วันที่ 8 ก.ย. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.พรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรม กรณีถูกฟ้องในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการโพสต์ข้อความถึงสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหว “ราษฎรสาส์น” เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563
คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของลูกเกดที่ศาลจะมีคำพิพากษา ในจำนวนคดีมาตรา 112 ที่ลูกเกดถูกดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 2 คดี โดยคดีแรกที่ศาลพิพากษาแล้ว คือ คดีปราศรัยวิจารณ์การออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจในการชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 หรือ #คาร์ม็อบ11กันยา64 ซึ่งศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา แต่ให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวก็มีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 30 ก.ย. ที่จะถึงนี้
คดีนี้ยังเป็นอีกคดีที่ต้องจับตา เนื่องจากหากศาลอาญาพิพากษาว่าเป็นความผิดตามฟ้อง และลงโทษจำคุก โดยไม่ให้ประกันในวันเดียวกันนั้น ลูกเกดก็จะพ้นสภาพ สส. ในทันที
.
ความเป็นมาคดี: เลขาฯ ศชอ. แจ้งความ หลัง “ลูกเกด” โพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ในกิจกรรม “ราษฎรสาส์น” ปี 63
สำหรับคดีนี้มี นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เป็นผู้กล่าวหา โดยชลธิชาได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564
จากนั้นในวันที่ 15 มี.ค. 2565 สัณห์สิทธิ์ ยุทธภัณธ์บริการ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องชลธิชาต่อศาลอาญาในข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยมีใจความสำคัญระบุว่า
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 จําเลยซึ่งใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊กว่า “Chonticha Kate Jangrew” ได้โพสต์ข้อความถึงสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหว “ราษฎรสาส์น” โดยได้แสดงความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การไปพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรากําลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ที่ฟุ่มเฟือย และการเลื่อนยศตำแหน่งให้กับข้าราชการและพลเรือน เป็นต้น
โพสต์ดังกล่าวยังได้มีการเขียนข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่ประชาชนผู้คิดต่างหรือเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกดําเนินคดี คุมขัง ถูกคุกคาม ถูกทําร้าย และต้องลี้ภัย โดยกล่าวว่า หลังรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา มีนักกิจกรรมการเมืองที่ถูกทางการไทยมองว่าเป็น “พวกล้มเจ้า” ที่ถูกอุ้มหายและพบ 2 ศพ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้กษัตริย์รับฟังเสียงของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ รวมถึงเชิญชวนให้ประชาชนมาเข้าร่วมกิจกรรม #ราษฎรสาส์น ใน #ม็อบ8พฤศจิกา เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อีกด้วย
ภายหลังที่อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันชลธิชาในระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมให้จำเลยติด EM และตั้งเงื่อนไขห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 20.00 – 05.00 น. ทั้งนี้ ชลธิชาต้องติด EM อยู่เป็นเวลาเกือบ 1 ปี จึงได้รับอนุญาตให้ถอด EM เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2566
อ่านฐานข้อมูลคดีนี้: คดี 112 “ลูกเกด-ชลธิชา” ถูกนพดล พรหมภาสิต แจ้งความ เหตุโพสต์ “ราษฎรสาส์น” ถึง ร.10
.
ภาพรวมการสืบพยาน : พยานโจทก์เบิกความโดยไม่มีทนายจำเลยเข้าร่วม – จำเลยยืนยันปฏิเสธกระบวนการทั้งหมด
การสืบพยานในคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. – 2 มิ.ย. 2566 หลัง “อรรถการ ฟูเจริญ” รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ให้เลื่อนการสืบพยานจากวันนัดเดิมในปี 2567 ที่คู่ความได้ตกลงกันไว้แล้ว และกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่เองให้เร็วขึ้น โดยมีหมายแจ้งวันนัดสืบพยานใหม่เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2565 และไม่ได้ระบุเหตุผลที่ชัดแจ้งกับจำเลยแต่อย่างใด
แม้ในสองวันดังกล่าวผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยและชลธิชาเองจะได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาคดี เนื่องจากทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่น ซึ่งได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าก่อนและได้แจ้งต่อศาลไว้แล้ว โดยโจทก์ไม่คัดค้าน แต่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เนื่องจากพยานโจทก์มาพร้อมสืบแล้ว จึงให้สืบพยานไปก่อนโดยไม่มีทนายความ และให้ทนายจำเลยมาถามค้านในภายหลัง
ชลธิชาจึงยื่นคำร้องขอเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา แต่ศาลก็ยังยกคำร้อง ชลธิชาจึงยืนยันแถลงต่อศาลว่าจะไม่รับกระบวนการพิจารณาคดีใดๆ ของศาลทั้งสิ้น ก่อนการสืบพยานโจทก์ใน 2 วันดำเนินต่อไปต่อหน้าชลธิชาโดยไม่มีทนายความอยู่ร่วม
โดยในวันที่ 2 มิ.ย. 2566 ชลธิชาได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และสำนักงานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) เกี่ยวกับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมโดยมีการเรียกร้องให้สอบสวนองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ และดำเนินการทางวินัย กรณีพิจารณาคดีละเมิดสิทธิจำเลยในกระบวนการยุติธรรม แต่จนปัจจุบันยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใด ๆ
อย่างไรก็ดี ในวันที่ 6 มิ.ย. 2566 ซึ่งเป็นนัดสืบพยานจำเลย ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดี เนื่องจากการตรวจสอบในระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรมพบว่า ทนายจำเลยติดว่าความในคดีมาตรา 112 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นคดีที่นัดไว้ก่อนแล้ว แต่ในส่วนที่จำเลยขอให้ออกหมายเรียกพยานโจทก์ 7 ปาก มาเบิกความใหม่นั้น ศาลเห็นว่า การพิจารณาคดีในวันที่ 1-2 มิ.ย. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่อนุญาตให้พยานโจทก์มาเบิกความใหม่ แต่อนุญาตให้ทนายจำเลยถามค้านพยานโจทก์เหล่านั้นทั้งหมด
ต่อมา ในระหว่างวันที่ 11 – 12 มิ.ย. 2568 ทนายจำเลยจึงได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้ง 7 ปาก และนำพยานจำเลยเข้าสืบในวันที่ 17 – 18 มิ.ย. 2568
ในการต่อสู้คดีชลธิชายืนยันว่า ข้อความในจดหมายไม่ได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์เป็น ‘ผู้ดำเนินคดี’ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการอุ้มหายประชาชนแต่อย่างใด อีกทั้งเนื้อความในจดหมายเป็นการกล่าวถึงการออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2557 การเขียนและโพสต์จดหมายดังกล่าวมีเจตนาเพื่อให้กษัตริย์กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้มุ่งประสงค์ร้าย
โดยมีพยานนักวิชาการด้านกฎหมายให้ความเห็นทางกฎหมายว่า ตามหลักการของรัฐธรรมนูญ เสรีภาพในการแสดงความเห็นมีคุณค่าระดับเดียวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 การตีความต้องไม่ให้คุณค่าใดทำลายอีกคุณค่าหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้จำเลยเพียงใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ย่อมต้องกระทำได้
สำหรับกิจกรรม #ราษฎรสาส์น เป็นการจัดการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 โดยมีการให้ประชาชนร่วมกันเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ และมีการเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปใกล้พระบรมมหาราชวังเพื่อส่งจดหมาย ทำให้นักกิจกรรมหลายคนเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อยืนยันข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
.
