ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำสั่งไต่สวนการตาย ‘บุ้ง’ เนติพร ระบุข้อโต้แย้งการรักษา-การกู้ชีพของราชทัณฑ์ ยังไม่มีข้อยุติว่าประมาทหรือจงใจ ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาต่อ

วันที่ 15 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายของ “บุ้ง” เนติพร (สงวนนามสกุล) นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง วัย 28 ปี โดยพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรียื่นคำร้องขอให้ไต่สวนการตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 กรณีเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ระหว่างที่ถูกคุมขังคดีมาตรา 112 ในเรือนจำ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความช่วยเหลือและกู้ชีพเนติพรตามมาตรฐานทางการแพทย์แล้วหรือไม่ จากประเด็นการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง การกู้ชีพล่าช้า และความผิดพลาดในการจ่ายยา

ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ตาย เนติพร ตายที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ วันที่ 14 พ.ค. 2567 เวลา 11.22 น. เหตุคือเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดร่วมกับโรคหัวใจโต ระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ส่วนกรณีที่ญาติผู้ตายนำหลักฐานเข้าสืบในทำนองว่า สาเหตุการตายเกิดจากการรักษาอาการป่วยและการช่วยเหลือผู้ตายขณะหมดสติไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน อันเป็นการจงใจหรือประมาทและเล่ออย่างร้ายแรง ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ในชั้นนี้ ยังหาวินิจฉัยให้รับฟังเป็นข้อยุติดังที่ญาติผู้ตายนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนไม่ได้

.

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เนติพรถูกถอนประกันในคดีมาตรา 112 เหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” พร้อมกับถูกลงโทษจำคุก 1 เดือน ในคดีละเมิดอำนาจศาล จากนั้นเนติพรอดอาหารประท้วงระหว่างถูกคุมขังไม่น้อยกว่า 65 วัน และถูกขังทั้งสิ้น 110 วันก่อนเสียชีวิตลงในวันที่ 14 พ.ค. 2567 และภายหลังจากเธอเสียชีวิต 2 ปี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีที่เธอถูกขังมาโดยตลอดจนเสียชีวิต

จากนั้นเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี ผู้ร้องขอไต่สวนการตายต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 เนื่องจากเนติพรเสียชีวิตระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าพนักงาน เพื่อให้ศาลไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่า “ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้”

.

วันนี้ (15 ก.ค. 2569) ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. มีผู้ทยอยเดินทางมาศาลและเตรียมไปรอที่ห้องพิจารณาคดี จึงตรวจสอบห้องพิจารณาที่กระดานป้ายประกาศของศาล พบว่าถูกระบุว่าเป็นห้อง “ศูนย์ไกล่เกลี่ย” ทนายจึงสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลถึงกรณีดังกล่าว ผู้ที่ร่วมมาฟังการพิจารณาคดีจึงต้องนั่งรออยู่ที่ชั้น 2 หลังจุดตรวจบัตรประชาชน

หลังจากนั้นไม่นาน กระดานประกาศถูกแก้ไขห้องพิจารณาเป็น “ห้องพิจารณาที่ 4 ชั้น 3” จึงได้ทยอยเดินขึ้นไปรอในห้องพิจารณาคดีดังกล่าว โดยวันนี้มีผู้มาร่วมรับฟังการอ่านคำสั่งของศาลเต็มห้องพิจารณาคดี ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 30 คน ประกอบด้วย ครอบครัวของเนติพร ประชาชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม เช่น iLaw, Freedom Bridge, Thumb Rights นักกิจกรรมและกลุ่มเพื่อนของบุ้ง เช่น “ใบปอ”, อันนา อันนานนท์, ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, “หยก” รวมถึง ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน และทิชา ณ นคร เป็นต้น

จากนั้นตำรวจศาลที่อยู่ในห้องพิจารณาคดี 1 นาย ได้กล่าวว่า สามารถจดในห้องพิจารณาคดีได้ แต่ไม่อนุญาตให้บันทึกเสียง และให้ปิดเสียงโทรศัพท์

.

ศาลออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีในเวลา 09.31 น. และแจ้งให้ทุกคนที่มาร่วมฟังคำสั่งยืนขึ้นเพื่อฟังคำสั่ง จากนั้นจึงเริ่มอ่านคำสั่งศาล มีรายละเอียดโดยสรุปได้ดังนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 เวลา 11.22 น. เนติพรถูกต้องขังตามหมายขังระหว่างไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาในคดี ม.112 กรณีทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” และหมายขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาในคดีละเมิดอำนาจศาล ได้ถึงแก่ความตายจากการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือด ร่วมกับโรคหัวใจโต เหตุเกิดที่ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จึงขอให้ศาลไต่สวน ศาลได้ทำการประกาศวันนัดที่หน้าศาลและแจ้งกำหนดนัดไม่น้อยกว่า 15 วันแล้ว

ได้ความว่า ในวันที่ 14 พ.ค. 2567 เนติพร ผู้ตาย ต้องขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง นำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ได้ทำการ CPR ใส่ท่อช่วยหายใจ ฉีดอะดรีนาลีนกระตุ้นหัวใจ แต่ไม่ตอบสนอง ต่อมาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ตามความประสงค์ของญาติ เนื่องจากเคยมีประวัติการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว

เมื่อถึงแล้วและอยู่ระหว่างการให้ความช่วยเหลือ เนติพรไม่ตอบสนอง แพทย์จึงยุติการช่วยชีวิตในเวลา 11.22 น. หลังจากชันสูตร แพทย์ระบุว่า เสียสมดุลเกลือแร่ในเลือด ร่วมกับโรคหัวใจโต

