ครึ่งปี 2569 ยังพบสถานการณ์เจ้าหน้าที่รัฐติดตามคุกคามประชาชน-แทรกแซงกิจกรรม อย่างน้อย 30 กรณี

ในช่วงครึ่งปี 2569 ท่ามสถานการณ์การเลือกตั้ง การลงประชามติรัฐธรรมนูญ และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สถานการณ์การติดตามคุกคามประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อันเนื่องมาจากการแสดงออกทางการเมือง แม้จะมีรายงานลดน้อยลงจากปีก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังเป็นสถานการณ์ที่พบอยู่เป็นระยะ ไม่ได้หมดสิ้นไปแต่อย่างใด โดยยังคงพบกรณีเจ้าหน้าที่รัฐไปหาที่บ้านของนักกิจกรรมหรือประชาชนที่เคยถูกดำเนินคดีทางการเมือง หรือเคยออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบกรณีการติดตามคุกคามประชาชน และปิดกั้นแทรกแซงกิจกรรม โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่น้อยกว่า 30 กรณี แยกเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการติดตามคุกคามนักกิจกรรม-ประชาชน ด้วยสาเหตุต่าง ๆ อย่างน้อย 29 กรณี และกรณีการปิดกั้นหรือแทรกแซงกิจกรรมสาธารณะ อย่างน้อย 1 กรณี

ลักษณะที่ยังพบมากเป็นระยะและต่อเนื่องมาจากหลายปีก่อนหน้า คือกรณีการที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปหาประชาชนที่บ้าน หรือคอยติดตามสอดแนมความเคลื่อนไหว เนื่องจากมีบุคคลสำคัญมาในพื้นที่ แม้หลายคนจะไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว หรือไม่ทราบเรื่องการลงพื้นที่ใด ๆ เลยก็ตาม หากก็ยังคงเป็นปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบและสืบเนื่อง

พื้นที่ที่มีรายงานสถานการณ์การคุกคามมากที่สุดในครึ่งปีนี้ พบว่าเป็นพื้นที่ภาคเหนือ อย่างน้อย 11 กรณี ตามมาด้วย กรุงเทพฯ และปริมณฑล พบอย่างน้อย 9 กรณี และพื้นที่ภาคใต้ พบอย่างน้อย 5 กรณี ภาคอีสาน พบอย่างน้อย 3 กรณี

เทียบกับรายงานการคุกคามในช่วงครึ่งปี 2568 ที่พบอย่างน้อย 58 กรณี ถือว่ารายงานการคุกคามลดลงเล็กน้อย แต่ตัวเลขดังกล่าว ก็เป็นเพียงสถิติที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งหรือทราบข้อมูลเท่านั้น คาดว่ามีกรณีที่ไม่ทราบข้อมูลหรือไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่อีกด้วย

.

.

การติดตามคุกคามเนื่องจากมี “ขบวนเสด็จ” ในพื้นที่ ยังพบมากที่สุด

สาเหตุการคุกคามที่พบมากที่สุด ยังเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐไปติดตามประชาชนก่อนหรือระหว่างการลงพื้นที่ของบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะสมาชิกราชวงศ์ เพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนไหว โดยพบกรณีลักษณะนี้ในครึ่งปีนี้ จำนวนอย่างน้อย 15 กรณี

บุคคลที่ถูกติดตามซึ่งพบมากในครึ่งปีนี้ คือกรณีของผู้ต้องขังทางการเมือง ที่ครอบครัวหรือญาติใกล้ชิดมีเจ้าหน้าที่รัฐไปติดตามถึงบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่มีสมาชิกราชวงศ์ไปในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ

อาทิกรณีภรรยาของ “วิจิตร” ผู้ต้องขังในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2569 ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ไปพบที่บ้านในจังหวัดขอนแก่น เพื่อถ่ายภาพบ้าน และพยายามจะถ่ายภาพของเธอ รวมถึงสอบถามเกี่ยวกับการยื่นขออภัยโทษของวิจิตร โดยระบุว่าการติดตามดังกล่าวเนื่องจากในวันที่ 16 พ.ค. 2569 รัชกาลที่ 10 มีกำหนดการเสด็จมาในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์