ผู้กล่าวหารับ ข้อความที่จำเลยโพสต์มีข้อเท็จจริงสนับสนุน ไม่ใช่การโพสต์ข้อความลอย ๆ
นพดล พรหมภาสิต สมาชิก ศชอ. เข้าเบิกความในฐานะผู้กล่าวหา และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานเป็นแนวร่วมกับกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ด้วย แต่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน และยอมรับว่ารู้จักกับระพีพงษ์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. และเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ด้วย แต่ในวันนี้ไม่ได้เดินทางมาศาลด้วยกัน เพิ่งมาเจอกันที่โรงอาหาร
พยานกับระพีพงษ์แจ้งความคดีมาตรา 112 กับประชาชนหลายสิบคดีแล้ว ซึ่งเป็นการทำตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มที่ตั้งขึ้นมา โดยกลุ่มคนที่พยานไปแจ้งความก็คือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพยานเห็นว่า มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย
พยานไม่เคยจัดการชุมนุมหรือเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม ศปปส. เพื่อคัดค้านการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย รวมถึงการชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. 2563 และพยานไม่ทราบว่า กลุ่ม ศปปส. มีวัตถุประสงค์การชุมนุมอย่างไร
ในการไปแจ้งความคดีมาตรา 112 พยานต้องรู้ว่าการกระทำนั้น ๆ เข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ตามความเข้าใจของวิญญูชน หากเห็นว่าเข้าองค์ประกอบพยานก็ไปใช้สิทธิของประชาชน เมื่อเจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้วก็ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อว่า เป็นความผิดหรือไม่ อย่างไร
ในส่วนคดีมาตรา 112 ที่มีการยกฟ้อง พยานไม่ทราบว่ามีคดีไหนบ้าง เนื่องจากไม่เคยมาเข้าร่วมฟังคำพิพากษา พยานมาเพียงเบิกความตามหน้าที่ ซึ่งในความเห็นของพยานคนที่ถูกฟ้องเหล่านี้มักกระทำผิดมาตรา 112
พยานไม่ทราบว่า นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ.2475 ในรัชกาลที่ 7 จนถึงรัชกาลที่ 9 ไม่เคยมีการออกกฎหมายให้ทหารอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระมหากษัตริย์มาก่อน และไม่เคยทราบว่า ไม่มีประเทศประชาธิปไตยประเทศใดที่พระมหากษัตริย์มีกองกำลังทหารเป็นของตัวเอง
พยานรับว่า ตั้งแต่ที่มีการรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในระหว่างปี 2557 – 2562 ได้มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายกำลังพลและงบประมาณบางส่วนไปเป็นหน่วยราชการในพระองค์ และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเพิ่มพระราชอำนาจให้กษัตริย์สามารถใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย ดังนั้น ข้อความที่จำเลยโพสต์จึงมีหลักฐานเป็นข้อเท็จจริงสนับสนุน ไม่ใช่การโพสต์ข้อความลอย ๆ
พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ไม่ได้มีบทบัญญัติว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาล หรือกษัตริย์องค์ปัจจุบันสวรรคตจะมีการจัดระเบียบทรัพย์สินอย่างไรต่อไป
พยานเคยทราบข่าวว่า สภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศเยอรมนีเคยมีการอภิปรายเกี่ยวกับการการที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 เสด็จประทับในแคว้นบาวาเรีย ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2562 – ต.ค. 2563 แต่ไม่ทราบรายละเอียด และไม่ทราบว่า งบประมาณที่ใช้จ่ายในการเช่าโรงแรมระหว่างเสด็จประทับต่างประเทศเป็นงบประมาณของรัฐหรือไม่
พยานทราบด้วยว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงว่าในหลวงทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หมวดพระมหากษัตริ โดยแก้ไขเป็นว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในราชอาณาจักรจะมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนหรือไม่ก็ได้
ตอบอัยการโจทก์ถามติง
ข้อความตามโพสต์ 2 ข้อความ ได้แก่ “การพำนักในต่างประเทศ” และ “การโอนย้ายกำลังพล” ที่พยานให้การในชั้นสอบสวนว่า ไม่เป็นการหมิ่นประมาทตามมาตรา 112 นั้น หากอ่านข้อความเพียงบางตอนไม่เป็นความผิด ต้องอ่านโดยภาพรวม
.
