วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 “บุ้ง เนติพร” นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวังวัย 28 ปี เสียชีวิตในขณะถูกควบคุมตัวในเรือนจำ หลังอดอาหารประท้วงเรียกร้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และเรียกร้องหยุดคุมขังผู้เห็นต่างทางการเมือง ข้อเรียกร้องที่เธอยอมเอาชีวิตเข้าแลก และกลายเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองรายแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เสียชีวิตในเรือนจำจากปฏิบัติการทางการเมืองนี้
สองปีผ่านไป ศาลจังหวัดธัญบุรีเพิ่งไต่สวนการตายของเธอเสร็จ พร้อมนัดฟังคำสั่งในวันที่ 15 ก.ค. 2569 ว่าเธอตายเพราะอะไร และมีใครต้องรับผิดหรือเปล่า คำถามทางกฎหมายรอคำตอบ แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นไม่ได้รอ เพราะในวันที่ครบรอบสองปี ยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง อย่างน้อย 63 คน ยังอยู่ในเรือนจำ
ในจำนวนรายชื่อเหล่านั้น มีคนที่รู้จักบุ้งในแบบที่สังคมข้างนอกอาจไม่เคยสัมผัส พวกเขาต่างผูกพันกันด้วยชะตากรรมร่วมกันในฐานะนักโทษทางการเมือง ทั้งมานีและเก็ทต่างถ่ายทอดเรื่องราวของเธอผ่านแง่มุมที่ต่างไป คนหนึ่งบอกเล่าผ่านน้ำตาและความทรงจำของมื้ออาหารแสนธรรมดา ขณะที่อีกคนพูดผ่านบรรทัดของนักนิติปรัชญาและประวัติศาสตร์ทางกฎหมาย แต่ทั้งสองล้วนยืนอยู่บนจุดเดียวกัน นั่นคือความตระหนักว่าชื่อ “เนติพร” ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงอยู่ในชีวิต และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยังดำเนินสืบเนื่องต่อไป
.
จดหมายจากเก็ท ถึงผู้ได้รับพรจากกฎหมาย
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนบันทึกลงวันที่ 8 พ.ค. 2569 หกวันก่อนครบรอบสองปีการจากไปของบุ้ง
————————
“ฉันคิดถึงเธอมาก อยากให้รู้คิดถึงมาก ๆ อยากระบายอยากให้รับฟังในทุก ๆ อย่างที่อยู่ข้างใน ได้แต่กลั้นหายใจ และตอบเธอไป ทางนี้ฉันโอเคเลย” หากผมได้มีโอกาสคุยกับพี่บุ้งอีกครั้งก็คงเริ่มต้นด้วยเพลง I’m ok // not ok ของ Boydpod
การเสียชีวิตของพี่บุ้งเป็นแผลใจของผมมาถึงวันนี้และจะเป็นแผลอยู่อย่างนี้ต่อไป ประเด็นที่ว่า 2 ปีแล้วทำใจได้หรือยังคงไม่สำคัญแล้ว เพราะถึงทำใจไม่ได้ เราก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้อยู่ดี ในวาระครบรอบ 2 ปีของการเสียชีวิตของคนชื่อเนติพร ผมจึงขอหยิบยกประเด็นที่ว่า เราจะเดินหน้าอย่างไรให้การจากไปของเขามีคุณค่ามากเท่าที่จะเป็นไปได้
ผมได้ทบทวนข้อเรียกร้องสุดท้ายของพี่บุ้งนั่นคือ “ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” จริง ๆ ตั้งแต่ปี 2567 ที่เขาเริ่มอดอาหาร ผมก็คิดว่าเรียกร้องนี้มันท้าทาย เพราะใครก็รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมบ้านเรามันแย่แค่ไหน แล้วการปฏิรูปจะเริ่มจากส่วนไหนดี เพราะมันก็ห่วยแทบทุกภาคส่วน ต้องปฏิรูปแค่ไหน ถึงจะเรียกว่าข้อเรียกร้องสัมฤทธิ์ผล แต่พอได้ใช้เวลาทบทวนก็พบว่า ถ้าวันนั้นมีการปฏิรูปกระบวนการดังกล่าวแล้วแม้เพียงเล็กน้อย ก็นับว่าข้อเรียกร้องของพี่บุ้งคืบหน้าแล้ว อะไร ๆ อาจไม่เป็นอย่างวันนี้ก็ได้
