในหัวข้อ “เมื่อร่างกายคืออาวุธสุดท้าย: สำรวจการประท้วงอดอาหารของผู้ต้องขังการเมือง ตีแผ่มาตรฐานการรักษาพยาบาลหลังกำแพง” มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ อ.ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร แพทย์นักเคลื่อนไหว คลินิกเวชกรรมทานตะวัน และศาสตราจารย์ ดร.ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น คณะภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน และมี ธีรภัทร ระดับแก้ว เป็นผู้ดำเนินรายการ 

.

พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร อธิบายว่า สุขภาพไม่ได้เริ่มที่การรักษา แต่เริ่มตั้งแต่ที่อยู่อาศัยและความสะอาด รัฐสามารถพรากไปได้เพียงแค่อิสรภาพทางกาย รัฐต้องไม่พรากคุณภาพชีวิตและสุขภาพ แต่ในเรือนจำ เป็นแค่ห้องแคบ ๆ อยู่กันเกือบสิบคน มีเพียงผ้าห่มผืนเดียวและไม่มีหมอน นอนเรียงกันและกักโรคเพียงแค่ 7 วัน จุดทานอาหารและห้องน้ำก็ห่างกันเพียงเล็กน้อย ดังนั้นการกระจายของเชื้อโรคจึงเยอะมาก 

พญ.ชุตินาถ กล่าวว่าทุกครั้งที่จะมีการลดโทษ นักโทษจะถูกนำออกมาลอกท่อโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ มีเพียงเสื้อและกางเกง ทั้ง ๆ ที่ท่อคือสาเหตุในการติดโรค นี่เป็นหนึ่งสิ่งที่สะท้อนว่ารัฐมองนักโทษอย่างไร และยกตัวอย่างว่า เรือนจำสนใจเพียงแค่ ‘วัณโรค’ เพราะมีการเก็บข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข การรักษาเหมือนการชิงโชค ต้องลุ้นว่าเรือนจำมีโรงพยาบาลประจำหรือไม่ และมีบุคลากรเพียงพอหรือไม่ 

ราชทัณฑ์กล่าวอยู่เสมอว่าขาดบุคลากร แม้จะเปิดตำแหน่งอยู่ตลอดแต่ก็ไม่มีใครสมัคร หมอกันเองยังคุยกันว่าหากเข้าไปแล้วสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต ไม่มีใครมาแย่งและยังได้เป็นราชการ แต่กลับไม่มีใครสมัคร ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด

พญ.ชุตินาถ ระบุว่าการรักษาในเรือนจำจะเรียกว่าเป็นโรงพยาบาลก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะะมีเพียงอาสาสมัครที่คอยเฝ้าแม้จะเป็นหอผู้ป่วยระดับวิกฤตก็ตาม โดยอาสาเหล่านี้คุณสมบัติที่เปิดรับเพียงแค่วุฒิ ม.3 และได้รับการอบรมเพียงเท่านั้น ไม่พิจารณาว่าผู้ป่วยต้องได้รับการติดตามแค่ไหน และแม้เคสด่วน กว่าจะเรียกบุคลากร ไขกุญแจ และเคลื่อนย้ายไปยังจุดที่สามารถปฐมพยาบาลได้ก็ใช้เวลาเกือบ 10 นาที ซึ่งขัดกับหลักการของแพทย์ที่ต้องรีบปฐมพยาบาลทันที 

เธอเข้าใจความยากลำบากของโรงพยาบาลในเรือนจำว่าบุคลากรก็มีปัญหา งบประมาณก็ขอไม่ได้ แต่คำถามคือ ผู้ต้องขังเหล่านี้ยังเป็นหนึ่งในประชาชนที่รัฐประกาศว่าจะปกป้องหรือไม่ หรือเขาถูกพรากสิทธิไปแล้ว 

พญ.ชุตินาถยอมรับว่า ตนเคยพูดคุยกับตะวันและแบมช่วงที่อดอาหารที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์หลายรอบว่าทำไมไม่กิน เนื่องจากไม่ใช่ธรรมชาติของหมอที่จะสนับสนุนให้อดอาหาร แม้จะเข้าใจการต่อสู้นี้ก็ตาม แต่หากได้เห็นสภาพของทั้งคู่ที่ยืนไม่ไหว ได้แค่นอนอยู่บนเตียง แม้แต่ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำที่กระโถนข้าง ๆ ก็ยังต้องมีคนคอยพยุง หรือกรณีของ “เก็ท” โสภณ ซึ่งเคยประท้วงอดนอน จนตาทั้งสองข้างกรอกตาไม่ได้ เลยพูดได้ยากว่าตนเองสนับสนุนการประท้วงนี้ 

