องค์กรสิทธิฯ สากล แถลงประณามการลงโทษจำคุกในคดี ม.112 ของ “ทิวากร” เรียกร้องให้ปล่อยตัว และแก้กฎหมายให้สอดคล้องกติการะหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (The Observatory for the Protection of Human Rights Defenders) ได้ออกแถลงการณ์ด่วนเรียกร้องให้ปล่อยตัว “ทิวากร วิถีตน” ซึ่งถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ถูกศาลฎีกาพิพากษจำคุก 6 ปี จากกรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564

กลุ่มสังเกตการณ์ฯ ได้แถลงประณามการคุกคามการลงโทษและคุมขังทิวากรจากการใช้เสรีภาพการแสดงออก และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวทิวากร รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในทันที รวมทั้งเรียกร้องทางการไทยให้แก้ไขมาตรา 112 ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศ พร้อมข้อเรียกร้องอื่นรวม 5 ข้อ

.

ทั้งนี้กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน (FIDH) และองค์กรต่อต้านการทรมานโลก (OMCT) เพื่อติดตามปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามและละเมิดสิทธิมนุษยชน 

แถลงการณ์ของกลุ่มสังเกตการณ์ฯ ได้เรียกร้องทางการไทยให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการปล่อยตัวทิวากรและแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยสรุปสถานการณ์คดีและเสนอข้อเรียกร้องระบุว่า

ทิวากร วิถีตน เป็นนักกิจกรรมชาวไทยที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549 ตลอดจนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ โดยในปี 2553 ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง และได้สร้างกลุ่ม “FreedomTalk” (เดิมชื่อ RedTalk) ในห้องแคมฟรอก

วันที่ 7 พ.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษทิวากรในคดีตามประมวลกฎหมาบอาญามาตรา 112 จำคุก 6 ปี โดยในนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ทิวากรถูกเบิกตัวไปยังศาลจังหวัดขอนแก่น โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และทนายความก็ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเช่นกัน 

ในคดีของทิวากรก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2565 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษายกฟ้องทิวากรในทุกข้อกล่าวหา ศาลเห็นว่าโพสต์ตามฟ้องนั้นไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากข้อความและรูปภาพที่โพสต์ในเฟซบุ๊กไม่ได้กล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ และสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามา มาตรา 112 ก่อนที่อัยการโจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา

ต่อมา วันที่ 14 ส.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมโทษจำคุก 9 ปี โดยเห็นว่าทางนําสืบของจําเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจําคุกกระทงละ 2 ปี รวมจําคุก 6 ปี โดยศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อความตามฟ้องสามารถตีความได้ว่ากล่าวถึงรัชกาลที่ 10 โดยพิจารณาจากการแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของทิวากรที่กล่าวถึงการใช้มาตรา 112 ในรัชสมัยปัจจุบัน และจากการเชิญชวนให้ผู้อื่นซื้อเสื้อยืดที่มีสโลแกนดังกล่าว

ในศาลฎีกา ตีความคำว่า  “สถาบันพระมหากษัตริย์” ย่อมครอบคลุมถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันด้วย ข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” ทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสีย ส่วนข้อความที่เรียกร้องให้ระงับใช้มาตรา 112 และให้ปล่อยแกนนำทั้ง 4 คน เห็นว่า เป็นการใส่ความเท็จว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสั่งการดังกล่าวได้ การลงรูปภาพและข้อความจึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และเสื่อมเสียพระเกียรติยศ พร้อมกับให้ริบเสื้อยืดของกลาง

นับตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 ภายหลังถูกศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษา จนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 7 พ.ค. 2569 ทิวากรได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อออกมาต่อสู้คดีมาแล้วถึง 14 ครั้ง แต่ทุกครั้งก็ยังคงถูกปฏิเสธเช่นเดิม ปัจจุบัน (12 มิ.ย. 2569) เขาถูกคุมขังที่จังหวัดขอนแก่นเป็นเวลากว่า 667 วัน หรือคิดเป็นกว่า 1 ปี 10 เดือน 

นอกจากนี้ ในอีกคดีของทิวากรที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปเข้ามาลงชื่อในเว็บไซต์ Change.org ล่ารายชื่อคนที่ต้องการทำประชามติให้เลือกว่าจะคงไว้หรือยกเลิกระบอบกษัตริย์ ศาลจังหวัดลำปางมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี โดยรอการลงโทษไว้ มีกำหนด 3 ปี ก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำพิพากษายืนเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2566 คดียังอยู่ระหว่างฎีกา

.

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มผู้สังเกตการณ์ฯ ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการคุกคามผ่านกระบวนการยุติธรรม การควบคุมตัวโดยพลการ และการพิพากษาลงโทษทิวากร ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อลงโทษเขาสำหรับการใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสันติ และกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ที่มีความชอบธรรม

ประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยข้อ 9 และข้อ 14 ของกติกาฯ ได้รับรองสิทธิในเสรีภาพและการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และข้อ 19, 21 และ 22 คุ้มครองสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และการสมาคม การจำกัดสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ต้องเป็นไปตามหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน ในกรณีนี้ การกำหนดโทษจำคุกระยะยาวสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันสาธารณะโดยสงบ ถือว่าไม่สอดคล้องกับพันธกรณีดังกล่าว

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า มีประชาชนอย่างน้อย 291 คน ซึ่งรวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ข้อมูลระหว่างวันที่ 19 พ.ย. 2563 ถึง 31 มี.ค. 2569) ในขณะที่อีก 222 คน เผชิญข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การใช้บทบัญญัติเหล่านี้อย่างเป็นระบบต่อผู้เห็นต่างและผู้ชุมนุมโดยสงบ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการคุกคามทางกระบวนการยุติธรรมและการลิดรอนพื้นที่ภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

กลุ่มผู้สังเกตการณ์ฯ เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวทิวากร วิถีตน โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข และให้เพิกถอนคำพิพากษา นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการ และยุติการคุกคามทางกระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบต่อพวกเขา ตาม 5 ข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

  1. รับประกันความปลอดภัยทางร่างกาย สุขภาวะทางจิตใจ และสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมของทิวากร วิถีตน รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยคนอื่น ๆ ในประเทศไทย
  2. ปล่อยตัวทิวากร วิถีตน รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยคนอื่น ๆ ที่ถูกคุมขังโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งการควบคุมตัวพวกเขามีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อลงโทษพวกเขาจากการทำกิจกรรมตามสิทธิมนุษยชนที่มีความชอบธรรม
  3. เพิกถอนคำพิพากษาลงโทษทิวากร วิถีตน ยุติการกระทำที่เป็นการคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงการคุกคามทางกระบวนการยุติธรรมต่อเขาและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน-นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยคนอื่น ๆ ในประเทศ และรับรองว่าพวกเขาสามารถใช้สิทธิทางสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องตามกฎหมายได้โดยปราศจากอุปสรรคและความกลัวจากการถูกดำเนินคดี
  4. รับประกันสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 19 และ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี
  5. แก้ไขกฎหมายในระดับประเทศ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย ภายใต้ ICCPR และงดเว้นการนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้เพื่อมุ่งเป้าไปยังนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย

.

.

อ่านบทสัมภาษณ์ทิวากร: กว่าจะ ‘หมดศรัทธาฯ’: เรื่องราวของ ‘ทิวากร วิถีตน’ กับวิถีการต่อสู้ที่ตนเลือกเอง

อ่านฐานข้อมูลคดีนี้: คดี 112, 116 ทิวากร สวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์” – โพสต์ยุติการใช้ 112

สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112: สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ปี 2563-69

X