“เนติพร” หากให้ผมแปลก็จะแปลว่า ผู้ได้รับพรจากกฎหมาย น่าเศร้าที่ทั้งตัวบทกฎหมาย คนใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไม่อำนวยอวยพรให้เธอเลย พี่บุ้งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์โดยทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ดึงตัวมาจากการรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และทางราชทัณฑ์ยังอ้างอีกว่า มีศักยภาพในการดูแลเขา เรื่องนี้กรมราชทัณฑ์ต้องรับผิดชอบ แต่ผู้มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่ได้มีแค่เท่านั้น
ในช่วงที่พี่บุ้งถูกขัง มีการยื่นประกันไปยังศาล ผู้พิพากษาที่ยกคำร้องนั้นคือใคร พี่บุ้งเข้าคุกครั้งสุดท้ายเพราะถูกถอนประกัน คนถอนประกันคือใคร ในกระบวนการยื่นคำร้องขอถอนประกัน มีกระบวนการกลั่นกรองอย่างไร ผู้พิพากษาใช้วิจารณญาณหรือไม่ หรือเห็นว่าเป็นคดีการเมืองเป็นจำเลยคดี 112 ตราชูก็เอียงเสียแล้ว
แน่นอนว่าบ้านเมืองจะสงบเรียบร้อยได้ก็เพราะกฎหมาย และความยุติธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้ในระบบกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามความจริงก็คือ กฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น บางมาตราเป็นฉันทามติร่วมกันของผู้อยู่ร่วมสังคม บางมาตราก็ถูกตราเพียงเพื่อรักษาความสถาพรของชนชั้นปกครอง ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์ กฎหมายที่มนุษย์สร้างขึ้นก็เช่นกัน เมื่อสำนึกของผู้คนเปลี่ยนก็มีการเรียกร้องให้กฎหมายมีการปรับเปลี่ยนได้
สำหรับกฎหมายมาตราที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาความมั่นคงของชนชั้นปกครองก็ถูกปรับแต่งได้ตามยุคทุกสมัย และแน่นอนมันก็ถูกยกเลิกได้เช่นกัน เมื่อก่อนเราใช้กฎหมายปราบคอมมิวนิสต์ปิดปากประชาชน ในเวลาต่อมากฎหมายคอมมิวนิสต์ได้ถูกยกเลิกไป มาวันนี้ผู้มีอำนาจเหนือรัฐกระโดดลงมาในสนามการเมืองและใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ปราบผู้เห็นต่าง เช่นเดียวกับกฎหมายปราบคอมมิวนิสต์ มาตรา 112 ก็ถูกยกเลิกได้เช่นกัน
สำหรับการประเมินคุณค่าของกฎหมาย ผมขอหยิบยกคำกล่าวของ กุสตาฟ ราดบรุค (Gustav Radbruch) นักนิติปรัชญาชาวเยอรมัน ที่กล่าวว่า “ที่ใดก็ตามที่ไม่มีความพยายามในการมุ่งแสวงหาความยุติธรรมแม้แต่น้อย ที่ใดก็ตามที่ไม่แยแสใยดีหลักความเสมอภาค อันเป็นแก่นของความยุติธรรมในการตรากฏหมาย กฎหมายที่ได้จากขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ย่อมไม่เป็นเพียงแค่กฎหมายที่มีเนื้อหาไม่ถูกต้องเท่านั้น แต่กฎเกณฑ์ดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีค่าเป็นกฎหมายเลยแม้แต่น้อย”
ระบบกฎหมายที่ดีก็ยังคงไม่ดีพอ หากการใช้งานนั้นไม่ยุติธรรม ผู้ปฏิบัติวิชาชีพทางกฎหมายและระบบการพิจารณาคดีต้องเป็นอิสระ เป็นกลาง ปราศจากอคติ กระบวนการขั้นตอนการดำเนินคดีต้องเป็นธรรม เป็นสิ่งที่กระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรมควรจะเป็น และบุคลากรในกระบวนการบ้านเราก็เน้นย้ำอยู่หลายครั้ง เช่นในแถลงการณ์ของประธานศาลฎีกาที่เมื่อเริ่มเข้ารับตำแหน่งก็จะเผยแพร่นโยบาย โดยใจความพูดถึงการตอกย้ำหน้าที่ของตุลาการ แม้มีกฎหมายว่าด้วยการประกันสิทธิ์ของประชาชนมากมาย แม้มีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคี แต่คนไทยต่างรู้ดีว่ากระบวนยุติธรรมบ้านเรามันห่วยแค่ไหน