“เราตกตะกอนนานทางความคิดในเรื่องนี้นานมาก จนเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นต่อสู้ ไม่ใช่เพื่อการมีชีวิตอยู่ แต่เพื่อใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาต้องการจะเห็น ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อผู้ต้องขังทุกคน” พญ.ชุตินาถกล่าว 

พญ.ชุตินาถกล่าวว่า แพทย์ต้องเคารพการตัดสินใจของคนไข้ กรณีนี้สามารถให้ได้เพียงคำแนะนำและคำปรึกษา ในต่างประเทศมีคู่มือในการดูแลผู้อดอาหารประท้วง เราก็เสนอว่าถ้าไม่กินอาหารแข็ง กินอาหารเหลวได้หรือไม่ ถ้าไม่กินอาหารเหลว ให้น้ำเกลือได้หรือไม่ รวมถึงความเสี่ยงในการเป็น Refeeding Syndrome (ภาวะเกลือแร่ผิดปกติเมื่อกินอาหารอีกครั้งหลังจากอดอาหารมานาน) แต่ในที่สุดบุ้งก็เสียชีวิต ทั้งที่ภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอและไม่คาดคิดว่าจะเจอในเรือนจำ ทำให้รับมือไม่ถูก 

พญ.ชุตินาถทิ้งท้ายว่า บุคลากรทางการแพทย์ของไทยไม่เพียงพออยู่แล้ว ยิ่งในเรือนจำยิ่งไม่ได้สัดส่วน อาจต้องแก้ปัญหาที่จุดอื่นอย่างการปรับสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยเพื่อให้สุขภาพของผู้ต้องขังดีขึ้น ไม่ใช่ดูแลพวกเขาเหมือนสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์ 

.

ศาสตราจารย์ ดร.ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น มองว่าเมื่อรัฐพรากอิสระภาพของผู้ต้องขังไปแล้ว รัฐควรให้การรักษาทุกอย่างและปกป้องความเป็นมนุษย์ สิ่งที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เรือนจำไม่ค่อยปฏิบัติต่อนักโทษในฐานะที่เป็นมนุษย์ ไม่แน่ใจว่าสาเหตุคือขาดบุคคลากรหรือเพราะเรือนจำไม่ได้วางนโยบายไว้ชัดเจน เหมือนที่กฤษฎางค์กล่าวว่าเป็นโรงพยาบาลปีศาจ

การอดอาหารของบุ้ง และ “ฟ้า” พรหมศร มีความคล้ายคลึงกัน คือร่างกายกลายเป็นพื้นที่สุดท้ายที่สามารถใช้เพื่อประท้วง เพราะตอนที่เดินบนถนนประท้วงก็ถูกจับ ตอนที่ขอประกันตัวในศาลซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ถูกปฎิเสธ ทำให้พื้นที่เดียวที่เหลืออยู่คือร่างกาย 

ไทเรลกล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะที่ไม่ได้อยู่ในเรือนจำ ผู้ที่อยู่ข้างนอกก็มีหน้าที่ต้องรับฟังและเคารพการตัดสินใจของผู้ประท้วง และช่วยสื่อสารไปยังสังคมเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความอยุติธรรม 

.

ด้าน อ.ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ กล่าวถึงประเด็น “ความรุนแรง” ว่าแม้กระทั่งตัวกฎหมายเองก็เป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) ได้ให้คำนิยามของความรุนแรงไว้ว่า “อะไรก็ตามที่ทำให้ศักยภาพของมนุษย์สะดุดหยุดลงก่อนเวลาอันควร”

ชญานิษฐ์นำนิยามนี้มาพิจารณากับกรณีของบุ้งและผู้ต้องขังทางการเมือง การถูกพรากชีวิตที่ดีพอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พรากโอกาสในการเรียน หรือโอกาสในการสู้คดี ก็คือศักยภาพที่เสียไปก็คือความรุนแรงอย่างหนึ่ง 

