“เขาจะขังเราไว้ทำไม”: หนึ่งปีแห่งชีวิตของ “ทิวากร” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ในระหว่างสู้ฎีกา

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2568  ทนายเข้าเยี่ยม “ทิวากร วิถีตน” เกษตรกรชาวขอนแก่นวัย 49 ปี ที่ถูกคุมขังในทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 112  หลังจากเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เคยยกฟ้อง ให้ทิวากรมีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี โดยทางนําสืบของจําเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจําคุกกระทงละ 2 ปี รวมจําคุก 6 ปี

ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ทั้งครอบครัวและทิวากร ยื่นขอประกันตัวระหว่างฎีกาไปถึง 8 ครั้งแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาต เห็นว่ากรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทำให้ทิวากรยังคงถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นต่อไป

กับหนึ่งปีแห่งชีวิตในเรือนจำ ทิวากรเล่าถึงชีวิตและกิจวัตรที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเกษตรกรที่เคยต่อสู้กับธรรมชาติเพื่อหาเลี้ยงชีพ กลายเป็นผู้ต้องขังที่ต้องต่อสู้กับความหวังและสุขภาพที่อ่อนแอลง

เขาได้เรียนรู้ชัดแจ้งว่า ความยุติธรรมไม่ค่อยมีอยู่จริง และรู้สึกเหมือนกับจำเลยคดีเกี่ยวกับลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 แต่ความรู้สึกตื้นตันต่อผู้คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน กลับมาเยี่ยมและให้กำลังใจ รวมทั้งการที่มีคนมาชูป้าย ‘ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง’ ที่หน้าเรือนจำ แม้จะไม่ได้พบ แต่ก็สัมผัสและรับรู้ได้ ทำให้เขาน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง

ในฐานะผู้ต้องขังการเมืองทิวากรยังยืนหยัดในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น โดยสดุดีผู้ที่ไม่ปิดกั้นตนเองและแสดงออกทางการเมืองโดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย์ พร้อมมองว่าสังคมวิตกจริตเกิดจากฝ่ายผู้มีอำนาจที่กลัวอำนาจของตนสูญเสีย 

สุดท้ายแม้การถูกคุมขังยาวนาน จะเป็นอุปสรรคต่อชีวิต และการต่อสู้ในสิ่งที่่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม แต่ทิวากรยังคงยืนยันจะต่อสู้ในชั้นฎีกาต่อไป แม้จะต้องใช้เวลาอีกนับปี

_____________________

ในห้องเยี่ยมทนายความที่เงียบสงบกว่าห้องเยี่ยมทั่วไป ทิวากรนั่งตรงข้าม ทรงผมสกินเฮดเบอร์ 4 ผมขาวดำแซมกัน รูปร่างผอมลง ขวบปีผ่านไปหลังจากตื่นขึ้นมาในทุก ๆ เช้า เขาต้องนั่งฟังการบรรยายธรรมะจากโทรทัศน์ หรือนั่งพับเพียบขัดสมาธิ สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนคนที่ไม่ได้นับถือก็นั่งเฉย ๆ ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสเดียวที่จะจัดการธุระส่วนตัว

เวลา 6.30 น. คือเวลาอาบน้ำ ถ้าพลาดช่วงนี้ก็จะไม่ได้อาบอีกเลยตลอดวัน เวลา 7.10 น. และ 7.40 น. เป็นเวลารับประทานอาหารเช้าแบ่งเป็น 2 รอบ เพื่อไม่ให้แออัด จากวันแรกถึงปัจจุบันอาหารดีขึ้นกว่าแต่ก่อน มีเนื้อสัตว์และผักครบถ้วน แต่ที่ทำให้เขาไม่อดอยากคือการที่ญาติฝากอาหารมาให้ สัปดาห์ละ 5 วัน 

เวลา 8.00 น. เป็นช่วงเคารพธงชาติ และรับฟังการแจ้งสิทธิต่าง ๆ เกี่ยวกับการถูกขัง การอภัยโทษ หรือการลดหย่อนโทษ ก่อนที่จะเข้ากองงาน ตั้งแต่ 8.30 น. ซึ่งสามารถเลือกได้ตามความถนัด

ภายใต้ชีวิตและกิจวัตรที่ซ้ำเดิม ในทางกลับกันการอยู่ข้างในนานวันเข้า ก็เปลี่ยนแปลงร่างกายของเขาจากที่เคยเป็นเกษตรกรที่ได้โดนแดดและสูดอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน ตอนนี้สุขภาพแย่ลง มีปัญหาต่อมผิวหนัง ระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี หัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บกล้ามเนื้อเวลาขยับตัว จนมีอาการป่วยเมื่อเดือนที่แล้ว 

อาจเพราะระบบสุขอนามัยในเรือนจำไม่เพียงพอ เรือนจำไม่จัดให้มีอุปกรณ์รักษาความสะอาดร่างกาย ต้องให้ญาติซื้อฝากเข้ามาให้ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทำให้ผู้ต้องขังที่ไม่มีญาติมาเยี่ยมขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ ทิวากรเองก็ติดโรคหิดจากผู้ต้องขังคนอื่นในกองงานเดียวกัน เพราะความไม่สะอาด แม้จะกินอาหารบางชนิดได้เหมือนปกติ แต่สิ่งที่เขาคิดถึงมากที่สุดคือส้มตำ ไม่ว่าจะเป็นตำลาว ตำป่า ตำแตง 