พนักงานสืบสวนยอมรับ ไม่ได้ตรวจ IP Address ที่มาของโพสต์ และอุปกรณ์สื่อสารของจำเลย เพื่อยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องจริงหรือไม่
พ.ต.ท.ประยุทธ สอนสวาท รองผู้กำกับการสืบสวน กองกำกับการ 3 บก ปอท. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้ตรวจสอบ IP Address ในการโพสต์ข้อความตามฟ้องว่า เป็นการโพสต์มาจากอุปกรณ์ใด หรือมาจากจำเลยจริงหรือไม่ และไม่ได้ขอคำสั่งศาลตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 19 เข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารของจำเลยเพื่อตรวจสอบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
พยานรับด้วยว่า ในการสืบสวนก็ไม่มีการสืบสวนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลย แต่ทราบจากการตรวจสอบเบื้องต้นว่า บัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยมีผู้ติดตามไม่น้อยกว่า 7,000 คน และได้ตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่พิมพ์ไว้ในชั้นสอบสวน ซึ่งพบว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับคนที่ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว
ตอบอัยการถามติง
ที่พยานไม่ได้ตรวจสอบ IP Address เนื่องมาจากมีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คนอื่นสืบสวนแล้ว
พยานได้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งเป็นบัญชีสาธารณะ มีผู้ติดตามกว่า 7,000 คน พบว่า มีการโพสต์รูปหมายเรียกซึ่งมีชื่อ ชลธิชา โพสต์ข้อความตามฟ้อง รวมทั้งโพสต์รูปที่จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือ พยานจึงนำไปค้นข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ เมื่อเปรียบเทียบรูปและชื่อเชื่อได้ว่าเป็นเฟซบุ๊กของจำเลยจริง จึงรวบรวมข้อมูลส่งพนักงานสอบสวน
.
สมาชิก ศปปส. ไม่ทราบ ข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่เห็นว่าเป็นการใส่ร้ายกษัตริย์
ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ อาชีพรับจ้างและเป็นสมาชิก ศปปส. เข้าเบิกความในฐานะประชาชนทั่วไปที่มาให้ความเห็น ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานรู้จักกับนพดล ผู้กล่าวหาในคดีนี้เป็นการส่วนตัว
พยานไม่ทราบว่า มีการโอนย้ายกำลังพลทหารบางส่วนของกองทัพบกไปเป็นหน่วยบัญชาการรักษาพระองค์ แต่พยานทราบบ้างเกี่ยวกับการโอนย้ายทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น สนามม้านางเลิ้ง, สวนดุสิต ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพราะมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่พยานเห็นว่า พระองค์เอามาทำเป็นประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้นำมาเป็นของส่วนตัว ส่วนจะมีในส่วนที่ไม่ได้ทำให้เป็นประโยชน์สาธารณะด้วยหรือไม่ พยานไม่ทราบ ซึ่งที่จำเลยโพสต์นั้นก็พยานเห็นว่าไม่มีข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ จึงผิดมาตรา 112
พยานรับว่า ก่อนหน้านี้ พระราชวังสวนอัมพรเปิดให้รถยนต์สามารถสัญจรผ่านบริเวณด้านหน้าได้ แต่ปัจจุบันมีการทำรั้วกำแพง และมีเวลาเปิด – ปิดให้เข้าใช้เส้นทางดังกล่าว
ที่จำเลยโพสต์เกี่ยวกับการประทับที่ต่างประเทศของรัชกาลที่ 10 เป็นเรื่องจริงตามภาพข่าวหรือไม่ พยานไม่ทราบ และเห็นว่า หากเป็นเรื่องจริงก็เป็นเรื่องส่วนพระองค์ที่จะเสด็จไปไหนก็ได้ แต่รับว่า ในช่วงที่พระองค์เสด็จไปต่างประเทศไม่เคยตั้งผู้สำเร็จราชการแทน ซึ่งหากมีเรื่องที่ต้องลงพระปรมาภิไธย พยานเห็นว่า ยุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยี สามารถส่งเอกสารไปให้เซ็นที่ต่างประเทศได้
พยานเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ตามฟ้องไม่มีข้อเท็จจริง เป็นการใส่ร้ายกษัตริย์ ส่วนจะมีข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุนว่าจำเลยกระทำผิดอย่างไรนั้น พยานไม่ทราบ
.