เมื่อเข้าห้องพิจารณาคดีเจ้าหน้าที่ศาลจะสั่งให้คนในห้องพิจารณาคดีทำความเคารพผู้พิพากษา แต่ผู้พิพากษาสักกี่คนกันที่เคารพประชาชน แต่เรื่องนี้จะแปลกอะไรในเมื่อศาลไทยเข้ามานั่งบัลลังก์ได้โดยห่างไกลจากการคัดสรรของประชาชน
ในการต่อสู้คดีทางการเมืองโดยเฉพาะคดีมาตรา 112 เราต่างรู้กันดีว่าบุคลากรในกระบวนการรวมถึงตัวกระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง ทั้งสิทธิป้องกันตัวซึ่งถูกปลูกไว้กับเสรีภาพของผู้มีอำนาจ การต่อสู้คดีที่สะดุดติดขัดยากต่อการวิพากษ์อภิสิทธิ์ชนอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าการวิพากษ์นั้นจะเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยและความจริงของคดีไปจนถึงคำพิพากษาที่ไร้มาตรฐาน
สำหรับการดำเนินคดีทั่วไป ผมยิ่งเห็นชัดเมื่อได้เข้าคุกมา คนที่เข้ามาส่วนใหญ่เริ่มถูกขังตั้งแต่ยังไม่มีคำพิพากษา หลายคนอยู่ในชั้นฝากขัง ประกันตัวไม่ได้ ผู้ต้องขังที่ไม่มีกำลังจ้างทนายมีให้เห็นทั่วไป แล้วก็ไม่มีใครให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษาเขา นอกเสียจากผู้ต้องขังด้วยกันซึ่งก็รู้กฎหมายแบบงู ๆ ปลา ๆ และถูกและผิดบ้าง เมื่อผมเห็นและมีโอกาสพูด จึงบอกว่า “อย่าไปฟังทะแนะมาก ประสาทจะเสียเอา” แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาถูกมัดมือชกให้สู้คดีจากข้างในคุก ตัวเองก็ไม่รู้กฎหมายที่ปรึกษาก็ไม่มี
เมื่อมีโอกาสคุยกับผู้ต้องขังที่มีเงิน มีเส้นสาย เข้ามาแสดงความเห็นในทางที่ว่าการสู้คดีในกระบวนการยุติธรรมและหวังความยุติธรรมนั้นเป็นไปไม่ได้ ต้อง “วิ่ง”เท่านั้น โดยวิ่งในที่นี้หมายถึง การวิ่งเต้นเจรจาจ่ายเงินใต้โต๊ะ ผ่านทุกทางในกระบวนการต่อสู้คดี
ประเทศไทยกฎหมายบางข้อก็เป็นเพียงกฎหมายที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัวแต่ไม่ได้สร้างความตระหนักว่า ทำไมต้องเคารพ สังคมจะเหลวแหลก ล่มจมถึงขั้นไหน หากกระบวนการยุติธรรมเลื่อนลอยลักลั่น และถูกแทรกแซงได้ด้วยน้ำมือของอภิสิทธิ์ชนและระบอบอุปถัมภ์
กระบวนการยุติธรรมจะถูกปฏิรูปได้ จำเป็นต้องต้องใช้ความกล้าหาญจากประชาชนที่ต้องช่วยกันให้ผู้คนในสังคมเห็นว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน นักกฎหมายต้องแสดงหลักการที่ถูกต้องและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเองก็ต้องยืนหยัดเพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อเราทุกคนที่ได้อยู่ในสังคมที่สงบสุขและปลอดภัย
และผมหวังว่าในอนาคตอันใกล้ “เนติพร” จะปรากฏแก่สังคม
คิดถึงพี่บุ้งเสมอ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
เรื่องราวจาก “มานี” มื้อข้าวที่ไม่ได้กินด้วยกัน และจดหมายที่ไม่มีวันส่งถึงอีก
