“ทิวากร วิถีตน” ถูกคุมขังครบ 2 ปีในเรือนจำ แต่อุดมการณ์-ความฝันยังดำเนินต่อไป

วันที่ 14 ส.ค. 2569 ครบรอบ 2 ปีที่ “ทิวากร วิถีตน” บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์และเกษตรกรชาวขอนแก่น วัย 50 ปี ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 นับตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 ในคดีที่ถูกกล่าวหาจากการโพสต์ภาพสวมเสื้อ  ‘เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว’ และโพสต์เรียกร้องให้ยุติการใช้มาตรา 112 ที่จากเดิมศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะกลับคำพิพากษาจากยกฟ้องมาเป็นจำคุก 6 ปี และเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืน คดีจึงเป็นอันสิ้นสุดลง

สองปีที่ผ่านมา ทิวากรไม่ได้มีชีวิตเพียงแค่อยู่รอดในกรงขัง เขายังพยายามรักษาความคิดและเสรีภาพภายในให้คงอยู่ ผ่านงานเขียน ‘วิถีตน’ ที่เขียนบนเศษกระดาษในยามดึก และการสื่อสารกับโลกภายนอกทุกช่องทางที่ยังเปิดอยู่ และยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน แม้จดหมายหลายฉบับจะถูกกลั่นกรองจนส่งไม่ได้ และแม้กระดาษแผ่นเดียวก็ต้องขออนุญาตก่อนนำเข้าห้องเยี่ยม

มองไปข้างหน้าทิวากรคาดหวังว่าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า คดีประวัติศาสตร์ของเขาอาจถูกหยิบยกขึ้นมาทบทวนใหม่ และภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็นการที่เขายังคงเขียน ยังคงคิด และยังคงเชื่อว่า ไม่มีใครสามารถควบคุมความคิดภายในของเราได้ทั้งหมด หากเราไม่ยอมปิดกั้นตัวเอง

______________________

.

หลังศาลฎีกามีคำพิพากษายืนจำคุก 6 ปี เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทิวากรถูกย้ายจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ไปอยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่น โดยรวมแล้วสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ดีกว่าที่เดิมในแง่พื้นที่นอนที่ไม่แออัดเท่าเดิม แต่ที่คุมขังใหม่กลับเข้มงวดเรื่องกฎระเบียบและการสื่อสารมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

จดหมายทุกฉบับต้องผ่านการตรวจและกลั่นกรองเนื้อหาอย่างละเอียด หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าเนื้อหาไม่เหมาะสม จดหมายนั้นก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไป จดหมายที่ทิวากรเขียนถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อกล่าวถึงผลของคดี ถูกมองว่าเป็นการขอความช่วยเหลือและมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ฯ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไป แม้แต่จดหมายที่เขียนถึงศาลจังหวัดขอนแก่นเพื่อบอกเล่าความรู้สึกภายหลังคำพิพากษา ซึ่งแม้จะไม่มีผลทางกฎหมายแต่โดยปกติศาลสามารถรับไว้ได้ ก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกัน

แม้แต่เวลาญาติหรือทนายความมาเยี่ยม ทิวากรที่เคยเตรียมกระดาษจดรายการหนังสือหรือเอกสารให้ผู้มาเยี่ยมอ่าน ตอนนี้ก็ไม่สามารถนำกระดาษหรือสมุดจดเข้าไปได้โดยอิสระ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน ทำให้การสื่อสารและการจัดเตรียมข้อมูลทำได้ยากขึ้น อันเป็นสิ่งสะท้อนกฎระเบียบด้านการสื่อสารที่เปลี่ยนไปจากเดิม

ขณะเดียวกัน เรือนจำกลางขอนแก่นยังมีข้อจำกัดที่อนุญาตให้เฉพาะญาตินามสกุลเดียวกันเยี่ยมเท่านั้น ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยม แตกต่างจากที่เรือนจำเดิม ทำให้ปัจจุบันมีเพียงมารดาและพี่ชายของเขาเท่านั้นที่เข้าเยี่ยมได้ 

ด้านสุขภาพจากการเข้าเยี่ยมครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ทิวากรพูดถึงอาการไอและหัวใจเต้นผิดจังหวะ แม้ภายในเรือนจำจะมีการตรวจสุขภาพอยู่เรื่อย ๆ แต่ยังไม่ได้รับการตรวจหัวใจโดยเฉพาะ จึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาการมีสาเหตุมาจากอะไร ส่วนสภาพจิตใจ เขายังพยายามประคับประคองตัวเองด้วยกำลังใจจากคนภายนอก ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หรือข้อความแสดงความห่วงใยผ่านสื่อต่าง ๆ แม้บางครั้งจะเป็นเพียงข้อความสั้น ๆ ที่ไม่ได้ระบุชื่อเขาโดยตรง แต่การได้รู้ว่ายังมีคนติดตามผู้ที่ถูกจำกัดเสรีภาพทางความคิด ก็ช่วยให้มีกำลังใจขึ้นมาก

