1 ปีแห่งชีวิตในเรือนจำ: “วิจิตร” ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.คอมฯ วัย 60 ปี ยังรอนิรโทษกรรม ขณะโรคปอดยังไม่หาย และวิหารที่สร้างค้างยังรอเขาอยู่ 

ในวันที่ 18 มี.ค. 2569 เป็นเวลาครบรอบ 1 ปีที่  “วิจิตร” อดีตผู้รับเหมาก่อสร้าง วัย 60 ปี ถูกคุมขังที่อยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความทางการเมืองรวม 10 ข้อความในช่วงหลังการรัฐประหาร 2557 และศาลอาญาพิพากษาโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา 

กรณีของวิจิตร นับเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และได้รับโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี ในห้วงเวลาเดียวกัน ร่างกายของเขากลับต้องเผชิญกับภาวะปอดอักเสบ จากการถูกคุมขังในเรือนจำ และต้องรับการรักษาที่สถาบันโรคทรวงอกเป็นระยะอีกด้วย  ทว่าเขายังคงยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

                                                         ____________

ขวบปีที่เผชิญทั้งโรคและการจองจำ

1 ปีผ่านไปของวิจิตร ในช่วงแรกหลังต้องคำพิพากษา เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างรอคำสั่งประกันตัว ก่อนจะถูกย้ายมาที่แดน 7 เรือนจำกลางคลองเปรม ยื่นขอประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกยกคำร้องทุกครั้ง 

จนกระทั่งเดือน มิ.ย. 2568 เขาเริ่มมีอาการไข้สูง วิงเวียน เจ็บหน้าอก จากนั้นถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก่อนพบว่าเขาได้รับการวินิจฉัยเป็นปอดติดเชื้อ และมีอาการหนักจนต้องส่งต่อไปรักษาที่สถาบันโรคทรวงอก จากนั้นจึงได้กลับมารับการดูแลต่อที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งภายหลังอาการดีขึ้นแล้ว เขาถูกส่งตัวกลับมาคุมขังที่เรือนจำคลองเปรมต่อในช่วงเดือน ต.ค. 2568 

“ช่วงที่ผมป่วยเชื้อลงปอด และต้องแอดมิทที่โรงพยาบาล ในใจตอนนั้นผมคิดว่า ผมน่าจะสู้ต่อไม่ไหว” เขาเล่าถึงช่วงเวลาที่ใกล้เคียงจุดแตกหักที่สุดในรอบปีของการถูกคุมขัง

“ผมไม่ได้ถอดใจที่จะไม่สู้ต่อเลยนะครับ แต่สังขารของผมที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ไหวเสียต่างหาก”

ในช่วงเวลาวิกฤตของการป่วย ทนายความได้ยื่นประกันตัวเขาอีกครั้ง เพื่อให้สามารถออกมารักษาที่โรงพยาบาลข้างนอก แต่ศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่าราชทัณฑ์สามารถดูแลเขาได้ จึงไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม 

ล่าสุด 17 มี.ค. 2569  วิจิตรมีนัดตรวจอาการที่สถาบันโรคทรวงอก ผล CT Scan พบฝ้าเข้มบริเวณกลางปอดซ้าย แพทย์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นการอักเสบซ้ำหรือแผลเป็น จึงจะให้ยาต่อเนื่องอีก 3 เดือน  

เขาเล่าว่าหลังจากป่วย เขาไม่สามารถออกกำลังกายหนัก ๆ แบบเดิมได้แล้ว ยิ่งการใช้ชีวิตข้างในเรือนจำยิ่งทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงแน่นอน โดยเฉพาะการหายใจที่ติดขัด ภูมิต้านทานร่างกายดูจะต่ำลง และวันไหนที่มีการฉีดยากันยุงภายในแดน เขาจะต้องสวมแมสอยู่ตลอดประมาณ 12 ชั่วโมง 

“หากผมร่างกายปกติ การได้กลิ่นนั้นจะไม่กระทบกับผมมาก เมื่อรอเวลาสักพัก มีการระบายกลิ่นออกไปแล้ว ผมก็เข้าไปใช้งานในพื้นที่ฉีดยุงได้ แต่ตอนนี้ผมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้แล้ว ผมต้องสวมแมสประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถหายใจได้ แม้จะต้องหายใจถี่หน่อยก็ตาม”  ก่อนเสริมว่า  “ผมเข้าใจในสังขารของตนเอง เมื่อมันเกิดขึ้น มันก็จะเป็นเช่นนั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”

