ชวนอ่านเรื่องราวของ “จ่อย”: จากนักศึกษาสู่ผู้ชุมนุม “ไล่ประยุทธ์” ก่อนกลายเป็นจำเลยคดี 112

ย้อนไปช่วงปี 2564 มีการชุมนุมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 รวมทั้งการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อใช้ปราบปรามผู้ชุมนุมและมีการใช้กำลังในการสลายการชุมนุมหลายครั้ง

การชุมนุมเช่นนี้เกิดขึ้นในลักษณะรายวัน มีทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีสังกัดและไร้สังกัด หลากหลายวัย จำนวนมากเป็นเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ในช่วง 20 ต้น ๆ ที่ออกมาเรียนรู้การใช้สิทธิในการชุมนุม เช่นเดียวกันกับ “จ่อย” (นามสมมติ) แต่อาจจะต่างตรงที่จ่อยถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังจากการไปชุมนุมที่จัดโดยกลุ่มทะลุแก๊สเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2564

ในวันนั้นตำรวจควบคุมฝูงชนใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม ทำให้มวลชนล่าถอยและเกิดอุบัติเหตุรถล้ม เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมและยึดรถ มวลชนตอบโต้การใช้กำลังด้วยพลุและประทัดก่อนถอยกลับไปรวมตัวที่แยกดินแดง มีประชาชนทั่วไปและรถพยาบาลที่กำลังรักษาคนเจ็บถูกลูกหลงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาเช่นกัน

ในช่วงบ่ายของวันต่อมา (7 ก.ย. 2564) ขณะที่จ่อยกำลังซักผ้า พ่อของจ่อยได้รับการติดต่อว่าจะมีเจ้าหน้าที่ประกันสังคมเข้ามาที่บ้าน หลังเจ้าหน้าที่มาถึงก็ให้พ่อเรียกจ่อยออกมา ก่อนแสดงตัวว่าเป็นตำรวจมาเชิญตัวไปสถานีตำรวจโดยไม่มีหมายหรือเอกสารใด ๆ เธอถูกนำตัวไปสอบสวนโดยที่ไม่มีทนายความร่วมด้วยนานถึง 7 ชั่วโมง

ถึงแม้ในชั้นสอบสวนจ่อยจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ในนัดสืบพยานวันแรกหลังได้ปรึกษากับทนายความแล้ว เธอขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามที่ถูกฟ้อง โดยศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 นี้

ก่อนฟังคำพิพากษา เราอยากชวนทำความรู้จักกับจ่อย ในวัย 27 ปี สาวออฟฟิศผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากการไปชุมนุมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

.

จ่อย พื้นฐานแล้วเป็นชาวกรุงเทพธรรมดาที่เกิดและเติบโตที่นี่ ครอบครัวเธอมีกันอยู่ 4 คน อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันประกอบด้วย แม่ พี่ชายซึ่งเป็นลูกของอาที่แม่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ลูกของพี่ชาย และจ่อย ส่วนพ่อเพิ่งบวชพระเมื่อต้นปีนี้

ปัจจุบันเธออายุ 27 ปี จบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจสาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ให้บริการลูกค้า เธอมีโรคประจำตัวคือโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ SLE แสงแดดกับความเครียดจะกระตุ้นอาการให้แย่ลง เช่น มีอาการอ่อนเพลีย มีผื่นขึ้น หรือเป็นไข้ อาการเหล่านี้ควบคุมได้ด้วยการทานยาและดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตามโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ในครอบครัวมีแค่เธอกับพี่ชายทำงานเป็นหลัก ส่วนแม่ซึ่งมีอายุ 58 ปี มีโรคประจำตัวหลายโรค ล่าสุดนี้ก็เพิ่งตัดเต้านมที่พบมะเร็งออกไปหนึ่งข้าง แต่แม่ยังคงช่วยเหลือตัวเองได้ ใช้ชีวิตได้ตามปกติและทำหน้าที่ดูแลหลานชาย

จ่อยเล่าให้เราฟังว่า ปกติแล้วเธอไม่ค่อยยุ่งหรือสนใจเรื่องการเมืองเท่าไหร่ แต่ก็ดูข่าวบ้าง รู้แค่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ทำการรัฐประหารมา จากนั้นก็เริ่มมาเป็นรัฐบาล เธอเข้าใจว่าปกตินายกฯ จะดำรงตำแหน่งได้แค่ 4 ปี แล้วก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ มาเกือบ 10 ปีแล้ว เลยทำให้รู้สึกว่ามันใกล้สิ้นสุดเวลาของเขาจึงมีการชุมนุมขับไล่ขึ้นมา เพราะว่าเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เธอเองก็ไม่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้สร้างประโยชน์อะไร ไม่ได้เห็นประเทศจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

