ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 มีผู้ต้องขังในคดีที่มีเหตุจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองลดลงเล็กน้อย เป็นอย่างน้อย 61 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 34 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 25 คน และเป็นผู้ต้องขังสิ้นสุดแล้ว 35 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ในคดีที่สิ้นสุดแล้ว
ในเดือนที่ผ่านมา นับสถิติจำนวนผู้ต้องขังลดลง 2 ราย ได้แก่ กรณีของ “อนุชา” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรี หลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษ และกรณีของ “ศุภกิจ” ที่ถูกคุมขังในคดีส่วนตัว แต่ศาลให้บวกโทษคดีชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา64 เพิ่ม ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขโทษ และศาลไต่สวนแล้ว จึงมีคำสั่งให้แก้ไขโทษใหม่ ไม่บวกโทษเพิ่มอีก ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัว
.
อนุชาถูกปล่อยตัว สิ้นสุดการคุมขัง 1 ปี 6 เดือน – ศุภกิจ ศาลสั่งแก้ไขโทษ ไม่บวกโทษคดีชุมนุม ทำให้ได้รับการปล่อยตัว
กรณีของ “อนุชา” อดีตช่างของโรงแรมจากอุดรธานี วัย 51 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีชูแผ่นป้ายไวนิลในการชุมนุม #ม็อบตำรวจล้มช้าง เมื่อปี 2564 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ภายหลังจากที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2567
อนุชาถูกปล่อยตัวเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 หลังถูกคุมขังตามคำพิพากษาจนครบ 1 ปี 6 เดือน (โดยนับในช่วงถูกคุมขังในชั้นสอบสวน 24 วันด้วย)
ส่วนกรณีของศุภกิจ บุญมหิทานนท์ อดีตนักศึกษารามคำแหงวัย 24 ปี ซึ่งเพิ่งพบว่าถูกคุมขังในคดีส่วนตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา แต่ในคดีดังกล่าว ศาลลงโทษจำคุก 1 ปี แต่ให้นำโทษจำคุก 3 ปี ที่รอการลงโทษในคดีชุมนุมหน้าศาลอาญา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564 มาบวกเข้าด้วย ทำให้เขาถูกพิพากษาจำคุกรวมถึง 4 ปี โดยที่คดีของศาลอาญาดังกล่าวยังไม่ได้สิ้นสุดลงแต่อย่างใด แต่ยังอยู่ระหว่างฎีกา
หลังทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขโทษ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 ศาลจังหวัดสงขลาให้ไต่สวนคำร้อง และต่อมาได้มีคำสั่งให้แก้ไขโทษใหม่ โดยไม่นำโทษจำคุกมาบวกต่อกัน ทำให้ศุภกิจซึ่งถูกคุมขังมากว่า 2 ปี 2 เดือนเศษแล้ว ได้รับการปล่อยตัวในคดีที่จังหวัดสงขลาทันที
.
ไผ่ จตุภัทร์ ยื่นฟ้องราชทัณฑ์ต่อศาลปกครอง กรณีถูกลงโทษวินัย – งดเยี่ยมญาติ
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ”ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้มอบอำนาจให้ยื่นฟ้องคดีผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และกรมราชทัณฑ์ ที่ศาลปกครองกลาง กรณีเห็นว่าออกคำสั่งลงโทษทางวินัยไม่ชอบ เนื่องจากในช่วงเดือนกันยายน 2568 จตุภัทร์ทำการประท้วงโดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องขัง และนำกาแฟผสมน้ำไปเขียนข้อความบนกำแพง
จากกรณีนี้ เขาเห็นว่าเมื่อถูกกักตัวป้องกันโรคหลังเข้าเรือนจำครบตามกำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ถูกจำแนกแดนไป และไม่มีคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงได้ดำเนินการประท้วงดังกล่าว ต่อมาทางเรือนจำลงโทษโดยให้ภาคทัณฑ์และไม่สามารถเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดได้ แต่เขาเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว มีประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญ ดังนี้
- การลงโทษวินัยของราชทัณฑ์ขัดต่อความได้สัดส่วน กล่าวคือ การกระทำของจตุภัทร์ที่ใช้กาแฟผสมน้ำซึ่งสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ ไม่ก่อความให้เกิดความเสียหายถาวร และการคลุมกล้องเป็นเพียงการกระทำชั่วคราว การบันทึกประวัติลงโทษวินัยจึงรุนแรงเกินไป
- การงดเยี่ยมญาติโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับ ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายให้อำนาจผู้บัญชาการเรือนจำนำผลการลงภาคทัณฑ์ผู้ต้องขังไปลิดรอนสิทธิเยี่ยมญาติของผู้ต้องขัง และยังขัดข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (The Nelson Mandela Rules) ข้อ 39 (1)
- กระบวนการสอบสวนไม่ชอบ โดยไม่ได้แจ้งสิทธิการมีทนายความในระหว่างการสอบสวนวินัย และไม่แจ้งสิทธิการเข้าตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น
ในคดีนี้ จตุภัทร์ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศลงโทษทางวินัยของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค. 2568 รวมถึงเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งลงโทษดังกล่าว ลงวันที่ 9 เม.ย. 2569
นอกจากนี้ยังขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือ 2 ดำเนินการจัดทำระเบียบปฏิบัติเพื่อรับรองสิทธิของผู้ต้องขังในการมีทนายความเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนทางวินัย เพื่อเป็นมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขัง พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายจากกรมราชทัณฑ์เป็นเงิน 10,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น
.
