“ทิวากร” ถูกปฏิเสธประกันตัวครั้งที่ 7 แม้ยืนยันไม่คิดหลบหนี จะสู้คดีต่อ สองศาลยังเห็นต่างกัน แต่กลับไม่ได้ประกันในชั้นฎีกา

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2568 ทนายความยื่นขอประกันตัว “ทิวากร วิถีตน” เกษตรกรชาวขอนแก่นวัย 49 ปี หลังถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีมาตรา 112 ในชั้นฎีกา โดยขอใช้เงินสดเป็นหลักประกัน 600,000 บาท พร้อมรับเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศและยินยอมไปรายงานตัวต่อศาลเป็นระยะ ขณะที่เจ้าตัวก็ยืนยันผ่านจดหมายประกอบคำร้องที่เขียนด้วยลายมือออกจากเรือนจำ ระบุถึงสิทธิประกันตัวที่สมควรได้รับ และไม่คิดจะหลบหนี รวมถึงต้องการออกมาสู้คดีอย่างเต็มทีในชั้นฎีกา

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน หลังศาลจังหวัดขอนแก่นส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เห็นว่ากรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทำให้ทิวากรยังคงถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นต่อไป โดยครั้งนี้นับเป็นการยื่นขอประกันตัวระหว่างฎีกาครั้งที่ 7 แล้ว

.

คำร้องระบุศาลสองชั้นยังเห็นต่างกัน ควรให้โอกาสประกันตัวต่อสู้ในชั้นฎีกา 

คำร้องขอประกันตัวระบุโดยสรุปว่า ตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ตลอดจนชั้นพิจารณา ทิวากรไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตลอดทุกขั้นตอน 

ทั้งคำร้องยังอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 ที่กำหนดว่า ก่อนที่จะมีคำพิพากษาจนถึงที่สุดว่าบุคคลได้กระทำผิด ศาลหรือองค์กรของรัฐจะปฏิบัติกับบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้ หากพิจารณาตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักแห่งรัฐธรรมนูญ ย่อมเห็นว่าทิวากรยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ประกอบกับคดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง แล้วศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับในภายหลัง พฤติการณ์ในคดีแสดงให้เห็นได้ว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ จึงควรให้โอกาสในการประกันตัวจำเลยในการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา

.

ทิวากรยืนยัน ไม่คิดหลบหนี จะสู้คดีต่อไป

ขณะเดียวกัน คำร้องขอประกันตัวครั้งนี้ ยังแนบคำร้องประกอบที่ทิวากรประสงค์จะเขียนนำเสนอต่อศาลด้วยตนเอง โดยเขาได้เขียนเนื้อหาเป็นลายมือส่งออกมาจากเรือนจำ ลงวันที่ 27 เม.ย. 2568 มีใจความดังนี้

“กระผม ทิวากร วิถีตน จำเลยในคดี ม.112, ม.116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นตัดสินยกฟ้องเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2565 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตัดสินจำคุก 6 ปี ในวันที่ 14 ส.ค. 2567 ซึ่งหลังจากมีคำตัดสิน ผมถูกส่งตัวมาคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น จวบจนถึงปัจจุบัน ผมไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงตัดสินใจต่อสู้คดีในชั้นฎีกา แต่ผมกลับไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี แม้ว่านายประกันของผมจะยื่นประกันตัวผมไปแล้ว 6 ครั้งก็ตาม ทำให้ผมต่อสู้คดีอย่างยากลำบาก

“บอกตามตรงว่าผมรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวตัวผม เพราะตามหลักกฎหมายในเรื่องการพิจารณาคดีที่คดียังไม่สิ้นสุด จะต้องถือว่าจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วพบว่าจำเลยกระทำความผิดจริง จำเลยจึงจะสามารถถูกลงโทษจำคุกตามกฎหมายได้ การที่ผมถูกจำคุกระหว่างพิจารณาคดีเช่นนี้ จึงเท่ากับว่าศาลกระทำผิดหลักกฎหมายเสียเอง

“ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวผมโดยให้เหตุผลว่าคดีของผมมีอัตราโทษสูง จึงเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับเหตุผลนี้โดยสิ้นเชิง เพราะหากจะอ้างว่าคดีของผมมีอัตราโทษสูงจริง ๆ อย่างน้อย ๆ คำตัดสินของคดีนี้ก็ควรจะตัดสินให้ผมมีความผิดทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลถึงจะสามารถอ้างได้อย่างเต็มปาก และอย่างมีน้ำหนักว่าผมมีโอกาสสูงถึง 67.67 % ที่ผมจะกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริง (ตัวเลข 67.67 % คิดจากการสู้คดีใน 3 ศาล คือ 1.ชั้นต้น 2.อุทธรณ์ 3.ฎีกา ถ้าศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ตัดสินว่ามีความผิดก็เท่ากับว่าโอกาสที่จำเลยจะกระทำผิดจริงคิดเป็น 2 ใน 3 หรือ 67.67 %) แต่ในคดีของผมศาลชั้นต้นยกฟ้อง ในขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตัดสินให้ผมผิด ก็เท่ากับว่าโอกาสที่ผมจะกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องจริง ๆ มีแค่ 1 ใน 3 หรือเท่ากับ 33.33 % เท่านั้น

