ภรรยาของ “วิจิตร” ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.คอมฯ ถูกตำรวจไปหาถึงบ้านที่ขอนแก่น เหตุมีเสด็จในพื้นที่ภาคอีสาน

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งจากภรรยาของ “วิจิตร” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังทางการเมือง ว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ไปพบที่บ้านในจังหวัดขอนแก่น เพื่อถ่ายภาพบ้าน และพยายามจะถ่ายภาพของเธอ รวมถึงสอบถามเกี่ยวกับการยื่นขออภัยโทษของวิจิตร 

ปัจจุบันวิจิตรถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความทางการเมืองรวม 10 ข้อความในช่วงหลังการรัฐประหาร 2557 โดยศาลอาญาพิพากษาโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ 

.

ภรรยาวิจิตรเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2569 เธอได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด จังหวัดขอนแก่น เพื่อตรวจสอบว่าวิจิตรยังพักอาศัยอยู่ที่บ้านหรือไม่ ซึ่งเธอได้ชี้แจงกลับไปว่าหากต้องการติดต่อวิจิตรต้องไปที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้เหตุผลในการสอบถามว่า เนื่องจากในวันที่ 16 พ.ค. 2569 รัชกาลที่ 10 และพระราชินี มีกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงต้องการทราบว่าวิจิตรยังคงมีความประสงค์ที่จะยื่นขอพระราชทานอภัยโทษอยู่หรือไม่

“เขาโทรมาหา เหมือนอยากได้คำตอบเร็ว ๆ ด่วน ๆ เขาถามเราว่าวิจิตรยังอยู่ที่บ้านนี้ไหม และจะยื่นถวายฎีกาอภัยโทษอยู่ไหม” ภรรยาอธิบายเพิ่มเติมว่าตอนแรกเธอเข้าใจว่าวิจิตรยื่นขออภัยโทษจากในเรือนจำ แต่เมื่อถามกับตำรวจในสายก็ได้รับทราบว่าเป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเข้าเรือนจำไปแล้ว 

“คือเขาขอคำตอบ และพูดกับเราว่าวันนี้จะเดินทางมาที่บ้านเพื่อถ่ายภาพบ้านกับหน้าเราประกอบรายงานส่งนาย” 

ภรรยาบอกว่าตำรวจ สภ.บ้านเป็ด เดินทางมาที่บ้านเธอช่วงสาย ๆ ประมาณ 10.00 – 11.00 น. ของวันเดียวกัน (13 พ.ค. 2569) ด้วยรถกระบะสี่ประตูยี่ห้ออีซูซุสีบรอนซ์ โดยรถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้มีสัญลักษณ์อะไรบ่งบอกว่าเป็นรถของตำรวจ ปรากฏเจ้าหน้าที่ 4 นาย แต่งกายนอกเครื่องแบบด้วยเสื้อกั๊กสีดำคลุมทับเสื้อข้างใน 

เธอบอกว่าตำรวจปรากฏตัวที่หน้าบ้านและสอบถามเธอซ้ำถึงเรื่องการยื่นขออภัยโทษของวิจิตร และซักถามว่าเธอมีความสัมพันธ์อย่างไรกับวิจิตร โดยขอถ่ายภาพเธอไว้ แต่ภรรยาปฏิเสธที่จะให้ตำรวจถ่ายใบหน้า เนื่องจากเธอเห็นว่าการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ และไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบ แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้ถ่ายรูปบ้านของเธอไป เนื่องจากต้องทำรายงานส่งผู้บังคับบัญชา 

ภายหลังจากที่ตำรวจกลับไปแล้ว เธอได้ไปพูดคุยกับ รปภ.หมู่บ้านถึงกรณีที่เกิดขึ้น โดย รปภ. ได้ให้ข้อมูลกับเธอว่าตำรวจกลุ่มดังกล่าวได้ขอเข้ามาในหมู่บ้าน โดยแจ้งกับเขาว่ามีหมายจากศาลให้มาบ้านของวิจิตร จึงเปิดทางให้เข้ามา แต่เขาไม่ได้ดูข้อความในหมายดังกล่าวอย่างละเอียด จึงไม่อาจทราบได้ว่าหมายดังกล่าวเขียนไว้ว่าอย่างไร 

ทั้งนี้ ภรรยาของวิจิตรเปิดเผยว่า เธอไม่ได้เห็นหมายหรือเอกสารตามที่เจ้าหน้าที่กล่าวอ้างกับ รปภ. และตำรวจก็ไม่ได้พูดถึงหมายนั้นต่อหน้าเธอแต่อย่างใด 

ภรรยาของวิจิตรทิ้งท้ายว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะนี้ไม่สมเหตุสมผล เธอไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องมาติดตามสอบถามข้อมูลของวิจิตรจากคนในครอบครัวเขาอีก ในเมื่อเขาถูกตัดสินโทษและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐย่อมตรวจสอบหาข้อมูลจากทางการได้ การกระทำแบบนี้สร้างความกังวลต่อประชาชนและครอบครัวของผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก 

นอกจากนี้ เธอยังเป็นกังวลเกี่ยวกับลูกที่มักจะอยู่บ้านคนเดียว เธอไม่ต้องการให้ลูกมาเผชิญกับสถานการณ์ในลักษณะนี้ 

นอกจากกรณีครอบครัวของวิจิตรแล้ว มีรายงานว่าในช่วงเดียวกันนี้ มีกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมืองอีกรายหนึ่งที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย

.

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่ามีเหตุการณ์คุกคามประชาชนและนักกิจกรรมเกิดขึ้นอย่างน้อย 17 กรณี  โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเสด็จของสมาชิกราชวงศ์ในพื้นที่ เช่น ในกรณีครอบครัวของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกคุมขังในระหว่างฎีกาอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงราย ก็เป็นหนึ่งในครอบครัวที่ต้องเผชิญกับการเฝ้าติดตามของเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด โดยในปีนี้มีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ไปติดตามที่บ้านแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 2568 ที่ผ่านมา พบสถานการณ์การติดตามคุกคามนักกิจกรรม นักศึกษา หรือประชาชนที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะการติดตามไปบ้านหรือที่ทำงานเมื่อมีบุคคลสำคัญลงพื้นที่ รวมทั้งการติดตามแทรกแซง-ปิดกั้นกิจกรรมสาธารณะที่ยังพบอยู่เป็นระยะ ซึ่งส่งผลต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ไม่น้อยกว่า 83 กรณี คิดเป็นผู้ถูกคุกคามจำนวนไม่น้อยกว่า 75 คน/กลุ่ม 

.

X