ปล่อยตัว “อนุชา” สิ้นสุดการคุมขังคดี ม.112 ครบ 1 ปี 6 เดือน

ในวันที่ 24 พ.ค. 2569 นี้ “อนุชา” ผู้ต้องขังคดีตามมาตรา 112 วัย 51 ปี จากกรณีชูแผ่นป้ายไวนิลในการชุมนุม #ม็อบตำรวจล้มช้าง หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรี หลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษ

เกี่ยวกับคดีนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 อนุชาได้เข้าร่วมชุมนุม #ม็อบตำรวจล้มช้าง และถูกจับกุมหลังการชุมนุมไปที่ สน.ปทุมวัน โดยในวันนั้นเขาไม่มีทนายความอยู่ด้วยและไม่ได้ยื่นประกันตัว เนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาถูกจับกุม ทำให้เขาถูกฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลารวม 24 วัน ก่อนที่ทนายความจะเข้ายื่นประกันตัว และศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัว

อนุชาถูกกล่าวหาว่าได้ชูแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ซึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 โดยตรงกลางมีตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ทับ พร้อมข้อความอื่น ๆ ทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ และเยอรมัน โดยถูกกล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 112, พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ 

ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษในข้อหาตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ทำให้ลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเขาถูกนำตัวไปคุมขังรับโทษ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2567 

.

อนุชาถูกคุมขังตามคำพิพากษามาจนครบ 1 ปี 6 เดือน (นับจากถูกคุมขังในชั้นสอบสวน 24 วันด้วย) ทั้งนี้เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2568 อนุชาถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ตามนโยบายการย้ายผู้ต้องขังของราชทัณฑ์ โดยจนถึงปัจจุบัน เขาเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองเพียงคนเดียวที่ถูกย้ายมาเรือนจำแห่งนี้ 

จากสถานการณ์ย้ายเรือนจำดังกล่าว อนุชาเล่าถึงชีวิตภายใต้เรือนจำพิเศษธนบุรี ทั้งความแออัด ระเบียบการตรวจค้นตัวที่รุกล้ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สภาพสุขอนามัยที่น่าเป็นห่วง โดยผู้ต้องขังจำนวนมากเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง แต่ขาดการดูแลทางการแพทย์ที่เพียงพอ 

เขาเคยเปิดเผยความแตกต่างในข้อปฏิบัติของเรือนจำพิเศษธนบุรี และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เคยอยู่มาก่อนว่า  “ที่นี่ค่อนข้างแตกต่าง วันแรกที่พวกผมถูกย้ายมา มีระเบียบให้ผู้ต้องขังทุกคนถอดเสื้อ กางเกงทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าไม่ได้พกสิ่งแปลกปลอมเข้าเรือนนอน”  เมื่ออนุชาและผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ทราบอย่างนั้นก็ค่อนข้างตกใจต่อระเบียบเช่นนี้  

นอกจากนี้ เขายังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทย โดยมองว่าทำให้คนกลัวการตรวจสอบมากกว่าการปรับตัว และสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำที่ยังมีช่องโหว่ เช่น ปัญหาการขาดแคลนผ้าห่ม การลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล และโรคผิวหนังอย่างโรคหิดที่เป็น ๆ หาย ๆ อีกด้วย 

การคุมขังไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเลิกสนใจปัญหาสิทธิมนุษยชน อนุชายังคงเรียกร้องสารพัดปัญหาในเรือนจำ แม้จะไม่ค่อยได้รับการแก้ไขปัญหา แต่เขาก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง 

ท่ามกลางเรื่องร้องเรียนทั้งหมด อนุชาพูดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำเมื่อได้ออกไป หลังทราบว่าเขาจะพ้นโทษตามกำหนดในวันที่ 24 พ.ค. 2569 นี้ เขาบอกว่าจะตั้งตัวให้ได้ก่อน จากนั้นเขาสนใจประเด็นปัญหาเรื่องเรือนจำ อยากทำให้เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งระบบและผู้ต้องขัง และเขาอยากเดินสายให้กำลังใจเพื่อน ๆ ตามเรือนจำต่าง ๆ ด้วย

.

วันนี้ (22 พ.ค.2569) อนุชาเดินมาพร้อมรอยยิ้ม และเริ่มต้นกล่าวขอบคุณความช่วยเหลือจากมวลชนทุกคนที่อยู่เคียงข้างเขามาเสมอ 

“ผมรู้สึกขอบคุณมวลชนทุกคน ทนายความที่ยังคงอยู่ข้าง ๆ และให้การสนับสนุนผมมาตลอด ผมซาบซึ้งน้ำใจเป็นอย่างมาก หากผมได้ออกไปแล้วผมก็คงจะทำเช่นกัน ผมอยากจะไปเรือนจำคอยช่วยเหลือ ซื้อของฝาก ทำเท่าที่ตัวเองทำได้ครับ เพื่อให้เพื่อนที่อยู่ข้างในรับรู้ว่ายังมีคนคอยช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจให้อยู่เสมอ”

เมื่อถามถึงสิ่งที่จะทำเป็นอย่างแรกหลังจากออกจากเรือนจำแล้ว อนุชาบอกว่าเขาจะกลับไปหาแม่ของตัวเองที่จังหวัดอุดรธานี “ผมออกแล้วผมจะรีบกลับไปหาคุณแม่ครับ ผมรักคุณแม่มาก ๆ ไม่อยากให้แกต้องรู้สึกกังวลใจในเรื่องของผมอีกแล้ว 

“ต่อจากนั้น ผมถึงอยากดำเนินการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อกระทุ้งปัญหาต่าง ๆ ของเรือนจำ โดยหวังว่าสิ่งที่ผมทำไปนั้นจะทำให้เรือนจำมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ต้องขัง”

.

พื้นเพของอนุชาเป็นคนจังหวัดอุดรธานี ก่อนเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และไปทำงานเป็นช่างถึงไต้หวัน โดยก่อนถูกดำเนินคดีนี้เขาทำงานเป็นช่างของโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยเขาจะได้รับอิสรภาพหลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษในวันที่ 24 พ.ค. 2569 โดยไม่ได้รับการลดหย่อนโทษใด ๆ   

หลังปล่อยตัวอนุชา จะยังมีผู้ต้องขังจากการแสดงออกทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 62 ราย แยกเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 35 ราย และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 ราย โดยผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างต่อสู้คดีมีอย่างน้อย 25 คน และมีผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วอย่างน้อย 37 ราย  รวมทั้งมีเยาวชน 1 คน ที่ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชน 


X