สืบพยานต่อแล้ว! คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ชวนติดตามการสืบพยาน ศาลยังไม่รับบัญชีพยานหลักฐานจำเลย แม้ยื่นคำร้องมาแล้ว 4 ครั้ง

ในวันที่ 7, 14 ก.ค., 8 – 10, 15 ก.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดสืบพยานในคดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ของประชาชนและนักกิจกรรมจำนวน 13 ราย ทั้งหมดถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากการปราศรัยและอ่านแถลงการณ์ใน 3 ภาษา บริเวณหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563  

คดีนี้นับว่าเป็นคดีที่มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 จำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของ ‘คณะราษฎร 2563’ เป็นต้นมา โดยมีนักกิจกรรมและประชาชนที่ถูกดำเนินคดี ได้แก่ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล, “ปอ” กรกช แสงเย็นพันธ์, ชนินทร์ วงษ์ศรี, ชลธิศ โชติสวัสดิ์, วัชรากร ไชยแก้ว, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, อัครพล ตีบไธสง, “โจเซฟ” (นามสมมติ), “แอน” (นามสมมติ), “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และประชาชนอีกสามคน

คดีนี้เริ่มสืบพยานโจทก์อีกครั้งในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางอุปสรรคสำคัญในการต่อสู้คดี เมื่อศาลยังคงปฏิเสธคำร้องขอยื่นบัญชีพยานและขอออกหมายเรียกพยานจำเลยเป็นครั้งที่ 4 โดยเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี 

ศาลมีนัดหมายสืบพยานต่อในวันที่ 7 ก.ค. 2569 โดย “ครูใหญ่” อรรถพล และ “แอมป์” ณวรรษ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ จะถูกเบิกตัวมาศาลเพื่อร่วมการพิจารณาคดีด้วย และอรรถพลจะใช้สิทธิถามค้านพยานด้วยตนเอง โดยประชาชนที่สนใจสามารถร่วมติดตามการสืบพยานที่ศาลได้

.

เกี่ยวกับคดีนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 “คณะราษฎร” ได้จัดกิจกรรม #ม็อบ26ตุลา หรือ #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ประชาชนรวมตัวกันเดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือกับเอกอัครราชทูตเยอรมัน ขอให้ตรวจสอบว่า กษัตริย์ไทยมีการใช้พระราชอำนาจบนดินแดนของเยอรมันหรือไม่ นอกจากนี้มีการปราศรัยและร่วมกันอ่านแถลงการณ์ใน 3 ภาษา (ไทย อังกฤษ และเยอรมัน) เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ในการยื่นหนังสือในครั้งดังกล่าว 

ภายหลังการชุมนุม ทั้ง 13 คนทยอยเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกในข้อหาตามมาตรา 116 ในวันที่ 5, 18 และ 25 พ.ย. 2563 หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือน วันที่ 8 และ 9 ธ.ค. 2563 ทั้ง 13 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในข้อหามาตรา 112 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต 

คดีถูกสั่งฟ้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2564 และ 23 ก.ค. 2564 จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งหมดในระหว่างพิจารณาคดี อีกทั้งกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำความผิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อีก ให้มาศาลตามนัดทุกนัด และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล

.

หลังถูกสั่งฟ้อง คดีมีนัดพร้อมและตรวจพยานหลักฐานนัดแรกในวันที่ 11 ต.ค. 2564 โดยศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองคดีที่ถูกฟ้องในวันที่ 22-23 ก.ค.​2564 เนื่องจากมีพฤติการณ์และพยานหลักฐานชุดเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นัดตรวจพยานหลักฐานถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากเบนจา อะปัญ ไม่ได้มาศาลเพราะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในคดีอื่น (คดีมาตรา 112 ปราศรัยหน้าซิโนไทย) และไม่สามารถเบิกตัวผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ เพราะยังถูกควบคุมตัวอยู่ในแดนกักโรค 

ในวันดังกล่าว “โจเซฟ” ได้แถลงต่อศาลเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้แก่  ‘อานนท์ นำภา’ และ ‘เบนจา อะปัญ’ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคนในขณะนั้น ก่อนที่เขาตัดสินใจแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยนำมีดคัตเตอร์ที่เตรียมมากรีดที่บริเวณแขนซ้ายของตัวเองไม่น้อยกว่า 6-8 ครั้งจนเลือดไหลออกมาไม่หยุด (สืบเนื่องจากเหตุการณ์นี้ โจเซฟถูกดำเนินคดีในข้อหาละเมิดอำนาจศาลเป็นอีกคดีหนึ่ง)

หลังจากนั้นคดีถูกเลื่อนอีกหลายครั้ง เนื่องจากเบนจาซึ่งถูกคุมขังอยู่ จนมีการตรวจพยานหลักฐานในนัดวันที่ 17 ธ.ค. 2564 

ฝ่ายโจทก์แถลงว่าจะนำพยานเข้าสืบจำนวน 29 ปาก โดยพยานแต่ละรายจะเบิกความถึงพฤติการณ์และการกระทำของจำเลยทั้ง 13 คน พร้อมทั้งพยานเอกสารและวัตถุพยาน ขณะที่ฝ่ายจําเลยแถลงขอนําสืบพยานจําเลยทั้งหมด 23 ปาก พร้อมยื่นพยานเอกสารและวัตถุพยานหลายรายการเพื่อประกอบการต่อสู้คดี (ครั้งที่ 1)