ที่ญาติผู้ตายนำหลักฐานเข้าสืบไปทำนองว่า สาเหตุการตายเกิดจากการรักษาอาการป่วยของผู้ตายและการช่วยเหลือผู้ตายขณะหมดสติไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน อันเป็นการจงใจหรือประมาทและเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งอยู่ ในชั้นนี้ยังหาวินิจฉัยให้รับฟังเป็นข้อยุติดังที่ญาติผู้ตายนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนไม่ได้

จึงมีคำสั่งว่า ผู้ตาย เนติพร ตายที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ วันที่ 14 พ.ค. 2567 เวลา 11.22 น. สาเหตุคือ เสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดร่วมกับโรคหัวใจโต ระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่

อภิชาติ อังศุภศิริกุล และ วัชรพล ลือนาม ผู้พิพากษา

หลังจากที่อ่านคำสั่งไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว ผู้พิพากษากล่าวต่อว่า ให้ส่งร่างคำสั่งไปยังอธิบดีภาค 1 และส่งอัยการตามระเบียบ

จากนั้น “ซี” จันทนา วรากรสกุลกิจ หนึ่งในประชาชนที่มาร่วมฟังคำสั่งในวันนี้ ขออนุญาตศาลพูด และกล่าวในห้องพิจารณาคดีว่า ถ้าวันนั้นบุ้งไม่ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน คือการได้รับสิทธิประกันตัว ก็จะไม่เกิดสิ่งนี้ขึ้น และตอนนี้มีนักโทษการเมืองหลายคนที่ป่วย และไม่ได้รับสิทธิประกันตัว พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่าคดีอื่นที่ฆ่าคนตายยังได้รับการประกันตัว ทำไมกรณีนี้จึงไม่ได้ และอยากให้ผู้พิพากษาบันทึกคำพูดของเธอไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาคดีด้วย ผู้พิพากษาตอบว่า ให้เขียนคำร้องมาเพิ่มเติม

.

“ทนายด่าง” กฤษฏางค์ นุตจรัส หนึ่งในทีมทนายความ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังศาลอ่านคำสั่ง ระบุว่า การตายของบุ้ง ตามกฎหมายบังคับว่าจะต้องไต่สวนการตาย เนื่องจากตายในระหว่างการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ศาลมีคำสั่ง

โดยสรุปในวันนี้คือ ศาลสั่งว่าบุ้งตายในระหว่างการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ โดยทางราชทัณฑ์ไม่สามารถปฏิเสธได้ ว่าบุ้งไม่ได้อยู่ในการควบคุม ส่วนสาเหตุที่ดูจากใบชันสูตรพลิกศพระบุว่า ตายเพราะมีการขาดเกลือแร่ ซึ่งทำให้หัวใจโต จึงทำให้หยุดหายใจ

ส่วนข้อโต้แย้งของญาติผู้ตายที่กล่าวว่า การตายของบุ้งเกิดจากการดูแลรักษาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ขาดการเอาใจใส่ รักษาโดยผิดวิธี และการจ่ายยาที่ผิด ซึ่งข้อโต้แย้งดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยุติว่าบุ้งตายโดยสาเหตุอะไร เพราะกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งได้เพียงเท่านี้ 

นอกจากนั้น กฎหมายบังคับว่าหลังศาลมีคำสั่งแล้ว ให้ส่งสำนวนไปที่อัยการจังหวัดธัญบุรี เพื่อพิจารณาต่อไปว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ แต่ในทางกฎหมายก็ไม่ได้ตัดสิทธิญาติพี่น้องของผู้ตายในการดำเนินคดี ซึ่งก่อนหน้านี้ครอบครัวของผู้ตายได้ไปยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ที่ สภ.คลองหลวง แล้ว 

ทั้งนี้ การไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี มีการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องและพยานญาติผู้ตายทั้งสิ้น 8 ปาก และใช้ระยะเวลาในชั้นศาลกว่า 2 ปี โดยประเด็นสำคัญของฝ่ายญาติผู้ตายในการไต่สวน คือ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความช่วยเหลือและกู้ชีพเนติพรตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่ 

ฝ่ายญาติผู้ตายตั้งข้อสังเกตว่า การใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง พบว่าท่อช่วยหายใจถูกใส่เข้าไปใน “หลอดอาหาร” แทนที่จะเป็น “หลอดลม” ส่งผลให้ออกซิเจนไม่เข้าปอด แต่เข้าไปในกระเพาะอาหาร และมาตรฐานการกู้ชีพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เริ่มต้นใส่ท่อช่วยหายใจล่าช้า 20 นาทีหลังหมดสติ ทั้งที่สมองขาดออกซิเจนได้เพียง 4 นาที 

และการจ่ายยาที่ไม่เหมาะสม พบว่าการจ่ายยาขับปัสสาวะ (Furosemide) ซึ่งยาดังกล่าวมีฤทธิ์ขับโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะให้เนติพร ทั้งที่ทราบว่าในขณะนั้นเนติพรมีระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำในระดับวิกฤตอยู่แล้ว ทั้งที่มียาชนิดอื่นที่เหมาะสมกว่า (Spironolactone) ซึ่งไม่ขับโพแทสเซียม ทั้งนี้ ภาวะโพแทสเซียมต่ำ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหันได้ 

สำหรับกรณี “บุ้ง” เนติพร หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีอย่างไร จะรายงานให้ทราบต่อไป 

.

อ่านบันทึกไต่สวนการตาย

สรุปข้อเท็จจริง-บันทึกไต่สวนการตาย ‘บุ้ง’ เนติพร คำถามสำคัญถึงมาตรฐานทางการแพทย์และกู้ชีพในเรือนจำ

X