นอกจากกรณีครอบครัวของวิจิตรแล้ว ในช่วงเดียวกันนี้ยังมีกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวครอบครัวของผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 อีกรายหนึ่งที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย

ในกรณีครอบครัวของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงราย ก็เป็นอีกหนึ่งในครอบครัวที่ต้องเผชิญกับการเฝ้าติดตามของเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด โดยในครึ่งปีนี้มีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ไปติดตามที่บ้านแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่มีการเสด็จของสมาชิกราชวงศ์มาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยแม้ตัวนักกิจกรรมจะถูกคุมขัง แต่ครอบครัวกลับกลายเป็นเป้าของการถูกเจ้าหน้าที่เข้าไปพบอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ช่วงที่มีพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ยังมีรายงานกรณีนักกิจกรรมหรืออดีตคนเสื้อแดง อย่างน้อย 2 ราย ที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามตัวถึงบ้าน เพื่อพยายามสอบถามความเคลื่อนไหว หรือคอยสอดแนมบริเวณใกล้ที่พักอาศัยด้วย

ประชาชนที่เคยถูกดำเนินคดีจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง แม้คดีจะสิ้นสุดและยกฟ้องไปแล้ว ก็พบว่าตกเป็น “เป้าหมาย” ของการติดตามของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยพบกรณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 มีรายงานประชาชนที่เคยถูกดำเนินคดีคาร์ม็อบถูกเจ้าหน้าที่รัฐพยายามติดตามตัว ทั้งการไปหาที่บ้าน คอยสอดแนม หรือติดต่อให้มาพบ จำนวนอย่างน้อย 3 ราย โดยในตอนแรกยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุการติดตาม แต่ต่อมาทราบว่าเกี่ยวข้องกับการลงพื้นที่ของสมาชิกราชวงศ์ด้วย แม้จะไม่มีใครทราบถึงการลงพื้นที่มาก่อนเลยก็ตาม

รวมทั้ง มีรายงานกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยร่วมกิจกรรมทางการเมือง ได้ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยติดตามและถ่ายรูปในช่วงพิธีซ้อมรับปริญญา เมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วย

.

.

การติดตามคุกคามเนื่องจากการแสดงออกทางการเมือง หรือเคยถูกดำเนินคดีทางการเมือง

นอกจากสถานการณ์การคุกคามอันเกี่ยวเนื่องกับบุคคลสำคัญลงพื้นที่ ยังพบกรณีประชาชนที่ออกมาแสดงออกทางการเมือง ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเข้าติดตาม เช่น กรณีอิสริยะ ไชยมนตรี ประชาชนในจังหวัดสระแก้วที่แสดงอารยะขัดขืนไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหารประจำปี 2569 ในช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้ต่อมาเขาถูกดำเนินคดีหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ก็เปิดเผยข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า หลังจากการแสดงออก ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปคอยสอดส่องที่ละแวกบ้าน สอบถามเพื่อนบ้านเกี่ยวกับข้อมูลและประวัติส่วนตัว ทำให้ครอบครัวรู้สึกถูกคุกคามด้วย

ในช่วงการลงประชามติว่าต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในช่วงต้นปี 2569 นั้น พบว่ามีกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์คอยสอบถามข้อมูลผู้ทำกิจกรรมรณรงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างน้อย 2 ราย ทั้งในลักษณะคอยโทรเช็ครายละเอียดกิจกรรมและความเคลื่อนไหว หรือเช็ครายละเอียดร้านค้าที่ตั้งเป็นจุดรณรงค์แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ

