ในวันที่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดเชียงรายนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร อดีตพ่อค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์และนักกิจกรรมในจังหวัดเชียงรายวัย 32 ปี ผู้ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กรวม 27 โพสต์ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2564
กรณีนี้ มงคลถูกจับกุมดำเนินคดีสองครั้งภายหลังเดินทางไปนั่งอดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมือง หน้าศาลอาญาในช่วงสงกรานต์ของปี 2564 โดยมี พ.ต.ท.ปราโมทย์ บุญตันบุตร จากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวหาในทั้งสองคดี โดยแยกเป็นคดีจากการโพสต์เฟซบุ๊ก 25 โพสต์ และคดีจากการโพสต์อีก 2 โพสต์ ต่อมาทั้งสองคดีถูกพิจารณาร่วมกันไป
ในชั้นพิจารณา ศาลจังหวัดเชียงรายได้สั่งพิจารณาคดีนี้เป็นการลับ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการพิจารณา และมีช่วงการพิจารณาที่ศาลใช้การสืบพยานโดยระบบการบันทึกภาพและเสียง ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดี โดยยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความทั้งหมด แต่ข้อความไม่เข้าข่ายตามมาตรา 112
หลังจากสืบพยานเสร็จสิ้น วันที่ 26 ม.ค. 2566 ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษา โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดในจำนวน 14 ข้อความ และยกฟ้องอีก 13 ข้อความ ในกรณีข้อความที่เกี่ยวกับอดีตกษัตริย์รัชกาลที่ 9 หรือข้อความที่ไม่สามารถตีความระบุตัวบุคคลได้ว่าโพสต์หมายถึงบุคคลใด และบางโพสต์แม้จะมีภาพรัชกาลที่ 10 แต่ศาลก็เห็นว่าไม่เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท ทำให้ไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 112
ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้เหลือกระทงละ 2 ปี ทั้งหมด 14 กระทง รวมโทษจำคุก 28 ปี
หลังพิพากษา ศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณา และศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำสั่งในวันเดียวกันนั้น โดยอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่เคยผิดสัญญาประกัน แต่กำหนดเงื่อนไขการประกันตัว ได้แก่ ห้ามกระทำการที่เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
.
ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์คดี และอัยการโจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์เช่นกัน โดยขอให้ลงโทษในกระทงที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งหมด โดยทราบในภายหลังว่าศาลได้ส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังที่อยู่ตามทะเบียนบ้านซึ่งจำเลยไม่ได้อาศัยอยู่
จนเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษาแก้ โดยในประเด็นอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลเห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าความผิดตามมาตรา 112 นั้นต้องเป็นการกระทำต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินีในรัชกาลปัจจุบันเท่านั้น โดยข้อความ 9 โพสต์ของจำเลย เป็นการกล่าวถึงรัชกาลที่ 9 จึงขาดองค์ประกอบความผิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6374/2556 วางหลักของความผิดตามมาตรา 112 พระมหากษัตริย์มิได้หมายความเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ในขณะที่มีการกระทำความผิดเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงพระมหากษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้ว หรือมิได้ทรงครองราชย์ต่อไปแล้วด้วย ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้ง 9 โพสต์ ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้ด้วย ส่วนอุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าข้อความจำนวน 14 โพสต์ เป็นความผิดตามมาตรา 112