ในช่วงปี 2564 เป็นช่วงที่เธอเพิ่งเรียนจบมาใหม่ ๆ และเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 เธอเห็นว่า รัฐบาลมีการบริหารจัดการสถานการณ์โควิดที่ไม่ดี ทำให้รู้สึกไม่ค่อยพอใจกับนายกฯ เธออธิบายให้ฟังว่า “ในช่วงนั้นเรารู้สึกว่าเข้าถึงการรักษาได้ยาก โดยเฉพาะเราที่เป็นคนที่มีโรคประจำตัว เวลาจะไปหาหมอแต่ละทีลำบากกว่าคนปกติที่ไม่มีโรคประจำตัวแล้วติดเชื้อโควิด พอเห็นข่าวว่ามีผู้ป่วยที่รอการรักษาแล้วเสียชีวิตข้างถนนยิ่งทำให้รู้สึกแย่ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นถ้ารัฐบาลมีการบริหาร มีการดูแลรักษาที่ดีว่านี้ รวมถึงเรื่องของการจัดการบุคลากรทางการแพทย์ด้วย”

เธอบอกกับเราว่า การชุมนุมวันที่ 6 ก.ย. 2564 ที่เธอถูกดำเนินคดี ไม่ใช่การไปใช้สิทธิในการชุมนุมครั้งแรกของเธอ ช่วงนั้นมีการชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ รายวัน เธอเคยไปเข้าร่วมการชุมนุมแถวละแวกบ้าน โดยไปชุมนุมด้วยตัวคนเดียว ไม่มีกลุ่มหรือสังกัด เพราะอยากรู้ว่าการชุมนุมเป็นอย่างไร ประกอบกับเธอเองก็ไม่ได้ชอบการบริหารจัดการของ พล.อ.ประยุทธ์ ในหลาย ๆ เรื่อง จึงออกไปชุมนุมและกลับบ้านตามเวลาก่อนที่จะถึงช่วงเคอร์ฟิว จ่อยพูดกับเราว่า“เราก็เด็กคนนึงอยากแสดงออก อยากใช้สิทธิเหมือนคนทั่วไป ไป (ชุมนุม) ตามเวลา แล้วก็กลับตามเวลา”

มีครั้งหนึ่งที่ไปร่วมการชุมนุมและเจอคนรู้จักซึ่งได้แนะนำให้เธอรู้จักกับ “เค” (นามสมมติ) ซึ่งเป็นเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์เดียวกัน โดยเธอเข้าใจว่าเคน่าจะไปร่วมการชุมนุมบ่อยและมีสังกัดอยู่ แต่เคก็ไม่ได้บอกว่าอยู่กลุ่มใด บอกแค่ว่าเขาอายุ 24 ปี และมีเพื่อนมีคนที่รู้จักเยอะ

จ่อยเล่าว่า หลังที่เธอรู้จักกับเค ในวันเกิดเหตุ (6 ก.ย. 2564) เธอก็ได้นัดเคไปเดินซื้อของที่ตลาดคลองถม โดยเคเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์ของจ่อย ขากลับเคเห็นว่ามีคนกำลังรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณแยกดินแดงและมีคนที่เครู้จักอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยจึงได้ขับรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปทักทายและนำไปสู่การร่วมชุมนุมด้วย

.

วันต่อมา (7 ก.ย. 2564) จ่อยเล่าว่า ขณะกำลังซักผ้าอยู่ ประมาณบ่ายสามมีตำรวจเข้ามาที่บ้าน โดยตอนแรก ตำรวจติดต่อผ่านทางพ่อและบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ประกันสังคม ถามว่าบ้านอยู่ไหน บ้านเลขที่อะไรจะเข้ามาทำเอกสารประกันสังคมให้ 

เมื่อตำรวจในคราบเจ้าหน้าที่ประกันสังคมมาถึงหน้าบ้าน ก็บอกพ่อให้เรียกจ่อยไปช่วยดูเอกสาร เมื่อจ่อยเดินออกไปตามที่พ่อเรียก ตำรวจก็เดินปรี่มาหาเธอโดยไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นใครและพูดซ้ำ ๆ ว่า เอาโทรศัพท์มาดูหน่อย จ่อยยังคงคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ประกันสังคมจึงให้โทรศัพท์ไป

หลังจากนั้นตำรวจก็เรียกพ่อและแม่มานั่งก่อนจะเผยตัวตนว่าจริง ๆ แล้วเป็นตำรวจและอ่านข้อกล่าวหาให้ฟัง แต่ก็ไม่ได้มีการแสดงหมายหรือเอกสารใด ๆ จ่อยเล่าว่า ตอนนั้นคนที่บ้านถามกับตำรวจว่า อันนี้จับเลยหรอ ตำรวจตอบว่า ไม่ได้จับ เป็นการเชิญตัวไป สน. เฉย ๆ 