นอกจากนั้น ยังพบกรณีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ กรณีสมาชิกเครือข่ายคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานี ซึ่งได้เคยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีถูกเจ้าหน้าที่คุกคามเมื่อปี 2568 และทาง กสม. เรียก กอ.รมน. ให้ชี้แจง แต่เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานเดินทางไปพบถึงบ้าน โดยอ้างว่าได้รับคำขอจากกรมชลประทานให้มา “ดูแลความเรียบร้อย และให้กำชับกับชาวบ้านเวลาจะออกมาประท้วงให้อยู่ในความสงบ รับฟังคำชี้แจงจากกรม รวมทั้งพยายามชี้แจงต่อประเด็นการถูกตรวจสอบโดย กสม. ​

ส่วนอับดุลอาฟิร เซ็ง นักข่าวอาสาของสำนักข่าว Wartani และถูกดำเนินคดีตามมาตรา 116 นั้น ก็เปิดเผยถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานมาติดตามถึงบ้านในปัตตานี เพื่อสอบถามข้อมูลความเคลื่อนไหว หลังจากเขาเดินทางไปดูงานที่ภาคอีสาน

นอกจากนั้น ยังมีนักกิจกรรมหรือประชาชนบางส่วนที่ถูกติดตาม โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดอีกอย่างน้อย 4 กรณี โดยมากพบว่าเป็นประชาชนที่เคยถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองในช่วงปี 2563-64 แม้คดีจะสิ้นสุดไปแล้ว บางรายสิ้นสุดโดยศาลพิพากษายกฟ้อง แต่ยังคงถูกเจ้าหน้าที่คอยติดตามความเคลื่อนไหว บางรายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาที่บ้านและพยายามสอบถามข้อมูลส่วนตัวจากครอบครัว พร้อมสอบถามว่ายังเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่หรือไม่

.

.

การแทรกแซงกิจกรรม หรือกรณีที่ส่งผลถึงเสรีภาพการแสดงออก

นอกจากสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐไปคุกคามติดตามที่บ้านแล้ว ยังพบว่ามีสถานการณ์การพยายามแทรกแซงปิดกั้นกิจกรรมสาธารณะอยู่ด้วย ได้แก่ กรณีกิจกรรมยืนหยุดทรราชที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการยืนเฉย ๆ เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งหมดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องทุกวันเสาร์เป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2569 ได้มีเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้ามาแจ้งไม่อนุญาตให้มายืนทำกิจกรรมบริเวณลานท่าแพ โดยเป็นการแจ้งปากเปล่า ไม่มีเอกสารใด ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นระบุว่าให้ผู้จัดไปแจ้งขออนุญาตทำกิจกรรมกับเทศบาลก่อน

ทางผู้จัดคาดว่าการห้ามดังกล่าวอาจะเกี่ยวเนื่องกับกรณีที่คณะกรรมการมรดกโลกของ UNESCO จะมาตรวจพื้นที่เมืองเชียงใหม่ในการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในช่วงเดือนสิงหาคม แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้มีการระบุเรื่องนี้ไว้อย่างแน่ชัด และในสัปดาห์ต่อ ๆ มา กิจกรรมยังคงดำเนินต่อไปได้

ในช่วงครึ่งปีนี้ ยังมีกรณีของเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. รายหนึ่ง ที่ทำคลิปสื่อออนไลน์ใน Tiktok เปิดเผยว่าได้ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ในเรื่องไม่เลื่อมใสศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ ขาดคุณสมบัติทั่วไป ตามระเบียบ ป.ป.ช.  เหตุจากการทำคลิปพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเข้าร่วมรัฐพิธีของข้าราชการ เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยยังไม่ทราบผลการสอบสวนในกรณีดังกล่าว

.

ย้อนอ่านรายงาน ปี 2568 พบสถานการณ์เจ้าหน้าที่รัฐติดตามคุกคามประชาชน-แทรกแซงปิดกั้นกิจกรรม รวมอย่างน้อย 83 กรณี

อ่านรายงาน ความมั่นคงปลอดภัย “ประชาชน” อยู่ตรงไหน?: ส่องสถานการณ์ติดตามคุกคามโดยรัฐเมื่อบุคคลสำคัญลงพื้นที่

.

X