8 ก.ย. 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “จ่อย” (นามสมมติ) พนักงานบริษัทเอกชนวัน 27 ปี ในข้อหาหลักร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และวางเพลิงเผาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, 217 จากเหตุที่ถูกกล่าวหาว่าได้ยิงหนังสติ๊กและเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ บริเวณแยกดินแดง สืบเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มทะลุแก๊สเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2564
ศาลพิพากษา ลงโทษทุกกรรม ในฐานมั่วสุมร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และฐานร่วมกันมั่วสุมและไม่เลิกเมื่อเจ้าพนักงานสั่ง ลงโทษจำคุกฐานละ 1 ปี ส่วนฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์และวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกรวม 1 ปี 18 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ก่อนศาลจะให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์
.
ถูกจับโดยไม่มีหมายและถูกสอบสวนนานกว่า 20 ชั่วโมง โดยที่ไม่มีทนาย
สำหรับเหตุในคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2564 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. มีการรวมตัวกันของกลุ่มมวลชนอิสระ ที่เรียกกันว่า “ทะลุแก๊ส” บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง หลังในคืนก่อนหน้านั้นมีรายงานว่าตำรวจควบคุมฝูงชนใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม
ต่อมาในวันที่ 9 ก.ย. 2564 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับแจ้งว่าจ่อยซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 และ “เค” (นามสมมติ) เยาวชนอายุ 17 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมโดยไม่มีหมายจับตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 2564 โดยนำตัวไปที่ สน.ดินแดง เพื่อสอบสวนหาความเชื่อมโยงกับการชุมนุมของกลุ่มทะลุแก๊ส
เมื่อทนายความไปถึงที่ห้องปฏิบัติการฝ่ายสืบสวน สน.ดินแดง พนักงานสอบสวนเพิ่งนําหมายจับจ่อยของศาลอาญาและหมายจับเค ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ลงวันที่ 9 ก.ย. 2564 มาแสดง พร้อมทำบันทึกการจับกุม หลังควบคุมตัวทั้งสองมาแล้วราว 20 ชั่วโมง โดยไม่มีทนายความ ในชั้นสอบสวนจ่อยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ต่อมาในวันที่ 10 ก.ย. 2564 ตำรวจได้ยื่นขอฝากขังทั้งสองคนต่อศาล ในส่วนของจ่อย ศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขัง แต่ให้ประกันตัว โดยวางหลักทรัพย์ 20,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ โดยกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 15.00 น. ถึง 05.00 น.ของวันรุ่งขึ้น แต่เงื่อนไขดังกล่าวสิ้นสุดหลังครบกำหนดฝากขังระยะเวลา 84 วัน และอัยการยังไม่ได้สั่งฟ้องคดี
หลังคดีอยู่ในชั้นสอบสวนกว่า 2 ปี วันที่ 20 มี.ค. 2567 พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องจ่อยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ มาตรา 217, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง มาตรา 215, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก มาตรา 216 และ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 (ออกนอกเคหสถานในเวลาห้าม)
วันที่ 15 ก.ค. 2568 ในนัดสืบพยานนัดแรก จ่อยตัดสินใจถอนคำให้การเดิมเปลี่ยนเป็นรับสารภาพตามฟ้องและสละข้อความทำนองปฏิเสธ ศาลได้ยกเลิกนัดสืบพยานที่เหลือ และให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจก่อนนัดฟังคำพิพากษาวันนี้
.