ส่วนโพสต์ข้อความอีก 2 โพสต์ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเมื่อเข้าใจโดยชัดแจ้งว่าจำเลยได้กล่าวว่าองค์พระมหากษัตริย์ให้เสียหาย จึงเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง
แต่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโพสต์อีก 2 ข้อความ ที่เห็นว่ามิได้สื่อความหมายให้ผู้อ่านมีความรู้สึกดูหมิ่น หรือเกลียดชังพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยเพิ่มในอีก 11 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษเหลือจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 22 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 28 ปี ในอีก 14 กระทงก่อนหน้านี้ รวมเป็นโทษจำคุกรวม 50 ปี
เท่าที่ทราบข้อมูล โทษจำคุกของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีนี้ นับได้ว่าเป็นคดีมาตรา 112 ที่ถูกลงโทษสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ในการยื่นประกันตัวชั้นฎีกาวันดังกล่าว ศาลจังหวัดเชียงรายได้ส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาพิจารณา ก่อนศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุว่าหากปล่อยชั่วคราวเชื่อได้ว่าจะหลบหนี ทำให้มงคลถูกคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายมาตั้งแต่วันดังกล่าว ถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 1 ปี 11 เดือนแล้ว แม้จะมีการพยายามยื่นขอประกันตัวในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 4 ครั้งก็ตาม
ระหว่างถูกคุมขัง มงคลได้ยื่นฎีกาคำพิพากษา โดยยืนยันว่าข้อความตามที่ถูกกล่าวหาไม่ได้เป็นความผิดตามฟ้อง ในกระทงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับอดีตพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 และกรณีที่ข้อความไม่ปรากฏชัดว่าหมายถึงผู้ใด ล้วนไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 โดยยืนยันว่าการตีความข้อหานี้ต้องตีความโดยเคร่งครัด สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาแก้ไขลบล้างแนวคำวินิจฉัยเดิมที่ไม่สอดคล้องกับหลักการเสรีประชาธิปไตย
นอกจากนั้น ฎีกายังกล่าวถึงประเด็นปัญหาในกระบวนการพิจารณา ทั้งการที่จำเลยไม่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ ประเด็นการไม่อนุญาตให้คัดสำเนาไฟล์วิดีโอคำเบิกความพยาน ประเด็นข้อสงสัยว่าเจ้าพนักงานมุ่งใช้กฎหมายเพื่อเป้าประสงค์ในการจัดการกับผู้ชุมนุมทางการเมือง
.
นอกเหนือจากคดีนี้ มงคลยังถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 ในอีก 2 คดี ได้แก่ คดีจากการโพสต์อีก 2 ข้อความ โดยมีผู้กล่าวหาเป็นตำรวจรายเดียวกับคดีข้างต้น และถูกฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดเชียงรายเช่นกัน โดยในคดีนี้ ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า มงคลมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี และให้เพิ่มโทษจำคุกอีก 6 เดือน จากคดีที่จำเลยเคยถูกกล่าวหาเรื่องการบุกรุกเคหสถานและเคยให้รอการลงโทษไว้ รวมลงโทษจำคุกทั้งหมด 4 ปี 6 เดือน ทำให้รวมโทษจำคุกในคดีทั้งหมดของมงคลอยู่ที่ 54 ปี 6 เดือน
ส่วนอีกคดีหนึ่ง ในระหว่างที่มงคลถูกคุมขัง พนักงานสอบสวนจาก บก.ปอท. ได้เดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหา เหตุจากโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2565 เพิ่มอีก 3 ข้อความ โดยพบว่าคดีมี อานนท์ กลิ่นแก้ว จากกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้ไปกล่าวหาไว้ โดยคดีนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวน
.
อ่านบันทึกการสืบพยานในคดีนี้ บันทึกจากห้องพิจารณาลับ “บัสบาส มงคล” ต่อสู้คดี ม.112 ถูกฟ้อง 27 กรรม ก่อนฟังคำพิพากษา
อ่านเรื่องราวชีวิตของบัสบาส เสียงเพลงพังก์ ในโลกขบถของ “บัสบาส” ผู้ต่อสู้คดี 112
ย้อนอ่านบันทึกการเยี่ยมบ้านบัสบาส “ก็แค่ยักไหล่แล้วไปต่อ ผมยังหายใจอยู่นี่หน่า”: พาเยี่ยมบ้าน ‘บัสบาส’ ผู้ต้องโทษประวัติศาสตร์คดี ม.112
.