ภรรยา “วิจิตร” ถูกตำรวจไปบ้านช่วงก่อนมีเสด็จ ตามสอบถามเรื่องขออภัยโทษ
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2569 ภรรยาของ “วิจิตร” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความทางการเมืองรวม 10 ข้อความในช่วงหลังการรัฐประหาร 2557 แจ้งว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ไปพบที่บ้านในจังหวัดขอนแก่น เพื่อถ่ายภาพบ้าน และพยายามจะถ่ายภาพของเธอ รวมถึงสอบถามเกี่ยวกับการยื่นขออภัยโทษของวิจิตร
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้เหตุผลในการสอบถามว่า เนื่องจากในวันที่ 16 พ.ค. 2569 รัชกาลที่ 10 และพระราชินี มีกำหนดการเสด็จในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงต้องการทราบว่าวิจิตรยังคงมีความประสงค์ที่จะยื่นขออภัยโทษอยู่หรือไม่ โดยที่คดีของวิจิตรยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ยังไม่สิ้นสุดแต่อย่างใด
นอกจากกรณีครอบครัวของวิจิตรแล้ว มีรายงานว่าในช่วงเดียวกันนี้ มีกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมืองอีกรายหนึ่งที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย
.
ครบ 2 ปีการเสียชีวิตของ “บุ้ง – เนติพร”
วันที่ 14 พ.ค. 2567 “บุ้ง เนติพร” นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ซึ่งเสียชีวิตในขณะถูกควบคุมตัวในเรือนจำ หลังอดอาหารประท้วงเรียกร้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และเรียกร้องหยุดคุมขังผู้เห็นต่างทางการเมือง ข้อเรียกร้องที่เธอยอมเอาชีวิตเข้าแลก และกลายเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองรายแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เสียชีวิตในเรือนจำจากปฏิบัติการทางการเมืองนี้
ในโอกาสครบรอบการเสียชีวิตของบุ้ง กลุ่มผู้ต้องขังทางการเมือง ได้แก่ เก็ท, มานี, และอาย กันต์ฤทัย ต่างแสดงความรำลึกถึงเธอในโอกาสนี้ โดยเก็ทได้เขียนจดหมายลงวันที่ 8 พ.ค. 2569 มีข้อความกล่าวตอนหนึ่งว่า “กระบวนการยุติธรรมจะถูกปฏิรูปได้ จำเป็นต้องต้องใช้ความกล้าหาญจากประชาชนที่ต้องช่วยกันให้ผู้คนในสังคมเห็นว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน นักกฎหมายต้องแสดงหลักการที่ถูกต้องและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเองก็ต้องยืนหยัดเพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อเราทุกคนที่ได้อยู่ในสังคมที่สงบสุขและปลอดภัย และผมหวังว่าในอนาคตอันใกล้ “เนติพร” จะปรากฏแก่สังคม”
ด้าน “มานี” เงินตา คำแสน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้บอกเล่าเรื่องราวที่ยังอยู่ในความทรงจำร่วมกับบุ้งว่าเธอรู้จักกันผ่านการทำกิจกรรมทางการเมือง หลังจากนั้นก็ได้ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น ความทรงจำสุดท้ายที่เธอทั้งสองคนมีร่วมกันคือการกินข้าวด้วยกันที่ศาลอาญากรุงเทพใต้
“สิ่งที่พี่เสียดายที่สุด คือไม่คิดว่านี่จะเป็นมื้อสุดท้ายที่เราจะได้กินข้าวด้วยกัน มันเสียดายนะ พี่ไม่คิดเลย”
มานียังบอกด้วยว่าอยากให้คนข้างนอกจดจำบุ้งว่า เธอต้องเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อให้คนรุ่นหลังอยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้
ส่วน “อาย” กันต์ฤทัย อีกหนึ่งผู้ต้องขังมาตรา 112 ที่รู้จักกับบุ้งผ่านการทำกิจกรรมทางการเมือง ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันเสียชีวิตของบุ้ง เธอทำการอดอาหาร และดื่มเพียงน้ำ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการไว้อาลัยต่อการจากไปของเพื่อน
“ถามว่าสนิทกับบุ้งมั้ย ก็ประมาณหนึ่ง เรามีความคิดเดียวกันคือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหม่ อายจะสานต่อสิ่งที่บุ้งทำ”
ในคดีไต่สวนการตายของบุ้ง ในวันที่ 15 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ณ ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งผลการไต่สวนที่ใช้เวลาไต่สวนมาทั้งหมด 4 นัด ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568