ตอบอัยการโจทก์ถามติง
พยานไม่ทราบว่า ข้อความตามโพสต์ของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่างไร แต่ที่เข้ามาเป็นพยานความเห็นในคดีนี้ เนื่องจากได้อ่านข้อความทั้งหมดแล้ว พยานเห็นว่า จำเลยมีอคติต่อกษัตริย์ เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112
อาจารย์ มธ. ศูนย์ลำปาง ให้ความเห็น บางข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นความจริง แต่โดยนัยแล้วเป็นการกล่าวหา ร.10
กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่เคยขึ้นบัญชีเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมมาก่อน และไม่เคยทำวิทยานิพนธ์ หรือมีผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์และคดีมาตรา 112 ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมาก่อน
พยานเคยเข้าเป็นพยานให้ความเห็นในคดีมาตรา 112 มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คดี และส่วนมากพยานให้ความเห็นว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว
พยานรับว่า ในช่วงก่อนเกิดเหตุมีการออกกฎหมายโอนกำลังทหารบางส่วนไปอยู่ในหน่วยบัญชาการรักษาพระองค์จริง แต่กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยย่อมยึดถือหลักการ “ปกเกล้า ไม่ปกครอง” การออกกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และผ่านการเห็นชอบของรัฐสภามาแล้ว
พยานทราบว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยแถลงว่าในหลวงทรงรับสั่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์จริง แต่พยานไม่ยืนยันว่าเป็นการสั่งโดยตรงหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยในประเด็นนี้มาก่อนแล้วว่า รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงไม่ใช่การแทรกแซงกฎหมาย
ในส่วนการกระทำความผิดตามมาตรา 112 พยานเห็นว่า แม้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตก็ไม่มีข้อยกเว้นความผิด หากมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว
พยานเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ตามฟ้อง ทั้งการกล่าวถึงการรวบทรัพย์สมบัติแผ่นดินไปเป็นส่วนพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ที่สุรุ่ยสุร่าย และการแทรกแซงรัฐธรรมนูญเป็นการกล่าวหาพระมหากษัตริย์ให้เกิดความเสียหาย ไม่เป็นความจริง เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112
ตอบอัยการโจทก์ถามติง
การตรากฎหมายการโอนอัตรากำลังพล และการโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่เนื้อหาที่จำเลยโพสต์ตามฟ้องเป็นคนละส่วนกับการออกกฎหมาย เป็นการสื่อในทำนองว่า รัชกาลที่ 10 สั่ง ทำให้เข้าว่าเป็นการใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ
การกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา 112 ต้องระบุตัวถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งข้อความของจำเลยที่มีการระบุชัดเจน เช่น คำว่า “กษัตริย์ไทย จากราษฎร” และเอ่ยชื่อ “วชิราลงกรณ์” โดยกล่าวถึงการปกครอง และระบุว่า “เราได้เห็นถึงความน่ากลัวของลัทธิกษัตริย์นิยม…” ซึ่งอาจหมายถึงผู้โพสต์เอง
และคำว่า “ท่าน” พยานเห็นว่า สื่อถึงรัชกาลที่ 10 ที่ประทับอยู่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า “ใช้จ่ายงบประมาณสุรุ่ยสุร่ายในขณะที่ราษฎรกำลังอดอยากยากแค้น การรวบเอาทรัพย์สินที่เป็นของส่วนรวมมาอยู่ในมือของตัวเอง และการที่ท่านมักจะปรนเปรอคนที่โปรดปรานด้วยลาภยศต่าง ๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ก็มักเป็นการเบียดเบียนเอาทรัพยากรของประเทศที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของราษฎรไปใช้อยู่เสมอ”
พยานเห็นว่า ข้อความทั้งหมดป็นการใส่ความว่าพระมหากษัตริย์กระทำการไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง เอาของส่วนรวมไปเป็นของส่วนตัว และใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ถือเป็นการใส่ความให้รัชกาลที่ 10 ได้รับความเสียหาย เป็นการโพสต์ข้อความออนไลน์ต่อบุคคลที่สาม ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่มีข้อยกเว้น แม้บางข้อความอาจเป็นความจริง แต่โดยนัยแล้วเป็นการกล่าวหาว่า รัชกาลที่ 10 ทำไม่ถูกต้อง ย่อมถือเป็นความผิด
.
พยานความเห็นระบุ แม้มีหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยโพสต์เรื่องจริง แต่ก็เป็นข้อความที่ใส่อารมณ์
มลิสาร์ โลหกุล ทันตแพทย์ เบิกความในฐานะพยานความเห็น และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในช่วงปี 2563 – 2564 ที่มีการชุมนุมเกิดขึ้น พยานทราบข่าวการชุมนุมจากการฟังข่าวทั่วไป
พยานทราบว่า มีการโอนย้ายกำลังพลของกรมทหารราบที่ 11 ไปเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ และมีการออกกฎหมายโอนย้ายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยออกเป็น พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 ด้วย
พยานเห็นว่า การโอนหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จากเดิมที่เป็นชื่อของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มาเป็นชื่อของรัชกาลที่ 10 เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นทรัพย์สินเดิมของพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการแก้กฎหมายชัดเจนแล้ว จึงเปลี่ยนเป็นชื่อของพระองค์ท่าน
พยานเคยร่วมลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 และทราบว่า พลเอกประยุทธ์เคยออกมาให้ข่าวว่า มีกระแสรับสั่งให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติของประชาชนแล้ว แต่เป็นการแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ซึ่งเกี่ยวกับพระองค์ท่านโดยตรง พยานจึงไม่ติดใจอะไร ทั้งนี้ พยานไม่ทราบว่า การตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นให้อำนาจในหลวงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ แต่รับว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
ในชั้นสอบสวน พยานเพียงเข้าให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่ได้นำพยานหลักฐานใด ๆ ไปแสดงโต้แย้งว่าข้อความที่จำเลยโพสต์ไม่ใช่เรื่องจริง แต่หลายข้อความของจำเลยก็เป็นการพูดโดยไม่มีหลักฐานมาอ้างอิง เช่น การกล่าวหาว่าพระองค์ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เป็นต้น พยานเห็นว่าการโพสต์ของจำเลย ถึงแม้จะมีหลักฐานมาสนับสนุน แต่ก็เป็นข้อความที่ใส่อารมณ์
.
