วันที่ 8 ก.ย. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.พรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรม กรณีถูกฟ้องในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการโพสต์ข้อความถึงสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหว “ราษฎรสาส์น” เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563
ศาลอาญาพิพากษาลงโทษชลธิชา จำคุกตามมาตรา 112 – พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดคือมาตรา 112 จำคุก 4 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
ต่อมา เวลา 11.31 น. ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันชลธิชาระหว่างอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ส่งผลให้จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจพ้นสภาพ สส. ทันที หากศาลอุทธรณ์ไม่มีคำสั่งในวันนี้ และต้องถูกส่งตัวไปรอฟังคำสั่งในเรือนจำ
ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ โดยอ้างประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม พ.ศ.2568 เรื่อง กำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งภายในวันนี้ ตามประกาศดังกล่าว
มีข้อสังเกตว่า ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันชลธิชาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอย่างรวดเร็วหลังการอ่านคำพิพากษา ซึ่งต่างจากปกติที่มักมีคำสั่งต่อคำร้องขอประกันในช่วงเย็น นอกจากนี้ แนวโน้มคดีมาตรา 112 ในปีนี้พบว่า แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ศาลชั้นต้นก็พิจารณาให้ประกันจำเลยระหว่างอุทธรณ์ในวันเดียวกัน โดยไม่ได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาแต่อย่างใด
.
สำหรับคดีนี้มี นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เป็นผู้กล่าวหา โดยชลธิชาได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564
จากนั้นในวันที่ 15 มี.ค. 2565 สัณห์สิทธิ์ ยุทธภัณธ์บริการ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องชลธิชาต่อศาลอาญาในข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)
.
การสืบพยานในคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. – 2 มิ.ย. 2566 หลัง “อรรถการ ฟูเจริญ” รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ให้เลื่อนการสืบพยานจากวันนัดเดิมในปี 2567 ที่คู่ความได้ตกลงกันไว้แล้ว และกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่เองให้เร็วขึ้น โดยมีหมายแจ้งวันนัดสืบพยานใหม่เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2565 และไม่ได้ระบุเหตุผลที่ชัดแจ้งกับจำเลยแต่อย่างใด
แม้ในสองวันดังกล่าวผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยและชลธิชาเองจะได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาคดี เนื่องจากทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่น ซึ่งได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าก่อนและได้แจ้งต่อศาลไว้แล้ว โดยโจทก์ไม่คัดค้าน แต่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เนื่องจากพยานโจทก์มาพร้อมสืบแล้ว จึงให้สืบพยานไปก่อนโดยไม่มีทนายความ และให้ทนายจำเลยมาถามค้านในภายหลัง
ชลธิชาจึงยื่นคำร้องขอเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา แต่ศาลก็ยังยกคำร้อง ชลธิชาจึงยืนยันแถลงต่อศาลว่าจะไม่รับกระบวนการพิจารณาคดีใดๆ ของศาลทั้งสิ้น ก่อนการสืบพยานโจทก์ใน 2 วันดำเนินต่อไปต่อหน้าชลธิชาโดยไม่มีทนายความอยู่ร่วม
ต่อมา ในระหว่างวันที่ 11 – 12 มิ.ย. 2568 ทนายจำเลยจึงได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้ง 7 ปาก และนำพยานจำเลยเข้าสืบในวันที่ 17 – 18 มิ.ย. 2568
ในการต่อสู้คดีชลธิชายืนยันว่า ข้อความในจดหมายไม่ได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์เป็น ‘ผู้ดำเนินคดี’ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการอุ้มหายประชาชนแต่อย่างใด อีกทั้งเนื้อความในจดหมายเป็นการกล่าวถึงการออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2557 การเขียนและโพสต์จดหมายดังกล่าวมีเจตนาเพื่อให้กษัตริย์กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้มุ่งประสงค์ร้าย
โดยมีพยานนักวิชาการด้านกฎหมายให้ความเห็นทางกฎหมายว่า ตามหลักการของรัฐธรรมนูญ เสรีภาพในการแสดงความเห็นมีคุณค่าระดับเดียวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 การตีความต้องไม่ให้คุณค่าใดทำลายอีกคุณค่าหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้จำเลยเพียงใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ย่อมต้องกระทำได้
คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของลูกเกดที่ศาลจะมีคำพิพากษา ในจำนวนคดีมาตรา 112 ที่ลูกเกดถูกดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 2 คดี โดยคดีแรกที่ศาลพิพากษาแล้ว คือ คดีปราศรัยวิจารณ์การออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจในการชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 หรือ #คาร์ม็อบ11กันยา64 ซึ่งศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา แต่ให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวก็มีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 30 ก.ย. ที่จะถึงนี้
.