วิจิตรพูดถึงพุทธพจน์บทหนึ่งขึ้นมา  “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” ทั้งอธิบายว่าหากเข้าใจว่าสรรพสิ่งในชีวิตล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เข้าใจว่าธรรมชาติของมันเป็นเช่นนั้น หากจะไม่ทุกข์ เราย่อมต้องปล่อยวางสิ่งเหล่านั้น และเข้าใจความเป็นจริงในปัจจุบัน 

ในตอนนี้สำหรับวิจิตร เขาบอกว่าสิ่งภายในตัวเขาที่ยังคงไม่เปลี่ยนไป คือสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว  “1 ปีที่แล้ว กับวันนี้ ผมยังเป็นคนเดิมครับ เป็นคนที่ไม่มีความหวาดกลัว ในใจยังมีความมุ่งมั่นสำหรับการต่อสู้นี้ ผมจะสู้เพื่อความถูกต้อง สู้จนกว่าประเทศนี้จะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

.

วิหารที่ยังสร้างไม่เสร็จ และครอบครัวที่ไม่เคยทิ้ง

ในภาพรวมของ 365 วันของผู้ต้องขังเริ่มอาวุโสคนนี้ ชีวิตที่ถูกคุมขังในเรือนจำดูจะไม่ทำให้เขาสะทกสะท้านเกินไปนัก ส่วนหนึ่งเพราะประสบการณ์บวชนานกว่า 16 ปีในสมณเพศ ทั้งในถ้ำ ในป่า ในพื้นที่จำกัด เป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับชีวิตเขาในตอนนี้ได้ดีทีเดียว

 “ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันจะต่างอะไรเสียขนาดนั้น” เขาพูดถึงจังหวะชีวิตในเรือนจำ “อาจจะต่างตรงที่สถานที่แห่งนี้มีคนจำนวนมาก แต่จำนวนคนก็ไม่ใช่ปัญหา คนที่นี่ให้การช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน และต่างคนต่างมีมิตรภาพให้แก่กันอยู่”

เรื่องที่วิจิตรพูดถึงด้วยความรู้สึกต่างออกไป คือลูกชายที่เรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียนจดหมายมาหาพ่อไม่ขาดสาย และภรรยายังคงเดินทางมาพบไม่เคยขาดช่วง แม้ในยามที่เขาป่วยไข้  “เมื่อวานที่ผมไปตรวจที่สถาบันฯ ภรรยาก็ไปด้วย แกไปทุกครั้งเลยครับ ผมนับถือและขอบคุณภรรยาของผมมาก” สำหรับลูกทั้งสามคน เขาบอกว่าไม่เป็นห่วง ลูก ๆ ไม่เคยทำให้กังวลใจเลยสักครั้ง

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา วิจิตรสร้างโบสถ์และวิหารมามากกว่า 200 หลัง ในเรือนจำเขาคิดถึงงานสองชิ้นเป็นพิเศษ ชิ้นแรกคือวิหารหลวงปู่โชคชัยโนนขวาง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเขายังทำงานชิ้นนี้ค้างไว้อยู่ 80 % ก่อนต้องเข้าเรือนจำ

วิหารแห่งนั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านช้าง ซึ่งวิจิตรนิยามว่าเป็นต้นแบบงานสถาปัตย์ไทย และไม่เคยมีโอกาสไปเห็นมันสำเร็จด้วยตาตัวเอง อีกชิ้นคือวิหารเก็บอัฐิของพระราชมนู ซึ่งเป็นขุนศึกคู่ใจสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วิจิตรเล่าว่างานรักษาพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้เป็นชิ้นที่เขาภูมิใจที่สุด

“การที่ผมไม่ได้ลงมือเพื่อสร้างสรรค์ผลงานเลยนั้น มันทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำ ๆ เสมอ ทั้งที่ผมเกิดมาเพื่อลงมือทำสิ่งนี้ มีแค่ความรู้สึกเสียดายเวลาและโอกาสที่ผมจะได้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคม มากกว่าเท่านั้นเอง”  

หนึ่งปีในเรือนจำบอกว่าชีวิตในที่แห่งนี้เปิดให้เขาเห็นมุมมองใหม่ วิจิตรบอกว่าผู้ต้องขังจำนวนมากทำผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือขาดโอกาสทางการศึกษา และเมื่อพ้นโทษ สังคมก็ยังไม่ให้โอกาสพวกเขา ทำให้ชีวิตวนซ้ำในวงจรเดิม ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้หลาย ๆ คนได้พบทางเลือกอีกมากมายในชีวิต และถ้าวันใดวันหนึ่งที่เขาได้ออกไป วิจิตรบอกว่าอยากเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เพื่อสะท้อนเรื่องราวที่ได้เห็นมาตลอดชีวิตที่อยู่ในเรือนจำ

“ผมอยากบอกกับรัฐมนตรีว่า พวกเขาทุกคนเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะคดีใดก็ตาม ต้องได้รับการปฏิบัติดั่งมนุษย์คนหนึ่ง”

.