ลงโทษทุกกรรม รวมจำคุก 5 ปี ก่อนลดโทษเหลือ 1 ปี 18 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ
วันนี้ (8 ก.ย. 2568) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 808 จ่อยเดินทางมาถึงห้องพิจารณาตั้งแต่ก่อนเวลานัดและนั่งรอศาลดำเนินการในคดีก่อนหน้าให้แล้วเสร็จ โดยวันนี้เธอเดินทางมาด้วยตัวคนเดียว นอกจากคู่ความในคดีอื่นแล้วยังมีประชาชนมาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษาด้วย
เวลา 10.30 น. ศาลได้เรียกคดีนี้ และสอบถามจ่อยอีกครั้งว่ายังคงยืนยันรับสารภาพใช่หรือไม่ จ่อยพยักหน้าตอบรับ
ก่อนศาลได้เริ่มอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจ โดยสรุปว่าก่อนเกิดเหตุ ปี 2564 จำเลยพักอยู่ย่านลาดพร้าวกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรเพราะเป็นช่วงระบาดของโรคโควิด-19 ช่วงเวลาดังกล่าวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลในย่านที่พักของจำเลย จำเลยไม่เคยไปร่วมชุมนุมมาก่อน และได้ให้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ เมื่อจำเลยได้เดินทางไปในที่ชุมนุม พร้อมกับเยาวชนที่รู้จักกัน ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้
ต่อมา จำเลยพร้อมเยาวชนอีกหนึ่งคน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเครื่องแบบได้จับกุมจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยรับว่าได้ไปการชุมนุมจริง แต่ไม่ได้ร่วมเผารูปพระบรมฉายาลักษณ์
หลังอ่านรายงานเสร็จสิ้น ศาลสอบถามว่าจำเลยสามารถสละถ้อยคำเชิงปฏิเสธได้หรือไม่ จ่อยนิ่งไปพักหนึ่งและผู้รับมอบฉันทะทนายความ จึงขออนุญาตศาลโทรปรึกษาทนายความ ในระหว่างรอนั้นศาลถามว่าจ่อยสามารถตัดสินใจได้เองหรือไม่ ซึ่งจ่อยตอบตกลงและสละถ้อยคำเชิงปฏิเสธ
ศาลจึงมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 215 วรรคหนึ่ง, มาตรา 216, มาตรา 217 ประกอบ มาตรา 83 และ ข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 และ มาตรา 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
ให้ลงโทษทุกกรรม เรียงกระทงความผิดไป ในฐานมั่วสุมร่วมกันชุมนุม ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานมั่วสุมและไม่เลิกเมื่อเจ้าพนักงานสั่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และวางเพลิงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักที่สุดตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี โดยจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกรวม 1 ปี 18 เดือน (หรือประมาณ 2 ปีครึ่ง)
พิเคราะห์ประกอบกับรายงานสืบเสาะและพินิจแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำในช่วงที่บ้านเมืองไม่สงบและเป็นการกระทำที่ร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอลงโทษ
.
หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จจ่อยได้นั่งรอเซ็นเอกสารและมีประชาชนเข้าไปร่วมพูดคุยให้กำลังใจกับเธอ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะนำตัวเธอไปใต้ถุนศาลเพื่อรอฟังคำสั่งประกันตัว
จ่อยบอกกับเราว่าวันนี้เธอขับรถจักรยานยนต์มาคนเดียว เพราะเธอมาด้วยความมั่นใจว่าวันนี้จะได้กลับบ้าน แต่เมื่อคำพิพากษาไม่ได้เป็นดั่งหวัง เธอได้แค่ยอมรับและฝากกุญแจรถจักรยานยนต์ไว้ก่อน
ต่อมาเวลา 16.13 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักทรัพย์จำนวน 300,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขระหว่างอุทธรณ์ ห้ามกระทำการที่มีลักษณะเกี่ยวกับที่ถูกฟ้อง, ห้ามร่วมกิจกรรมที่มีลักษณะอันเป็นกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์, ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยหลักทรัพย์ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าจำนวนหลักทรัพย์และเงื่อนไขการประกันตัว มีลักษณะเดียวกันกับในคดีของ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว ที่ศาลอาญามีคำพิพากษาในวันเดียวกันนี้ แต่ได้ส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง
นอกจากนี้ ในคดีเกี่ยวกับการวางเพลิงเผารูป ก่อนหน้านี้พบว่ามีคดีวางเพลิงเผาพระบรมฉายาลักษณ์หน้ากระทรวงแรงงาน ในช่วง #ม็อบ14กันยา64 จำเลย 3 คน ได้ให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับคดีนี้ และเมื่อช่วงปลายปี 2567 ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี ให้การับสารภาพลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี แตกต่างจากคำวินิจฉัยในคดีของจ่อยนี้
.
อ่านเรื่องราวของจ่อย : ชวนอ่านเรื่องราวของ “จ่อย”: จากนักศึกษาสู่ผู้ชุมนุม “ไล่ประยุทธ์” ก่อนกลายเป็นจำเลยคดี 112
อ่านฐานข้อมูลคดี: คดี 112 “จ่อย” นศ. ถูกกล่าวหา วางเพลิงพระบรมฉายาลักษณ์ที่ดินแดง
.