จ่อยถูกนำตัวไปสอบปากคำที่ สน. ดินแดง ตั้งแต่ช่วง 6 โมงเย็นเกือบ ๆ 1 ทุ่ม เธอเล่าว่า ตอนอยู่ที่ สน. มีเพียงแค่เธอและพ่อ ตำรวจเปิดรูปให้เซ็นยืนยันตัวตนว่าคนในภาพคือเธอใช่หรือไม่ พ่อของเธอได้เซ็นไปโดยที่ไม่รู้และตำรวจไม่ได้แจ้งอะไร กลายเป็นว่าพ่อของเธอกลับกลายมาเป็นพยานผู้กล่าวหาในคดีนี้

จ่อยถูกสอบปากคำนานถึง 7 ชั่วโมง จากนั้นตำรวจถึงได้แสดงบันทึกข้อกล่าวหาให้เธอดูและปล่อยตัวในเวลาตี 1 ของอีกวัน (8 ก.ย. 2564) และได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนตามคำแนะนำของคนรู้จัก ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนเธอได้ให้การปฏิเสธไป เพราะเธอไม่ได้ทำความผิดตามที่ตำรวจกล่าวหา 

ต่อมา ในช่วงบ่ายของวันที่ 9 ก.ย. 2564 ตำรวจได้นำหมายจับที่ศาลออกในวันนั้นมาแสดงกับจ่อย และได้ขออำนาจศาลอาญาฝากขังผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันที่ 10 ก.ย. 2564 ก่อนศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ใช้หลักทรัพย์ประกันเป็นเงินสด 20,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ โดยกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ทั้งยังห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 15.00 น. ถึง 05.00 น.ของวันรุ่งขึ้น

คดีของจ่อยค้างในชั้นสอบสวนนานกว่า 2 ปี อัยการจึงยื่นฟ้องต่อศาลในวันที่ 20 มี.ค. 2567 ในข้อหา ร่วมกันหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ออกนอกเคหสถานในเวลาห้าม) จากเหตุที่ถูกกล่าวหาว่ายิงหนังสติ๊กและเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ บริเวณดินแดง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้กระทำตามฟ้อง เพียงแต่ไปอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ กับที่เกิดเหตุการณ์เผาดังกล่าว

.

จ่อยพอจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 ลักษณะเดียวกับคดีที่เธอถูกฟ้องอยู่บ้าง เห็นผ่าน ๆ ตา จากโพสต์ของคนที่ถูกดำเนินคดี สำหรับเธอแล้วรู้สึกว่าทุกคนเข้าถึงมาตรานี้ได้ง่าย โดยที่ไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นความจริงหรือเท็จ แต่ด้วยความร้ายแรงของตัวบทก็สามารถแจ้งความหรือฟ้องได้เลย

หลังถูกดำเนินคดีเธอต้องลางานบ่อยเพื่อไปศาลตามนัด เวลาเพื่อนร่วมงานถามถึงเหตุผลการลาก็ไม่อยากจะบอกว่า ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เมื่อลางานบ่อยก็ส่งผลกับการประเมินงาน ทำให้เธอเลือกงานได้น้อยลงและต้องเลือกงานที่ไม่ตรวจประวัติอาชญากรรม เพราะกลัวว่าถ้าตรวจจะเจอว่าถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ทำให้เธอยิ่งไม่กล้าสมัครงาน ไม่ค่อยกล้าที่จะทำอะไร

ทางด้านครอบครัวของเธอ จ่อยเล่าว่า แม่นั้นเครียดมาก ส่วนหนึ่งเพราะแม่เป็นคนที่รักรัชกาลที่ 10 มาก แม่รู้แค่ว่ามาตรา 112 เป็นกฎหมายของพระมหากษัตริย์ ช่วงแรก ๆ แม่ไม่พอใจเธอมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปแม่ก็เริ่มฟังเธอมากขึ้น เธอกับแม่ไม่ได้ทะเลาะกันและปัจจุบันก็มีความสัมพันธ์ที่ดี

ส่วนทางด้านพี่ชายก็มาพูดคุยบอกเธอว่า จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ควรเป็นคดีที่ใหญ่โตขนาดนี้ เพราะเธอไม่ได้เป็นคนทำผิดตามที่ถูกฟ้อง แต่แค่เธอไปอยู่บริเวณนั้น และเกิดการตั้งคำถามว่า แล้วคนอื่น ๆ ที่ทำผิดล่ะ ทำไมถึงไม่ถูกดำเนินคดี พี่ชายคิดว่าจริง ๆ จ่อยไม่ได้เกี่ยวด้วยซ้ำทำไมถึงถูกดำเนินคดี

.