ชญานิษฐ์ไม่อยากให้มองว่ากฎหมายนั้นชอบธรรมเพียงเพราะว่าถูกบัญญัติ ซึ่งในโลกของการศึกษาการใช้ความรุนแรงมีความพยายามแยกแยะกฎหมายที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม โดยอ้างอิงถึงหลักการอารยขัดขืนของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และ เฮนรี เดวิด ธอโร เพื่อชี้ให้เห็นว่า เมื่อกฎหมายไม่เป็นธรรม การขัดขืนจึงถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองเพื่อเรียกร้องให้สังคมตระหนักถึงความไม่ถูกต้อง

ชญานิษฐ์เห็นว่า การที่จะทำความเข้าใจบุ้งทั้งเรื่องการทำโพลขบวนเสด็จและการอดอาหาร มีอย่างน้อยสองประเด็นคือ หนึ่ง เป็นเรื่องที่พลเมืองพึงจะกระทำได้ และสอง การตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม แม้สุดท้ายแล้วจะถูกจับกุมคุมขัง บุ้งก็ยืนยันที่จะกระทำอารยะขัดขืน เพื่อแสดงออกให้เห็นว่าไม่ได้เคารพเชื่อฟังกฎหมายที่บุ้งเห็นว่าไม่ถูกต้อง 

ในเมื่อถูกจับกุมแล้ว บุ้งมีทางเลือกอะไรที่จะแสดงออกถึงการต่อต้านความไม่เป็นธรรมนั้น ผู้ที่อยู่ข้างนอกสามารถเขียนป้ายประท้วง โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เคลื่อนไหว แต่ผู้ต้องขังไม่มีทางเลือกเช่นนั้น ดังนั้นการอดอาหารประท้วงจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้ต้องขังมักจะเลือกใช้ เพื่อใช้ร่างกายตัวเองเป็นเครื่องมือแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย 

ชญานิษฐ์กล่าวว่าการประท้วงอดอาหารประสบความสำเร็จได้ด้วย 2 หนทาง หนึ่งเพราะความเห็นใจและการเปลี่ยนทัศนะของผู้มีอำนาจ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นเช่นนั้น อีกหนึ่งหนทางคือความเห็นใจของสังคมที่กดดันผู้มีอำนาจ 

การอดอาหารประท้วงหรือการประท้วงที่ไม่ใช้ความรุนแรง มีความท้าทายและข้อจำกัดที่มากขึ้น สังคมมักจะตั้งคำถามว่าอดอาหารจริงหรือไม่ ทำไมยังไม่ผอมเลย ทำไมยังกินน้ำหวาน สะท้อนความเข้าใจที่คาดเคลื่อนเกี่ยวกับการอดอาหารว่ามีเพียงรูปแบบเดียว แต่ในความเป็นจริงการอดอาหารมีหลายรูปแบบ

การอดอาหารของผู้ต้องขังจำนวนมากคือการอดอาหารที่อดเฉพาะอาหารแข็ง แต่ยังดื่มน้ำและน้ำหวานอยู่ เนื่องมีข้อเรียกร้องที่พ่วงมากับการอดอาหารด้วย ทำให้ผู้ประท้วงจำเป็นที่จะต้องพยุงชีวิตตนเองไปจนถึงวันที่ผู้มีอำนาจยอมเปลี่ยนใจหรือได้รับความเห็นใจจากสังคม 

ชญานิษฐ์กล่าวอีกหนึ่งความท้าทายของการอดอาการประท้วงในปัจจุบัน หลายปีที่ผ่านมาสังคมไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แยกขั้วทางการเมือง ก่อนที่สังคมจะมีการเห็นอกเห็นใจ ผู้คนในสังคมจะถามก่อนว่าผู้ประท้วงอยู่ฝั่งไหนหรือสีอะไร และหากเป็นคนละสีกับตนแล้วก็จะไม่มองว่าเป็นมนุษย์เหมือนกันอีกต่อไป การไม่สนใจว่าผู้ประท้วงทุกข์ทรมานอย่างไรหรือเรียกร้องสิ่งใด

.