รอนิรโทษกรรม รอสันติภาพ บทเรียนจากผู้เติบโตชิดใกล้สนามรบ

เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ คือเรื่องที่วิจิตรถามถึงทุกครั้งที่ทนายเข้าเยี่ยม เพราะว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ที่ผ่านการลงมติไปก่อนหน้านี้ คดีข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่เขาเผชิญอยู่ในเกณฑ์ที่มีแนวโน้มว่าจะเข้าเกณฑ์ได้นิรโทษกรรม  

“ผมยังมีความหวังเช่นเดิม ยังหวังว่าจะมีการนิรโทษกรรมเกิดขึ้นอีก ผมจะได้มีโอกาสกลับไปทำงานของตนเองเสียที” เขาพูดถึงปัญหานี้ในกรอบกว้างกว่าว่า รัฐบาลและนักการเมืองทุกพรรคควรหาจุดตรงกลางร่วมกัน เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ออกไป และพิจารณาความเป็นอยู่ของประชาชนให้รอดพ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินเรื่อยมา

เด็กชายที่เติบโตมาท่ามกลางสงครามอุดมการณ์ที่ชายแดนบุรีรัมย์-กัมพูชา เคยพบเห็นศพถูกหิ้วใส่ถุงพลาสติกมาเผาทิ้ง เคยเห็นเพื่อนตายยกครัวขณะกินข้าว บัดนี้นั่งกลับต้องนั่งอยู่ในห้องเยี่ยมของเรือนจำ อีกฝั่งของกระจกใส ในชุดนักโทษ และวัย 60 ปี 

เมื่อถามว่าเด็กชายคนนั้นกับชายสูงวัยคนนี้มีอะไรที่เหมือนกัน เขาตอบสั้น ๆ การอยู่ท่ามกลางความทุกข์ทรมาน แต่แตกต่างกันที่ว่า ในสงครามเขาเสี่ยงชีวิต ในเรือนจำเขาแค่ถูกจำกัดเสรีภาพ และทั้งสองประสบการณ์ยิ่งตอกย้ำความเชื่อเดิมของเขาให้แน่นขึ้น

“สงครามไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ว่าสงครามนั้นจะเกิดมาเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม ท้ายที่สุดการจะจบสงครามได้ล้วนเกิดจากการตกลงเจรจาทั้งสิ้น”

ก่อนหมดเวลาเยี่ยม เมื่อถามว่าอยากให้คนข้างนอกเข้าใจอะไรเกี่ยวกับเรือนจำที่สุด วิจิตรหยุดคิดสักครู่ แล้วพูดว่า  “เรือนจำคือสถานที่ที่พัฒนาได้ พัฒนาบุคคล พัฒนาสถานที่ พวกคุณรู้ไหม การใช้ชีวิตแบบกิน นอน แล้วไม่ทำอะไรเลย เป็นสิ่งที่ไร้ค่าที่สุด” 

.

สำหรับ  “วิจิตร” อดีตผู้รับเหมาก่อสร้าง วัย 60 ปี ถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม มาตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 2568 หลังศาลอาญาพิพากษาให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 10 กรรม เป็นโทษจำคุก 20 ปี ด้วยให้การรับสารภาพ มีเหตุลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อช่วงปี 2557 – 2558 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองในช่วงหลังรัฐประหารในขณะนั้น และมีบางโพสต์พาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์

ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงวิจิตร และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“อยากได้รับอิสรภาพจากกฎหมายนิรโทษกรรมที่รอคอย”: ‘วิจิตร’ ยืนหยัดด้วยธรรมะและความหวังในปีแรกของชีวิตในเรือนจำ

“วิจิตร”: เมื่อเด็กชายในสงครามคอมมิวนิสต์ ผู้สร้างโบสถ์วิหาร ต้องเผชิญคดีการเมือง

X