นักวิชาการด้านกฎหมายให้ความเห็น ข้อความของจำเลยอาจเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเท็จก็ได้ แต่เห็นว่าผิด ม.112
คมสัน โพธิ์คง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ และตอบทนายจำเลยถามค้าน โดยรับว่า พยานไม่เคยเขียนงานวิทยานิพนธ์หรือเขียนบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือมาตรา 112 ตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการระดับนานาชาติ แต่เคยเขียนตำราของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายกฎหมายอาญาหมวด 2 เกี่ยวกับกษัตริย์ไว้โดยตรง
พยานไม่เคยเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ หรือเป็นที่ปรึกษาวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์มาก่อน
มาตรา 112 ไม่มีบทยกเว้นความผิด แม้เป็นการพูดโดยสุจริต หรือมีพื้นฐานมาจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งข้อความที่จำเลยโพสต์อาจจะเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นความเท็จก็ได้ เพราะไม่ได้อ้างอิงถึงหลักฐาน ในส่วนพยานก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดงเช่นกัน
พยานไม่เคยทราบว่า มีคดีมาตรา 112 หลายคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะแม้พยานจะเข้าเบิกความเป็นพยานในคดีมาตรา 112 มาเกือบ 100 คดี แต่พยานไม่เคยได้ติดตามฟังคำพิพากษาในคดีเหล่านั้น
อัยการโจทก์ถามติง
อัยการขอให้พยานอธิบายเพิ่มเติมว่า ในชั้นสอบสวนพยานอ่านข้อความตามฟ้องของจำเลยแล้วมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง พยานตอบว่า ข้อความของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112
ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้ลุกขึ้นติงว่า สิ่งที่อัยการกำลังถามเป็นการถามเพิ่มไม่ใช่การถามติงแล้ว ศาลจึงตอบว่าอนุญาตให้ถามได้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดี
.
พนักงานสอบสวนรับ เลือกพยานความเห็นตามรายชื่อจากผู้บังคับบัญชา – ไม่มีการตรวจสอบพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์
พ.ต.ท.หญิง สุธัญดา เอมเอก สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 3 บก.ปอท. เข้าเบิกความในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ว่า พยานเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ โดยคนที่มาแจ้งความ คือ นพดล พรหมภาสิต หลังจากที่พยานได้รับแจ้งความดำเนินคดีจำเลยแล้ว ผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ขึ้น
พยานได้ส่งภาพโพสต์ที่ผู้กล่าวหานำมาแจ้งความให้ พ.ต.ต.ประยุทธ สอนสวาท สืบสวนหาเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ ได้ความว่าเป็นเฟซบุ๊กของ ชลธิชา แจ้งเร็ว พยานจึงออกหมายเรียกให้จำเลยเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา พยานได้ทำการแจ้งสิทธิผู้ต้องหาตามกฎหมาย และถามคำให้การ รวมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
จากการสอบปากคำพยานทั้งหมดให้การไปในทางเดียวกันว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นการหมิ่นประมาทรัชกาลที่ 10
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพยานที่มาให้ความเห็นในคดีนี้ แต่มีบัญชีรายชื่อที่ได้มาจากคณะพนักงานสอบสวน และผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้สอบปากคำคนเหล่านี้ ซึ่งบางคนเคยเข้าให้การเป็นพยานในคดีอื่นมาก่อน โดยพยานเป็นผู้สอบปากคำเองด้วย
ในส่วนพยานผู้เชี่ยวชาญ พยานเรียกมาสอบเพราะเห็นว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่พยานไม่ได้สอบถามถึงความเชี่ยวชาญของพยานก่อน และไ่ม่ได้สอบถามทัศนคติทางการเมืองของพยานความเห็นที่เป็นประชาชนทั่วไปก่อนเช่นกัน
จากการสืบสวนบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ข้อความตามฟ้องยืนยันได้เพียงว่า บัญชีดังกล่าวมีอยู่จริงเท่านั้น แต่ตรวจสอบไม่ได้ว่า ขณะที่อ้างว่าจำเลยโพสต์ข้อความ เป็นการโพสต์มาจากที่ใดหรือด้วยอุปกรณ์ใด
พยานไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของจำเลย เพราะไม่ได้มีการควบคุมตัวจำเลยในวันที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหา และในวันดังกล่าวจำเลยก็ไม่ได้นำโทรศัพท์ติดตัวมาด้วย ดังนั้น คดีนี้จึงไม่มี IP Address หรือพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ยืนยันว่า ข้อความตามฟ้องมีการโพสต์ออกมาจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของจำเลย มีเพียงข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงจำเลยตามที่ปรากฏในรายงานการสืบสวนเท่านั้น
ตอบอัยการถามติง
ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธโดยขอให้การเป็นหนังสือ ซึ่งจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของโพสต์ สู้เพียงว่า เนื้อหาที่โพสต์ไม่เป็นความผิดเท่านั้น
“ลูกเกด” เบิกความ เนื้อความในจดหมายกล่าวถึงการออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2557 ยืนยัน มีเจตนาเพื่อให้กษัตริย์กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้มุ่งประสงค์ร้าย
ชลธิชา แจ้งเร็ว จำเลย เบิกความเป็นพยานให้ตนเองว่า พยานเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาชน พยานไม่ได้รู้จักกับพยานโจทก์เป็นการส่วนตัว รู้เพียงแค่ว่ามีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในวันที่มีการสืบพยานโจทก์ พยานเห็นว่า นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหา และระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ มาเบิกความด้วยกัน และมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี โดยพยานเห็นว่า หลังจากที่เบิกความเสร็จทั้งสองนั่งรับประทานอาหารด้วยกันระหว่างช่วงพักเที่ยง
สำหรับนพดลนั้นมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากพยาน โดยนพดลมองว่าการกระทำของพยานเป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของฝ่ายพยาน อีกทั้งยังมีทัศนคติที่เกลียดชังคนเสื้อแดงและทักษิณด้วย
ในช่วงปี 2557 มีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพยานก็มีส่วนร่วมในการคัดค้านรัฐประหาร ผลพวงอย่างหนึ่งของการรัฐประหารก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะนิรโทษกรรมให้คณะรัฐประหาร รวมถึงใช้ในการสืบทอดอำนาจของตนเอง
ต่อมา ในปี 2563 สถานการณ์ในตอนนั้น ประชาชนทั่วไปมีความตื่นตัวทางการเมืองเป็นอย่างมาก มีการชุมนุมประท้วงเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองกันทั่วทั้งประเทศ ประกอบกับมีโควิด-19 ระบาดด้วย ทำให้ประชาชนก็ยิ่งลุกฮือกันออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาล
ด้วยความที่ประชาชนมองเห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจและการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เกิดการตั้งคำถามมากขึ้นถึงประเด็นเรื่อง “งบประมาณของพระมหากษัตริย์” ที่มีจำนวนเงินมหาศาล แต่กลับไร้ซึ่งการตรวจสอบ