ท่ามกลางข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น ทิวากรยังคงเขียนงาน “วิถีตน” ต่อไป งานชิ้นนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น แต่หลังถูกย้ายมาเรือนจำกลางขอนแก่น ทำให้ กระดาษ สมุด และหนังสือที่เคยมีถูกนำออกไปทั้งหมด เขาต้องเริ่มต้นเขียนใหม่ 

“วิถีตน” เป็นงานที่ทิวากรระบุว่าเกิดจากการต้องการถ่ายทอดความคิดและอุดมการณ์ของตัวตน  “ผมมองว่ามนุษย์แต่ละคนเกิดมาพร้อมกับอัตลักษณ์เฉพาะตัว มีชาติตระกูล สภาพแวดล้อม เจตนา อารมณ์ และวิธีคิดที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดมาในครอบครัวหรือสังคมใด ก็มักถูกคาดหวังให้ดำเนินชีวิตตามแบบของครอบครัวหรือสังคมนั้น จนบางครั้งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นกรอบที่ครอบงำความเป็นมนุษย์และทำให้คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตตามตัวตนที่แท้จริง” 

เขากล่าวความรู้สึกภายในจิตใจอีกว่า “คนเราอยู่กับตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีใครสามารถควบคุมความคิดภายในของเราได้ทั้งหมด งานเขียนนี้จึงเป็นการทบทวนว่าเราจะดำเนินชีวิตตาม ‘วิถีของตน’ โดยยังคงรักษาความเป็นปัจเจกบุคคลไว้ได้อย่างไร”

มุมมองต่อสถานการณ์คดีถึงที่สุดแล้ว ทิวากรสะท้อนว่าคดีตามมาตรา 112 ควรพิจารณาอย่างชัดเจนว่าถ้อยคำหรือการแสดงออกนั้นกล่าวถึงบุคคลใดโดยเฉพาะหรือไม่  “กรณีของผมเป็นการสวมเสื้อที่มีข้อความว่า ‘หมดศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์’ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นต่อสถาบัน ไม่ได้มีเจตนากล่าวถึงหรือพาดพิงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 เป็นการเฉพาะ แต่ศาลกลับตีความว่าเป็นการกล่าวถึงรัชกาลที่ 10”  

“แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ผมยังทำได้คือบันทึกความคิดและความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ แม้วันนี้สิ่งที่เขียนอาจยังไม่มีใครได้เห็น แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานสำหรับตัวผมเอง และผมยังหวังว่าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า อาจมีการหยิบยกคดีของผมขึ้นมาพิจารณาหรือทบทวนใหม่อีกครั้ง” เขากล่าวไว้อีกตอน

730 วันตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขัง ความเชื่อและอุดมการณ์ของทิวากรยังคงเหมือนเดิม เขามองว่าการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ผู้ถูกคุมขังวัย 50 ปี พยายามทำต่อไปคือการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมาย การสื่อสารกับทนายความ ผู้มาเยี่ยม หรือสังคมภายนอก เพื่อทำให้ผู้คนเห็นว่าสิทธิเสรีภาพยังเป็นเรื่องสำคัญ แม้ตัวตนจะอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจำกัดก็ตาม

ทิวากรยังมองว่าสังคมไทยมีโครงสร้างและวัฒนธรรมบางอย่างที่ครอบงำวิถีชีวิตของผู้คน เช่น ความคิดที่ว่า “เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด” ซึ่งอาจทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่กล้าคิด ไม่กล้าตั้งคำถาม และปิดกั้นมุมมองของตัวเอง 

สิ่งที่ได้เรียนรู้ชัดเจนขึ้นในสองปีนี้ ทิวากรบอกว่าแม้ร่างกายจะถูกจำกัดพื้นที่หรือถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบ แต่ความคิดภายในยังเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ และไม่มีใครสามารถเข้ามาควบคุมความคิด ความเชื่อ หรือความรู้สึกของเราได้ทั้งหมด หากเราไม่ยอมปิดกั้นตัวเอง

.

ปัจจุบัน ทิวากร วิถีตน ถูกคุมขังทั้งที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นและที่เรือนจำกลางขอนแก่นมาครบ 2 ปี แล้ว โดยจากโทษจำคุก 6 ปี เขายังเหลือโทษรวมทั้งหมดอีกราว 4 ปี

สามารถเขียนจดหมายออนไลน์ถึงทิวากรผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

‘625 วัน’ ในเรือนจำของ “ทิวากร”: ยังคิด ยังเขียนแบบ ‘วิถีตน’ และยังขอยื่นประกันตัวต่อไป

“เขาจะขังเราไว้ทำไม”: หนึ่งปีแห่งชีวิตของ “ทิวากร” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ในระหว่างสู้ฎีกา

.

X