หลังจากถูกขังมา 1 ปี ความรู้สึกส่วนตัวสะท้อนออกมาเป็นคำพูดคือ “เขาเป็นรองจึงขังเราไว้” “ผมยังมีราคาอยู่ อานนท์ นำภา ยังมีราคาอยู่” และ “ผู้มีอำนาจหาวิธีจัดการกับผม เพื่อให้ผมหมดหวัง” ช่วงเวลาที่ยากที่สุดคือตอนที่ล้มป่วย หน้ามืด หัวใจเต้นผิดจังหวะ และมีความคิดย้อนไปย้อนมาในหัวว่า “เขาจะขังเราไว้ทำไม” 

ทิวากรเปิดใจถึงช่วงที่เกือบสิ้นหวังหรือท้อแท้คือช่วงวันแรก ๆ เพราะเป็นห่วงพ่อแม่ว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากที่แม่และพ่อได้มาเยี่ยมแล้ว กำลังใจก็ดีขึ้น ความเหงาและการขาดการติดต่อจากโลกภายนอกไม่ค่อยมีผลต่อกำลังใจเท่าไร เพราะมีคนมาเยี่ยมบ่อย แม่จะมาเดือนละประมาณ 1 ครั้ง ช่วงหลัง ๆ ประมาณเดือนครึ่งต่อครั้ง เพราะเดินทางมาเองไม่ได้ และมีคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่มาเยี่ยมและให้กำลังใจ ทำให้ทิวากรรู้สึกมีกำลังใจมาก แต่การที่เขาไม่ได้รู้ข่าวคราวข้างนอกทำให้เขารู้สึกความรู้น้อยลง ความคิดอ่านช้าลง แม้บางทีเรื่องง่าย ๆ ก็ใช้เวลาค่อนข้างมากถึงจะนึกได้

ขณะที่สัมพันธภาพกับเพื่อนในเรือนจำก็มีแนวโน้มในทางที่ดี เพื่อนค่อนข้างเยอะ ด้วยเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น เมื่อได้เงินที่ญาติฝากมาให้ ก็จะเอาไปซื้อเสื้อผ้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผงซักฟอกให้กับเพื่อนนักโทษคนอื่น ๆ ที่ขาดแคลน

ทิวากรเล่าถึงความฝันอยู่สองครั้ง ครั้งแรกฝันว่าได้เจอกับอาจารย์สมัยอยู่มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และได้ไปทำงานให้กับอาจารย์ ซึ่งเป็นความรู้สึกผิดที่เคยให้สัญญากับอาจารย์เอาไว้ ฝันเรื่องที่สอง คือได้ขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันกับ ทักษิณ ชินวัตร 

ก่อนบทสนทนาย้อนไปถึงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่กลับคำตัดสิน ทิวากรเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีแนวคิดที่แตกแยก ผลคำพิพากษาเกิดจากอคติส่วนตัวของผู้พิพากษา จากที่เคยคำนวณโอกาสชนะคดี 33.33% ตอนนี้เขามีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าในชั้นฎีกาจะกลับมาชนะ 

เมื่อถามถึงการที่มีกลุ่มประชาชนเดินทางมาชูป้าย ‘ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง’ เพื่อให้กำลังใจหน้าเรือนจำ  สิ่ง ๆ นั้นทำให้ทิวากรรู้สึก “ซาบซึ้งมาก ขอบคุณมาก ๆ น้ำตาไหล” แม้จะไม่ได้พบใครเลยก็ตาม

หนึ่งปีในเรือนจำทำให้เขาเข้าใจความหมายคำว่า  ‘ยุติธรรม’ แตกต่างไปจากเดิม เขาตอบว่าทราบก่อนหน้าแล้วว่าความยุติธรรมไม่ค่อยมีอยู่ ตอนนี้เขามีความรู้สึกเหมือนกับจำเลยคดีเกี่ยวกับลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8

ก่อนจากกัน มีข้อความในโอกาสครบ 1 ปี ของการถูกคุมขัง ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด ทิวากรฝากว่า “สดุดีท่านที่ไม่ปิดกั้นตนเอง ยืนหยัดในการแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นสถาบันกษัตริย์” ทิ้งท้ายอีกว่า “สังคมวิตกจริตหมายถึงว่าชนชั้นนำทำตัวเอง มีฝ่ายผู้มีอำนาจที่วิตกจริต ประสาทแดก หรือกลัวอำนาจของตนสูญเสีย”

.

สามารถเขียนจดหมายออนไลน์ถึงทิวากร ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ย้อนอ่านคำเบิกความ “ทิวากร วิถีตน” ในศาล: การแสดงออกด้วยความหวังดีต่อสถาบันฯ-ทักท้วงปัญหาการใช้ ม.112

กว่าจะ ‘หมดศรัทธาฯ’: เรื่องราวของ ‘ทิวากร วิถีตน’ กับวิถีการต่อสู้ที่ตนเลือกเอง

X