สำหรับจดหมายถึงพระมหากษัตริย์ พยานเป็นผู้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียด้วยตนเองสืบเนื่องจากวันที่ 8 พ.ย. 2563 มีกิจกรรมเดินขบวน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะไปยื่นจดหมายถึงพระมหากษัตริย์ อันเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนและข้อเรียกร้องที่จะให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ดี กิจกรรมในวันนั้นกลับถูกขัดขวางเอาไว้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยเหตุนี้พยานจึงไม่มั่นใจว่าจดหมายที่ส่งไปนั้นพระมหากษัตริย์จะทรงได้รับทราบหรือไม่ พยานจึงตัดสินใจโพสต์เนื้อหาของจดหมายลงบนโซเชียลมีเดียอีกครั้ง ซึ่งการกระทำทั้งหมดนี้เป็นไปด้วยความปรารถนาดีที่อยากจะให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เกิดขึ้น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าได้ยึดถือในหลักการ “ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง” เรามีรัฐบาลคอยทำหน้าที่บริหารประเทศ มีรัฐสภาคอยทำหน้าที่ออกกฎหมาย แต่พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจกระทำการใด ๆ
นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาภายหลังจากการทำรัฐประหาร รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ก็ได้มีการออกกฎหมายมาหลากหลายฉบับด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 กฎหมายฉบับนี้ทำให้เกิดการตั้งส่วนราชการในพระองค์ขึ้นมา ซึ่งไม่ถือเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายใด แต่ก็ยังคงใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีของประชาชน เพียงแต่ส่วนราชการดังกล่าวนี้ประชาชนจะไม่สามารถตรวจสอบได้ การจัดระเบียบต่าง ๆ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ นั่นเท่ากับว่าพระมหากษัตริย์มีอำนาจโยกย้าย ถอดถอน หรือแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้ตามอำเภอใจ
ต่อมาในปี 2562 ก็มีการออกกฎหมายอีกฉบับ คือ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 อันเป็นการโอนย้ายกำลังพลบางส่วนของกองทัพให้ไปอยู่ภายใต้สังกัดขององค์พระมหากษัตริย์ การกระทำเช่นนี้ทำให้พยานมีความเป็นห่วงและกังวลเป็นอย่างมากเพราะประชาชนอาจเกิดการตั้งคำถามขึ้นได้ อีกทั้งหากคนในสังกัดของพระองค์กระทำความผิด แม้พระองค์จะไม่ได้เป็นผู้รู้เห็นหรือสั่งให้กระทำแต่การดำเนินคดีจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร แล้วผู้ใดจะกล้าเรียกร้อง
ทั้งนี้ ในปัจจุบันพยานเห็นว่าไม่มีประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยประเทศไหนที่พระมหากษัตริย์จะสามารถกระทำการโยกย้ายกำลังพลได้เช่นนี้แล้ว
อีกกฎหมายหนึ่งที่เกิดขึ้นมาภายหลังจากการรัฐประหารในปี 2557 ที่เป็นปัญหาและมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นก็คือ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560
เดิมทีภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ได้มีการแบ่งทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ออกเป็น 3 ส่วน คือ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินที่นับได้ว่าเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน ยกตัวอย่างเช่น พระราชวัง เป็นต้น แต่หลังจากมีการออกกฎหมายในปี 2560 ก็มาทำให้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์
หากในอนาคตมีการเปลี่ยนรัชสมัย ที่ผ่านมาสมบัติเหล่านี้จะต้องตกทอดไปยังพระมหากษัตริย์ในรัชกาลถัดไปได้ แต่พอมีการแก้ไขกฎหมายความน่ากังวลที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสมบัติของแผ่นดินจะตกทอดไปถึงรัชกาลใหม่อย่างสมบูรณ์ เพราะมันอาจมีประเด็นเรื่องมรดกเกิดขึ้นมาได้ เนื่องจากพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมกันหลายพระองค์ หากเราต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความมั่นคงเราก็ต้องกล้าที่จะพูดเรื่องนี้กันอย่างตรงไปตรงมา
ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติเอาไว้ว่า หากพระมหากษัตริย์ทรงไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายใด ๆ ก็สามารถส่งคืนร่างกฎหมายนั้นกลับมายังรัฐสภาได้ แต่เมื่อพิจารณาในทางปฏิบัติแล้วกลับไม่พบว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีการตีกลับ หรือ ‘วีโต้’ (veto) กฎหมายเหล่านี้แต่อย่างใด
หลังจากที่กฎหมายเหล่านี้มีผลใช้บังคับแล้วสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กล่าวคือ หุ้นของบริษัทจำนวนหนึ่งถูกเปลี่ยนชื่อจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ไปเป็นของพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ข้อเรียกร้องหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ให้ชื่อผู้ถือหุ้นนั้นกลับมาเป็นของสำนักงานทรัพย์สินฯ ดังเดิม
รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” แต่เมื่อพระมหากษัตริย์เข้ามามีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นแล้ว ก็เป็นที่น่ากังวลว่าหากเกิดข้อพิพาทกันขึ้นมาย่อมเท่ากับว่าประชาชนกำลังมีข้อพิพาทกับพระมหากษัตริย์อยู่ ซึ่งจะถือว่าเป็นการดึงพระมหากษัตริย์เข้ามาพัวพันในความขัดแย้ง อันเป็นการดึงพระเกียรติของพระองค์ลงมาหรือไม่ นอกจากนี้ มาตรา 6 ยังระบุไว้อีกด้วยว่าห้ามมิให้มีการกล่าวหาหรือฟ้องร้ององค์พระมหากษัตริย์
พยานตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่มีการออกกฎหมายทั้งหลายนี้มาแล้วงบประมาณในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังสามารถที่จะแต่งตั้งหรือถอดถอนข้าราชการทหารคนไหนก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย แต่เงินเดือนของทหารเหล่านั้นก็ยังคงต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินอยู่ เพียงแต่ประชาชนจะไม่สามารถตรวจสอบได้
สำหรับงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ในช่วงปี 2561 – 2564 ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 20,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีเพียงแค่ 10,000 ล้านบาท แม้กระทั่งในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ประชาชนเข้าไม่ถึงวัคซีน เกิดความอดอยาก และเศรษฐกิจถดถอย การบริหารจัดการงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ก็ควรมีการปรับลดเพื่อให้สอดรับกับวิกฤติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ได้มีการปรับลดแต่อย่างใด อีกทั้งประชาชนบางส่วนยังได้มีการเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์เสด็จกลับไทย เนื่องจากตอนนั้นพระองค์ทรงพำนักอยู่ที่ประเทศเยอรมนี เพื่อลดงบประมาณที่เกิดขึ้นเพราะการเสด็จประพาสต่างประเทศต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก โดยงบประมาณดังกล่าวก็มาจากเงินภาษีของประชาชน