“ดังนั้นการที่ศาลอ้างว่าผมมีอัตราโทษสูงในคดีที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ในขณะที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่ามีความผิด จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลภายใต้หลักคิดที่ว่าการสู้คดีใน 3 ศาล ที่ให้น้ำหนักของคำตัดสินของทั้ง 3 ศาลเท่า ๆ กัน

“หรือจะใช้หลักคิดเดียวกับการแข่งตระกร้อ ที่ตัดสินชี้ขาดแพ้ชนะกันใน 3 เซ็ท ในทำนองเดียวกับการสู้คดีที่มี 3 ศาล โดยในการแข่งตระกร้อ ถ้าฝ่ายหนึ่งชนะ 2 เซ็ตรวด ก็ถือว่าชนะ แต่ถ้าใน 2 เซ็ทแรก ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ก็ให้ตัดสินชี้ขาดกันในเซ็ตที่ 3 ซึ่งถ้าใช้หลักคิดเดียวกันกับการแข่งตะกร้อ ก็ถือว่าการที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวผมมันไม่สมเหตุสมผล เพราะศาลชั้นต้นผมชนะ ชั้นอุทธรณ์ผมแพ้ จึงต้องชี้ขาดกันที่ศาลฎีกา แต่ศาลกลับไม่ให้ประกันตัวผม ทำราวกับว่าผมแพ้ตระกร้อหรือแพ้คดีแล้วยังไงยังงั้น

“ในส่วนของข้ออ้างที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวผมว่า เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ผมรู้สึกงง ๆ กับข้ออ้างนี้มาก ผมงงว่าทำไมผมต้องหลบหนี ในเมื่อผมชนะคดีในศาลชั้นต้น แล้วผมก็มั่นใจว่าผมและทีมทนายจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองจนสิ้นสงสัย และสามารถชนะคดีในชั้นฎีกาในท้ายที่สุดได้ 

“แล้วในช่วงที่ผมโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับในวันที่ 4 มี.ค. 2564 และศาลอนุญาตให้ประกันตัวผมในบ่ายวันเดียวกัน ด้วยวงเงินประกัน 150,000 บาท ผมก็เดินทางไปรายงานตัวที่ศาลจังหวัดขอนแก่นตามนัดทุกครั้ง ตอนไปนัดส่งฟ้องของอัยการจังหวัดขอนแก่นผมก็ไปตามนัด วันขึ้นศาลนัดพร้อมผมก็ไปตามนัด ตอนศาลไต่สวนคำร้องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยื่นถอนประกันตัวผมก็ไปตามนัด ตอนไปขึ้นศาลในวันสืบพยาน 4 วันติดต่อกัน ผมก็ไปตามนัด วันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นผมก็ไปตามนัด

“ในวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นัดฟังคำพิพากษา ผมก็ไปฟังคำพิพากษาตามนัด ในการนัดของศาลทุกครั้ง ผมก็ไปตามนัดทุกครั้งโดยไม่เคยผิดนัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผมจึงไม่เข้าใจว่าการที่ศาลใช้ข้ออ้าง เกรงว่าจำเลยจะหลบหนีนั้น ศาลเอามูลเหตุอะไรมาเป็นเหตุผลในการใช้ข้ออ้างนี้ เพื่อที่จะไม่อนุญาตให้ประกันตัวผม หรือว่าศาลใช้วิธีมโน คิดเอง เออเอง จนเกิดความมั่นใจ 100 % ว่าเมื่อผมโดนศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตัดสินจำคุก 6 ปีแล้ว คนอย่างทิวากร วิถีตน จะต้องหลบหนีคดีอย่างแน่นอน 

“ถ้าหากศาลคิดเช่นนี้ผมก็ต้องขอบอกว่าท่านเข้าใจในตัวผมคาดเคลื่อนแล้ว และผมจะสู้คดีต่อไปโดยไม่รับสารภาพในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำ ต่อให้ศาลตัดสินว่าผิดทำให้ผมต้องเข้าคุก แต่ในมโนสำนึก ของผมรู้อยู่แก่ใจว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด และผมยืนยันอีกครั้งว่าคนอย่าง ทิวากร วิถีตน ไม่ใช่คนที่จะหลบหนีคดี เพียงเพราะคำตัดสินลงโทษจำคุก 6 ปี อย่างแน่นอน”

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลังศาลจังหวัดขอนแก่นส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวเช่นเดิม โดยระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องและคำร้องประกอบของจำเลยแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

สำหรับทิวากรถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” และโพสต์ข้อความถึงสถาบันกษัตริย์เกี่ยวกับการใช้มาตรา 112 รวม 3 โพสต์ ในปี 2564

คดีของเขาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ลงโทษจำคุก 6 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันเรื่อยมา จนปัจจุบันทิวากรถูกคุมขังมาแล้ว 296 วัน หรือ 9 เดือน กับ 22 วันแล้ว 

สามารถเขียนจดหมายออนไลน์ถึงทิวากร ผ่านโครงการFree Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เดือนที่ 8 ของการคุมขัง “ทิวากร”: โรคหิด และจดหมายที่ไม่ถึง “อานนท์” 

กว่าจะ ‘หมดศรัทธาฯ’: เรื่องราวของ ‘ทิวากร วิถีตน’ กับวิถีการต่อสู้ที่ตนเลือกเอง

X