จ่อยเล่าว่า ประมาณ 1-2 เดือน ก่อนวันนัดสืบพยานนัดแรก (15 ก.ค. 2568) มีตำรวจจากกองกำกับการสืบสวนนครบาล 4 ประมาณ 4-5 คน มาหาที่บ้าน ถามว่า เธออยู่ไหม ขอเจอหน่อย ตอนนี้กำลังทำงานอะไร อยู่บ้านตลอดมั้ย เมื่อถามกลังว่า มาทำไม ตำรวจกล่าวว่า มาเยี่ยมบ้านและสอบถามว่าจะสู้คดีอย่างไร จ่อยรู้สึกงงว่าตำรวจมีอำนาจเช่นนี้ด้วยหรือ

ต่อมา เมื่อวันนัดสืบพยานนัดแรกมาถึง จ่อยตัดสินใจเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ โดยศาลให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพฤติการณ์ของเธอเพิ่มเติม เพื่อประกอบการทำคำพิพากษา เธอเข้าใจถึงความเสี่ยงของการถูกจำคุก และคิดว่าในวันเกิดเหตุเธอเองก็ไม่ได้พยายามมากพอที่จะเอาตัวเองออกไปจากที่เกิดเหตุ 

จ่อยบอกกับเราว่า เธอกระทำความผิดครั้งแรกและเธอเห็นว่ามีตัวอย่างคดีอื่นที่จำเลยกระทำความผิดครั้งแรกและศาลให้รอการลงโทษ จึงเกิดความคาดหวังว่าเธอคงจะได้รับการรอลงโทษเช่นกัน ถ้าเธอตัดสินใจสู้คดีก็จะกินเวลาไปอีกนาน ซึ่งการมาศาลจะส่งผลกระทบกับการทำงาน ต้องลางานเพื่อไปสู้คดีอีก เลยคิดว่าถ้ารับสารภาพให้จบเลยจะดีกว่าถึงแม้ในใจจะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

.

จ่อยบอกกับเราว่าเธอพร้อมจะปฏิบัติตามทุกขั้นตนของศาล เธออยากให้คดีมันจบสักที เธอเล่าว่า แม่เธอป่วยเป็นมะเร็งเต้านมและได้ตัดเต้านมไปข้างหนึ่งแล้ว แต่เหมือนมะเร็งได้ลุกลามไปยังอีกข้างหนึ่ง และลูกของพี่ชายเป็นโรคลมชักซึ่งเธอเป็นคนพาหลานไปหาหมอทุก 3 เดือน และจ่ายค่ายาให้ครั้งละ 1,000-2,000 บาท

ถ้าจ่อยถูกลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ ก็จะไม่มีใครดูแลแม่ ไม่มีใครพาหลานไปหาหมอ และที่บ้านจะต้องหาเงินเพิ่มมาประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน เช่น ค่ายา ค่าข้าว ค่าน้ำค่าไฟ และอื่น ๆ ที่เธอเป็นผู้รับผิดชอบ

จ่อยบอกเราว่า ถ้าไม่มีคดีนี้ชีวิตคงจะดีกว่านี้ ไปได้ไกลกว่านี้ เธอลาออกจากงานบ่อยเพราะเรื่องคดี ใจจริงอยากทำงานให้ได้นาน ๆ เวลาต้องไปศาลเธอต้องลางานหลายวันเมื่อทำงานไปนานเเข้า ที่ทำงานจะเริ่มตรวจประวัติอาชญากรรม เธอก็จะเริ่มกังวล ไม่อยากบอกให้ใครรู้ว่าถูกดำเนินคดีนี้ กลัวว่าจะถูกไล่ออก ทั้งอับอายและกังวลว่าคนอื่นจะมองเธอยังไง ถ้าไม่มีคดีนี้คงจะใช้ชีวิตแบบมีอิสระเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่พอถูกดำเนินคดีเธอกลายเป็นคนเก็บตัวไม่อยากสุงสิงกับคน

ความฝันของเธอตั้งแต่สมัยเรียนคืออยากทำงานราชการ อยากสอบ กพ. เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน แต่ก็กังวลว่าจะไปสอบได้ไหม หลังจากถูกดำเนินคดีความฝันของเธอที่จะทำงานราชการก็ถูกดับไป แต่เธอก็ยังยืนยันว่าความหวังสุดท้ายที่หวังให้ศาลรอการลงโทษจะสามารถเป็นจริงได้

.

อ่านฐานข้อมูลคดี: คดี 112 “จ่อย” นศ. ถูกกล่าวหา วางเพลิงพระบรมฉายาลักษณ์ที่ดินแดง

X