มีหลักฐานว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีการแต่งตั้งบุคคลตามพระราชอัธยาศัย โดยการออกเป็น “พระบรมราชโองการ” ซึ่งพระบรมราชโองการดังกล่าวไม่มีผู้ใดลงนามรับสนอง เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เพราะพวกเขามักจะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนเอง แม้ว่าพวกเขาจะฝึกฝนและทำงานอย่างหนักแต่กลับไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเช่นบุคคลที่เป็นที่พึงพอใจของพระมหากษัตริย์
เดิมทีแล้วการแต่งตั้ง เลื่อนขั้น หรือถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งนั้นจะเป็นไปตามกฎระเบียบของกองทัพ หรือกระทรวงกลาโหม และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันนั้นพระบรมราชโองการในเรื่องดังกล่าวแทบไม่มีผู้ลงนามรับสนองแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบกับหลัก “ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง” เป็นอย่างมาก คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ แล้วใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการออกพระบรมราชโองการต่าง ๆ ของพระองค์
เรื่องดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของพระองค์เอง เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าพวกเขาจะสามารถตรวจสอบและเรียกร้องอะไรได้มากน้อยเพียงใด
ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามหลักการแล้วประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติมาแล้วไม่ควรถูกสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามอำเภอใจ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน
ในสมัยของรัฐบาล คสช. พลเอกประยุทธ์เคยกล่าวเอาไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังได้ระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์มิใช่ของประชาชน ดังนั้นการที่จำเลยใช้คำว่า “แทรกแซง” ก็เป็นเพราะคำพูดของพลเอกประยุทธ์เองไม่ได้มีการแต่งเติมแต่อย่างใด
ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติในมาตรา 16 ระบุเอาไว้ว่า กรณีที่พระมหากษัตริย์เดินทางไปต่างประเทศ จะทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่พลเอกประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเอาไว้ว่าในหลวงทรงมีรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ เนื้อความของรัฐธรรมนูญ มาตรา 16 ก็ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปเป็น จะทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้
ทั้งนี้ การที่พลเอกประยุทธ์ออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเช่นนั้น พลเอกประยุทธ์ก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีเพราะให้ข่าวเท็จแต่อย่างใด อีกทั้งสำนักข่าวที่สัมภาษณ์ก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีจากเหตุบิดเบือนคำพูดของพลเอกประยุทธ์ ด้วยเหตุนี้เองทำให้พยานเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่พลเอกประยุทธ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับสื่อนั้นเป็นความจริงทุกประการ
ข้อความภายในจดหมายของพยานไม่ได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์เป็น ‘ผู้ดำเนินคดี’ หรือ มีความเกี่ยวข้องกับการอุ้มหายประชาชนแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การบอกกล่าวกับพระองค์ท่านว่า พวกเรามีความต้องการที่จะปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และต้องการจะชี้ให้เห็นว่ามีคนของพระองค์บางส่วนกำลังถูกทำร้ายและถูกดำเนินคดีอยู่เพียงเพราะว่าพวกเรามีความหวังดีต่อพระองค์ เราอยากให้พระองค์ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนทั้งสองฝ่าย
เดิมทีพยานไม่ได้อยากโพสต์เนื้อหาของจดหมายลงบนโซเชียลมีเดียแต่อย่างใด แต่เนื่องจากตู้จดหมายที่ประชาชนพร้อมใจกันหย่อนจดหมายลงไปนั้นไม่ได้ถูกส่งไปยังสำนักพระราชวังดังที่ควรจะเป็น แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเอาไว้ ด้วยความที่พยานไม่มั่นใจว่าสารในจดหมายจะถูกส่งไปถึงพระมหากษัตริย์หรือไม่ พยานจึงตัดสินใจโพสต์ข้อความในจดหมายเอาไว้บนโซเชียลมีเดียของตนเองด้วย แต่ทั้งหมดที่ทำก็เพราะความหวังดี ไม่ได้มีความประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนเพียงแค่อยากให้พระมหากษัตริย์กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเท่านั้น เนื่องจากตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จนกระทั่งถึงรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังไม่เคยปรากฏว่ามีการออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจได้มากเท่าปัจจุบัน
ตอบอัยการถามค้าน
พยานไม่ทราบว่าใครคือคนที่ทำให้ประชาชนถูกอุ้มหาย
พยานไม่เห็นด้วยว่า มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาถูกตราขึ้นมาให้สอดคล้องกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุเอาไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”
ผู้กล่าวหาได้เห็นโพสต์ของพยาน และมีความเห็นแตกต่างจากพยานจึงมาฟ้องพยานเป็นคดี
เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ตามพระราชอัธยาศัยนั้นถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
หากพยานเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วพระมหากษัตริย์ทรงมีกระแสรับสั่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พยานก็คงจะกระทำตาม
รัฐธรรมนูญ 2560 มีมาตราที่ระบุเอาไว้ให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้โดยเป็นไปตามเงื่อนไขและขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำหนด
พยานยอมรับว่า ประชาชนทั่วไปเมื่ออ่านบทความใดบทความหนึ่งแล้วสามารถตีความแตกต่างกันออกไปได้ แต่ควรตีความโดยพิจารณาทั้งบทความ มิใช่หยิบยกเพียงแค่บางส่วนของบทความขึ้นมาตีความเท่านั้น
ตอบทนายจำเลยถามติง
รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ไม่ได้ห้ามการวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและหน้าที่ของประชาชนในการปกป้องสถาบันกษัตริย์
มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” แต่หากเป็นการกระทำโดยสุจริตย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และจุดยืนของพยานไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 มาตั้งแต่ต้น
รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 วรรค 2 ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ นั้น รัฐธรรมนูญในอดีตไม่ได้เขียนเอาไว้ในลักษณะนี้ ซึ่งในอดีตหากพระมหากษัตริย์กระทำความผิดก็เป็นเรื่องที่รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาดำเนินการต่อไป และเคยมีกรณีที่กระทรวงการคลังดำเนินการฟ้องร้องพระมหากษัตริย์เป็นคดีด้วย
คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
.