ศาลอาญาพิพากษาเห็นว่า การโพสต์ ‘ราษฎรสาส์น’ ของ “ลูกเกด” เป็นความผิด ทำให้กษัตริย์ถูกดูหมิ่น – ถูกเกลียดชัง
วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 901 เวลา 09.30 น. ชลธิชาได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา พร้อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้แก่ สหัสวัต คุ้มคง, กัลยพัชร รจิตโรจน์, ปิยรัฐ จงเทพ, ชยพล สท้อนดี และชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์และให้กำลังใจ
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากสหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน (International Federation for Human Rights) ตลอดจนเจ้าหน้าที่จากสถานทูตแคนาดา, สถานทูตเยอรมนี และสถานทูตอังกฤษ เข้าร่วมฟังการอ่านคำพิพากษาด้วย ท่ามกลางตำรวจศาลถึง 7 นาย ที่มารวมตัวกันอยู่ที่ห้องพิจารณาคดี
เวลา 09.49 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดี โดยแจ้งให้ทนายจำเลยและผู้ที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีทราบว่า ห้ามบันทึกเสียงและภาพในห้องพิจารณาคดีอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการอ่านคำวินิจฉัยของศาล ก่อนเรียกให้จำเลยแสดงตัวและเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยมีใจความสำคัญโดยสรุปดังนี้
คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ในคดีนี้มีนพดล พรหมภาสิต เป็นผู้กล่าวหา และเป็นผู้พบข้อความของจำเลยซึ่งปรากฏอยู่บนเพจเฟซบุ๊กชื่อ ชลธิชา แจ้งเร็ว ซึ่งเป็นบัญชีสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
ประกอบกับมี พ.ต.ท.ประยุทธ สอนสวาท พนักงานสืบสวน บก.ปอท. เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวของจำเลยพบว่า มีการโพสต์ข้อความจริง และมี พ.ต.ท.หญิง สุธัญดา เอมเอก พนักงานสอบสวน บก.ปอท. เป็นผู้สอบปากคำพยานโจทก์ ซึ่งทั้งหมดได้เบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า จำเลยกระทำผิดตามมาตรา 112
ตามมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
เมื่อพิจารณาข้อความตามฟ้องของจำเลยซึ่งมีการโพสต์กล่าวหาพระมหากษัตริย์เกี่ยวกับการโอนย้ายกำลังพลทหารไปอยู่ในหน่วยงานรักษาพระองค์, การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่สุรุ่ยสุร่าย, การรวบทรัพยากรส่วนรวมไปเป็นของส่วนตัว ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัชกาลที่ 10 อยู่เบื้องหลังการคุกคามและอุ้มหายของประชาชน เห็นว่า เป็นการใส่ร้ายรัชกาลที่ 10 ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการคุกคาม ทำร้าย อุ้มหายกลุ่มคนคิดต่างทางการเมือง และทำให้เข้าใจได้ว่าพระองค์แทรกแซงให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ข้อความของจำเลยเป็นข้อความที่ปลุกระดม สร้างความเกลียดชังรัชกาลที่ 10 และการโพสต์ของจำเลยเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกินพระมหากษัตริย์ ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า พระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในที่เคารพสักการะ ทำให้เกิดความขาดศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์ได้
ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิและเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ซึ่งระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยการจำกัดเสรีภาพนี้จะทำได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ คุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น รักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือป้องกันสุขภาพของประชาชนเท่านั้น
จากบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยอ้างเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นย่อมต้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลอื่นด้วย แต่การแสดงความคิดเห็นของจำเลยเป็นการแสดงเสรีภาพที่เกินขอบเขต เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งได้บัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองพระมหากษัตริย์ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการขัดต่อหลักการทางกฎหมาย และไม่อาจเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้องได้
การกระทำของจำเลยเป็นการทำให้รัชกาลที่ 10 ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และไม่เป็นที่เคารพสักการะ กระทบต่อชื่อเสียง ความมั่นคง และต่อราชอาณาจักร พิเคราะห์พยานหลักฐานของจำเลยแล้วไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14 (3) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดคือ มาตรา 112 จำคุก 4 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
.
ศาลอาญาส่งคำร้องขอประกันให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา
ต่อมา เวลา 11.31 น. ทนายความยื่นประกันชลธิชาในระหว่างอุทธรณ์ทันที โดยมี ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายประกัน ขอวางหลักทรัพย์ 500,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาแจ้งทนายและจำเลยว่า คำร้องขอประกันตัวจะถูกส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ส่งผลให้จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจพ้นสภาพ สส. ทันที หากศาลอุทธรณ์ไม่มีคำสั่งในวันนี้ และต้องถูกส่งตัวไปรอฟังคำสั่งในเรือนจำ
ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ โดยอ้างประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม พ.ศ.2568 เรื่อง กำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งภายในวันนี้ เนื่องจากประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า หากศาลสูงได้รับคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลจะต้องมีคำสั่งภายในวันที่รับคำร้องจากศาลชั้นต้น ซึ่งตามประกาศดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จะต้องมีคำสั่งต่อคำร้องขอประกันชลธิชาภายในวันนี้
มีข้อสังเกตว่า ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันชลธิชาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอย่างรวดเร็วหลังการอ่านคำพิพากษา ซึ่งต่างจากปกติที่มักมีคำสั่งต่อคำร้องขอประกันในช่วงเย็น นอกจากนี้ แนวโน้มคดีมาตรา 112 ในปีนี้พบว่า แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ศาลชั้นต้นก็พิจารณาให้ประกันจำเลยระหว่างอุทธรณ์ในวันเดียวกัน โดยไม่ได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาแต่อย่างใด
เวลา 15.53 น. ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักทรัพย์ 300,000 บาท ระบุคำสั่ง “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ประกอบกับจำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนี จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์” โดยศาลกำหนดเงื่อนไขประกันตัว ดังต่อไปนี้
1.ห้ามจำเลยกระทำการในลักษณะเดียวกับที่ถูกฟ้อง
2.ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
3.ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดยเร็ว
.
ย้อนอ่านบันทึกการสืบพยานคดีนี้
.