ช่วงท้ายของวงเสวนา ผู้ดำเนินรายการได้ถามเกี่ยวกับมีความหวังในการตอบกลับของรัฐต่อการประท้วงของผู้ต้องขังทางการเมือง ไทเรลกล่าวว่า ตอบตามตรงว่าตนไม่ค่อยมีความหวังต่อรัฐ แต่ไม่ได้หมดหวังเพราะยังมีคนที่ต่อสู้อยู่ ทั้งอานนท์ และ “เก็ท” โสภณ หรือผู้ต้องขังทางการเมืองยังมีความหวังและยังเขียนถึงสังคมที่พวกเขาต้องการอยากเห็นอยู่ 

ชญานิษฐ์กล่าวเสริมต่อว่า ไม่เพียงแค่ผู้ต้องหาทางการเมืองเท่านั้น แต่ทั้งเรื่องการเลือกตั้ง หรือการฮั้ว สว. รัฐก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่เธอยังอยากมีความหวังกับเพื่อนร่วมสังคมอยู่ คนรุ่นใหม่ยังตั้งคำถาม การต่อต้านไม่ใช่ถนนเส้นเดียว มีหลายวิธีที่พวกเราสามารถถามคำถามกับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม พร้อมยกคำพูดจากการ์ตูนวันพีซว่า ‘เราอาจยึดเรือสำเภา อาวุธและแม้กระทั่งชีวิตของโจรสลัดได้ แต่เราไม่อาจชนะ ถ้าเราไม่ยึดความฝันของพวกมันด้วย’ ตราบใดที่เรายังมีความฝันและความหวังอยู่ รัฐก็คงไม่ชนะพวกเรา

ในส่วน พญ.ชุตินาถ กล่าวว่าตนเองโตมาด้วยความขัดแย้งมาตลอดจนไม่รู้ว่าทางออกอยู่ตรงไหน เธอสู้ด้วยความโกรธแค้นเป็นหลัก เพราะเป็นการยากที่จะรักษาความหวังไว้ แต่เมื่อเห็นบุ้งและเรื่องต่าง ๆ ที่สะท้อนว่ารัฐไม่ได้สนใจ ทำให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ต่อสู้ที่พร้อมจะเดินไปพร้อมกัน หากทุกคนรู้สึกโกรธให้มากเท่ากับที่ถูกกระทำ คงจะมีการเปลี่ยนมากขึ้น 

สำหรับการเริ่มดูแลและรักษาพยาบาลผู้ต้องขัง พญ.ชุตินาถ ตอบว่าตัวเธอเองก็ไม่ทราบเช่นกัน อาจจะยังไม่ต้องมองไปที่ต่างประเทศ แม้แต่ในประเทศภาคส่วนอื่น ๆ ก็ยังถูกริดรอนสิทธิ เช่น สิทธิแรงงาน สิทธิด้านสุขภาพ สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม 

ส่วนชญานิษฐ์มองว่าข้อกฎหมายกำหนดหลักการไว้แล้ว ต้องทำให้หลักการนั้นถูกปฏิบัติจริง ไม่เป็นเพียงแค่การโฆษณา ปิดท้ายด้วยไทเรล ที่กล่าวถึงการเสียชีวิตของบุ้งซึ่งอยู่ในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตาม ‘หน้าที่’ และตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของรัฐที่แท้จริงคืออะไร

.

หลังจากจบวงเสวนาทั้งสองวงแล้ว ณัฐชนน ไพโรจน์ และ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นำเล่นกีตาร์ร้องเพลงสุขสันต์วันเกิด ให้แก่ผู้ต้องขังทางการเมืองที่เกิดในเดือนสิงหาคม เช่นเดียวกับ “บุ้ง” เนติพร ได้แก่ อานนท์ นำภา, “มานี” เงินตา คำแสน, “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, อุดม, “บอส” ฉัตรมงคล และ “ก้อง” อุกฤษฎ์ สันติประสิทธิ์กุล เป็นกิจกรรมสุดท้ายในวันนี้ และอวยพรว่า ขอให้ทุกคนมีความสุขไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ ‘ขบวนเสด็จ’ กลายเป็นคำถาม: เปิดประมวลการต่อสู้คดี ม.112 นักกิจกรรม 7 คน จากเหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”

ยกฟ้อง ม.112-116 7 นักกิจกรรม-ประชาชน ทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แม้บุ้งจะเสียชีวิตเพราะไม่ได้ประกันตัวก่อนศาลพิพากษา 

เปิดคำพิพากษายกฟ้องฉบับเต็ม คดี ม.112-116 ทำโพลสอบถาม “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”

X