อาจาร์ยนิติฯ ระบุ หลักเสรีภาพในการแสดงความเห็นมีคุณค่าระดับเดียวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ต้องไม่ตีความให้คุณค่าใดทำลายอีกคุณค่าหนึ่ง – ชี้ จำเลยเพียงใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ยังไม่ผิด ม.112
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญว่า พยานจบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านกฎหมายมหาชน มีผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ คือ งานวิจัยเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย, รายงานการศึกษาวิจัยเรื่องข้อถกเถียงว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญไทย ตั้งแต่ปี 2475–2550 และบทความเรื่องอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ บนเว็บไซต์ 101 world
ในประเด็นเรื่องสถานะของพระมหากษัตริย์ซึ่งไม่สามารถล่วงละเมิดได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งบทบัญญัตินี้มีที่มาจากหลักการในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ซึ่งในช่วงเวลานั้นที่ประชุมใหญ่ก็ได้มีการถกเถียงกันถึงขอบเขตของบทบัญญัตินี้ด้วย อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2492 สถานะของพระมหากษัตริย์ก็ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นและเป็นที่ยอมรับร่วมกันในขณะนั้นว่า “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ ไม่ได้” มาตรา 6 ถูกบัญญัติให้สอดคล้องกับหลัก The King Can Do No Wrong พระมหากษัตริย์จะกระทำการใด ๆ โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไม่ได้
ในส่วนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 34 หลักการนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถที่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนี้เป็นหลักการที่มีคุณค่าอยู่ในระดับเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่มีมาตราไหนมีคุณค่าไปกว่ากัน จะต้องไม่ตีความมาตราหนึ่งไปทำลายการดำรงอยู่ของอีกมาตรา นั่นเท่ากับว่าประชาชนยังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อพระมหากษัตริย์ได้
นอกจากนี้การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะต้องอาศัยการช่างน้ำหนักอย่างสำคัญว่า ได้ใช้สิทธิเสรีภาพนั้นเกินขอบเขตจนไปทำลายการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น คดี Texas V. Johnson 1989 คดีนี้เกิดจากกรณีที่มีผู้ชุมนุมคนหนึ่งเผาธงชาติสหรัฐฯ ซึ่งโดยหลักแล้วการกระทำดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่เนื่องจากการเผานั้นเป็นไปเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาล มิได้กระทบทรัพย์สินสำคัญอื่นใด ศาลของสหรัฐฯ จึงอนุโลมให้ในกรณีนี้
โดยพื้นฐานแล้วการตีความกฎหมายอาญาต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังต้องพิจารณาการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าผิดมาตรา 112 ควบคู่ไปกับหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วย กล่าวคือ
1. ต้องพิจารณาในเชิงภาพรวมก่อน ไม่พิจารณาแยกย่อยเป็นรายกรณีไป
2. ต้องคำนึงถึงเพดาน ขอบเขต หรือจุดที่เราจะไปถึงไม่ได้ด้วย เราจะใช้เสรีภาพก้าวข้ามขอบเขตนี้ไปไม่ได้ เช่น การใช้เสรีภาพในการล้มล้างการปกครอง เป็นต้น
3. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่การแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แต่รวมไปถึงสถาบันทางการเมืองอื่น ๆ ด้วย
ดังนั้น การตีความมาตรา 112 จะต้องตกอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนี้ ไม่ใช่ให้หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา
เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 พยานเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นของจำเลยในคดีนี้ยังคงอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตราบใดที่ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นที่มีจุดมุ่งหมายจะล้มล้างการปกครอง หรือเป็นการด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายทำให้เสียหาย หากเป็นเพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์ย่อมต้องกระทำได้
ตอบอัยการถามค้าน
ในการแสดงความคิดเห็น ถ้าหากคนอ่านเข้าใจว่าเป็นการดูถูกหรือดูหมิ่นบุคคลใดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับความผิดนั้น ๆ ด้วย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้นั้น ถูกบัญญัติเอาไว้แยกต่างหากจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 6
ที่พยานเบิกความว่า การโพสต์ข้อความของจำเลยยังไม่เป็นความผิดนั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของพยานเอง
ในคดีนี้พยานไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนมาก่อน เพิ่งจะมาเบิกความในชั้นศาลวันนี้