ในเช้าวันที่ 11 พ.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “มานี” เงินตา คำแสน ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เธอถูกคุมขังมากว่า 666 วัน หลังศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 3 ปี 6 เดือน จากกิจกรรมเรียกร้องสิทธิประกันตัวบุ้งและใบปอหน้าศาล โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ และถูกพิพากษาเพิ่มอีก 6 เดือนในคดีดูหมิ่นศาล
ในวันนี้ ทนายความบอกว่าตั้งใจจะพูดคุยเพื่อประกอบงานครบรอบสองปีของบุ้ง แต่ยังไม่ทันเริ่มคำถามแรก มานีก็น้ำตาแล้ว เพียงแค่ได้ยินชื่อ
มานีเล่าว่าครั้งแรกที่รู้จักบุ้ง เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ วันหนึ่งระหว่างทำกิจกรรมทางการเมือง มีคนในกลุ่มแจ้งว่าน้องทะลุวังถูกตำรวจบุกรวบที่คอนโด เธอกับเพื่อนอัดกันขึ้นแท็กซี่ไปหาน้อง ประโยคแรกที่ได้ยินจากบุ้งในวันนั้นไม่ใช่เรื่องตัวเอง หากเป็นการถามว่า “เอาน้อง ๆ ไปไว้ที่ไหน” มานีบอกว่านั่นคือวินาทีที่เธอรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นคนที่มีความเมตตาและรักพรรคพวกของตัวเองมาก
หลังจากนั้น พวกเราก็เจอกันตามงานกิจกรรมทางการเมือง ยิ่งทำด้วยกันก็ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น จนถึงวันที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่มานีจำได้ว่าเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย บุ้งบอกกับเธอว่า “แม่ไม่ต้องกลัว บุ้งจะปกป้องแม่และน้อง ๆ เอง”
จากนั้นบุ้งก็ชวนมานีไปกินข้าวมันไก่แถวศาล เธอชอบกินเครื่องในและไก่ที่ติดหนัง มานีสั่งให้ตามที่บุ้งชอบ “สิ่งที่พี่เสียดายที่สุด คือไม่คิดว่านี่จะเป็นมื้อสุดท้ายที่เราจะได้กินข้าวด้วยกัน มันเสียดายนะ พี่ไม่คิดเลย” มานีกล่าวไว้ตอนหนึ่ง
เมื่อถามว่าถ้าเขียนจดหมายถึงบุ้งได้ จะเขียนว่าอะไร มานีตอบสั้น ๆ ว่า “อยากให้บุ้งมีความสุข อยู่ในโลกอยู่ในสังคมที่บุ้งใฝ่ฝันอยากจะให้มันเป็น มากกว่าสังคมที่บุ้งจากมา” เธอพูดพลางร้องไห้ เพราะจดหมายที่เคยพยายามเขียนส่งให้บุ้งจริง ๆ ถูกเจ้าหน้าที่ตีกลับทุกครั้ง
สองปีผ่านไปนับจากวันนั้น มานีมองว่าสังคมไทยไม่ได้เดินหน้าแม้แต่ก้าวเดียวในสิ่งที่บุ้งเรียกร้อง “ไม่เลย ไม่เดินหน้าเลย มันถอยหลัง แย่ลงกว่าเดิมมากมาก”
แต่สิ่งที่ทำให้เธอยังอยู่ในนั้นได้ กลับเป็นความทรงจำถึงบุ้งนั่นเอง “ช่วงเวลาที่บุ้งอดอาหารเพื่อข้อเรียกร้องเหล่านั้น มันทำให้เรารู้ว่าคน ๆ หนึ่งต้องกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวขนาดไหน พี่ทำได้ไม่เท่าเธอ แต่พี่จะทำ จะสู้เท่าที่พี่ทำได้”
มานียังบอกด้วยว่าอยากให้คนข้างนอกจดจำบุ้งว่า เธอต้องเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อให้คนรุ่นหลังอยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้ และเมื่อถูกถามว่าความยุติธรรมสำหรับบุ้งคืออะไร มานีตอบว่า “ความยุติธรรมสำหรับบุ้งคือการเปลี่ยนแปลงสังคมแบบที่ทุกคนเท่าเทียมกันจริง ๆ ไม่ใช่จากคำพิพากษาของศาล”
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ON THIS DAY: “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตจากการอดอาหารประท้วงในเรือนจำ
“บุ้งไม่ได้จากเราไปอย่างสูญเปล่า”: “มานี” ยังคงสู้ในกรงขัง ผ่านความทรงจำต่อนักกิจกรรมผู้จากไป