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อนุญาตให้ฝ่ายจำเลยนำพยานเอกสารและพยานบุคคลบางรายการเข้าสืบได้ เนื่องจากเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี เนื่องจากการพิจารณาคดีนี้มิได้จะมุ่งพิสูจน์ว่าคำปราศรัยของจำเลยนั้นเป็นความจริงหรือเป็นเท็จ แต่จะพิสูจน์ว่าคำปราศรัยของจำเลยมีลักษณะครบองค์ประกอบความผิดตามข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์หรือไม่ ซึ่งทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งต่อศาล

พยานเอกสารดังกล่าว เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางเข้า-ออกประเทศของรัชกาลที่ 10 จาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ การบินไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครมิวนิค รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณการใช้จ่ายของหน่วยงานราชการในพระองค์ ตลอดจนพยานบุคคลที่ศาลสั่งไม่ให้ออกหมายเรียกมานำสืบคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น

หลังจากนั้น ระหว่างการสืบพยานมีความพยายามอีกหลายครั้งในการยื่นคำร้องเพื่อขอยื่นบัญชีระบุพยานและขอออกหมายเรียกพยานจำเลย เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีและสืบพยานของฝ่ายจำเลย แต่พบว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องตลอดมา ได้แก่ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2566 ที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง

จากนั้นวันที่ 8 มี.ค. 2566 ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้ง 13 คนได้แถลงคัดค้านการเริ่มกระบวนพิจารณา โดยเห็นว่าการที่ศาลไม่อนุญาตให้ระบุพยานและออกหมายเรียกหลักฐานเพิ่มเติม ทำให้จำเลยเสียเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรม ทนายจำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้อธิบดีหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้เข้ามาเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดี เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่และให้กระบวนการสืบพยานเป็นไปได้โดยความสะดวกรวดเร็ว 

ในวันที่ 9 มี.ค. 2566 ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่าองค์คณะผู้พิพากษามีความเป็นอิสระในการใช้ดุลพินิจ และหากคู่ความไม่เห็นด้วยกับคำสั่งก็สามารถใช้สิทธิโต้แย้งหรืออุทธรณ์ได้ จากนั้นจำเลยร่วมกันแถลงต่อศาลว่าพยานเอกสารที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ระบุพยานเพิ่มเติม ซึ่งเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จำเลยจำเป็นต้องใช้ประกอบการถามค้านพยานโจทก์ อาจทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดีและไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้ศาลจะไม่ออกหมายเรียกพยานหลักฐานให้ แต่จำเลยขอโอกาสแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเอง 

ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีและยกเลิกนัดสืบพยานเดิมที่นัดไว้ทั้งหมด และกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่ โดยเห็นว่าเป็นสิทธิของจำเลยในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์และเพื่อเปิดโอกาสให้ได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยในวันดังกล่าวฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3 พบว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้อง

และล่าสุดในวันที่ 29 ก.ย. 2568 ในนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีพยานจำเลยเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 4 พร้อมขอให้ศาลไต่สวนคำร้องดังกล่าวเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง เหตุผลและความจำเป็น รวมถึงให้มีการบันทึกถ้อยคำพยานเกี่ยวกับความจำเป็นและความเกี่ยวพันกับคดี เพื่อประกอบการพิจารณาและเพื่อแสดงเหตุผลอันสมควรที่จะอนุญาตให้ระบุพยานจำเลย ทั้งนี้ ศาลมีคำสั่งยกคำร้องอีกครั้ง โดยระบุเหตุผลว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

.

คดีนี้นับตั้งแต่ถูกสั่งฟ้องได้มีการเลื่อนพิจารณาคดีไปหลายครั้ง ตั้งแต่ในช่วงปี 2564 ที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และเหตุความจำเป็นอื่น ๆ ของจำเลย เช่น ติดภารกิจทางการศึกษา การขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักร รวมไปถึงปัญหาเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยาน และขอออกหมายเรียกพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการต่อสู้คดีและการถามค้านพยานโจทก์

ในช่วงที่คดีอยู่ระหว่างรอการสืบพยาน หนึ่งในจำเลย ได้แก่ ชลธิศ โชติสวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันในนามของ “เสธ.เอฟ” ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ส่งผลให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของชลธิศออกไป นอกจากนี้ เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2569 ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศบราซิล ของ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เพื่อเข้าร่วมโครงการอบรมด้านการสื่อสารสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แม้ในคำร้องจะยืนยันว่าการเดินทางจะไม่กระทบต่อกำหนดนัดสืบพยานของศาลก็ตาม 

.

ล่าสุดในนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 603 จำเลยในคดีนี้ รวมถึงอรรถพลและณวรรษ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถูกเบิกตัวมาร่วมการพิจารณาคดี ในวันดังกล่าวมีพยานโจทก์เข้าเบิกความจำนวน 2 ปาก โดยปากแรกเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจพิสูจน์แผ่นซีดีเหตุการณ์ปราศรัยและการอ่านแถลงการณ์ ส่วนอีกปากหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้สืบสวนหาข่าวทั้งก่อนและขณะการชุมนุม ทั้งนี้ การสืบพยานปากที่สองยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากอยู่ระหว่างการตอบคำถามค้าน

สำหรับนัดสืบพยานโจทก์ครั้งถัดไปในวันที่ 7 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยอรรถพลจะใช้สิทธิถามค้านพยานด้วยตนเอง ประชาชนที่สนใจสามารถร่วมให้กำลังใจและติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ได้ตามวันและเวลาดังกล่าว

ฐานข้อมูลคดีนี้ คดี 112 – 13 ปชช.-น.ศ.-นักกิจกรรม อ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมัน

X