สถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมือง ส.ค. 68: ถูกขังคดี ม.112 เพิ่ม 1 ราย – ติดตามการปล่อยตัวผู้ต้องขังตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ

ในรอบเดือนที่ผ่านมา (7 ก.ค. – 8 ส.ค. 2568) มีผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วประเทศ อย่างน้อย 50 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 32 คน) ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 25 คน และผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้ว 24 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนฯ 

ในรอบเดือน มีผู้ต้องขังเพิ่มขึัน 1 ราย จากกรณีไม่ได้ประกันตัวในชั้นฎีกาในคดีมาตรา 112  แต่ก็มีผู้ได้รับการปล่อยตัว 1 ราย หลังถูกกักขังจนครบกำหนดโทษในคดีละเมิดอำนาจศาล

ขณะที่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยังมีการออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. 2568 ทำให้กลุ่มผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้วบางส่วน จะเข้าเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์จำนวนผู้เข้าเกณฑ์ต่อไป

.

มีผู้ต้องขัง ม.112 เพิ่ม 1 ราย – ปล่อยตัวผู้ถูกกักขัง 1 ราย

ผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังเพิ่ม 1 ราย ในรอบเดือนที่ผ่านมา คือ “หอมแดง” (นามสมมติ)  เกษตรกรจากจังหวัดเพชรบูรณ์วัย 59 ปี ผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112  จากกรณีแชร์โพสต์ข้อความจากเพจเฟซบุ๊ก “สมองโง่ดักดานรัฐบาลตูบฯ” จำนวน 1 โพสต์ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2563 และศาลชั้นต้นเคยพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ในส่วนการประกันตัว ศาลอาญาได้สั่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ทำให้เขาถูกนำตัวไปคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนที่อีก 3 วันถัดมา ศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา พัชรวัฒน์ โกมลประเสริฐกุล ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล กรณีชุมนุมและทำกิจกรรมหน้าศาลอาญา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564 และถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษกักขัง 40 วัน ก็ได้รับการปล่อยตัวจากสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานีแล้ว หลังถูกกักขังครบกำหนดโทษ ขณะเดียวกันคู่คดีอีกราย คือศรัณย์ ที่ถูกลงโทษกักขัง 60 วัน จะครบกำหนดปล่อยตัวในวันที่ 17 ส.ค. 2568 นึ้

.

ก้อง อุกฤษฏ์ คดี ม.112 ถึงที่สุดแล้ว 1 คดี ไม่เคยได้รับการประกันตัวตั้งแต่ชั้นอุทธรณ์

กรณีของ “ก้อง” อุกฤษฎ์ สันติประสิทธิ์กุล นักศึกษารามคำแหง ที่ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 เดือนที่ผ่านมา คดีของเขาที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการสิ้นสุดลง ลงศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ให้จำคุก 2 ปี แต่ยังเหลือคดีของศาลอาญาที่อีกคดีหนึ่ง

ก้องถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนกลางจำกลางบางขวาง มาตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. 2568  สืบเนื่องจากนโยบายของราชทัณฑ์ที่ต้องการกำหนดให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเรือนจำสำหรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีทุกประเภท แต่การโยกย้ายดังกล่าว พบว่าไม่ได้มีเพียงผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้วเท่านั้นที่ถูกย้ายตัวไป โดยก้องเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังทางการเมืองที่อยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ที่ถูกโยกย้ายไป จนกระทั่งคดีแรกนี้สิ้นสุดลง 

แม้ก้องจะอยู่ภายใต้การควบคุมของเรือนจำ แต่เขายังต้องการสิทธิในด้านการศึกษา เพื่อเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเหลือวิชาที่ค้างอยู่จำนวน 3 วิชาเท่านั้น ก้องได้พยายามยื่นคำร้องต่อคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวม 2 ครั้ง เพื่อให้มหาวิทยาลัยจัดสอบให้ภายในเรือนจำ รวมทั้งพยายามยื่นคำร้องขออนุญาตศาลอาญาให้คุมตัวเขาไปสอบ 

ในส่วนมหาวิทยาลัยยังคงไม่อนุมัติคำร้องดังกล่าว โดยมีแถลงการณ์ให้เหตุผลโดยสรุปว่าไม่สามารถจัดสอบเฉพาะบุคคลภายในเรือนจำได้ เนื่องจากอาจเกิด “ความไม่เป็นธรรม” ต่อผู้เรียนคนอื่นที่ประสบเหตุสุดวิสัยในลักษณะเดียวกัน โดยเพียงยังคงให้ก้องลงทะเบียนเรียนในเทอมถัดมา จนกว่าจะหมดสถานภาพนักศึกษา แต่ไม่สามารถไปสอบได้ขณะที่การให้ออกไปสอบ 

ขณะที่ศาลอาญาก็ไม่อนุญาตให้นำตัวจากเรือนจำไปสอบ โดยเห็นว่า “กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะอนุญาต ยกคำร้อง”

จากสถานการณ์ทางคดีที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาสอบ และไม่สามารถจัดสอบภายในเรือนจำให้ได้ ส่งผลกระทบให้ก้องอาจเสียสิทธิในการศึกษาระหว่างถูกคุมขัง

.

ประกาศ พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ 68 ยังต้องติดตามสถานการณ์ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองต่อไป 

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 มีการประกาศ พ.ร.ฎ. อภัยโทษฯ พ.ศ. 2568 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค. 2568 ของรัชกาลที่ 10 ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดแล้วจำนวนหนึ่ง จะเข้าเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัวในช่วงครึ่งปีหลังนี้  โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามความในมาตรา 8 (1) บัญญัติไว้ว่า “ผู้ต้องโทษจำคุกไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่มี พ.ร.ฎ นี้้บังคับใช้”

ส่งผลให้ผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดแล้วที่ถูกคุมขังมาตั้งแต่ช่วงปี 2566 – 2567 และมีโทษเหลือไม่เกิน 1 ปี ได้รับการปล่อยตัวในการอภัยโทษรอบนี้ โดยที่ต้องได้รับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด ตามเกณฑ์ในมาตรา 5 ก่อนด้วย

ขณะที่ผู้ต้องขังถึงที่สุดแล้วบางส่วน หากยังไม่เข้าเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัว จะได้รับการลดหย่อนโทษตามลำดับชั้นนักโทษในปัจจุบัน ซึ่งยังต้องติดตามโทษที่ได้ลด และเหลืออยู่ของแต่ละคนต่อไป

ทั้งนี้ หากมีผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัวตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ดังกล่าว เรือนจำจะทำรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการอภัยโทษมีกำหนดภายใน 120 วัน นับแต่วันประกาศ ซึ่งจะไม่สามารถระบุวันที่ผู้ต้องขังจะได้รับการปล่อยตัวที่แน่นอนได้ และต้องติดตามสถานการณ์จากเรือนจำแต่ละที่ต่อไป ในช่วงราว 4 เดือนนี้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2567 มีนักกิจกรรมและประชาชนหลายรายถูกส่งตัวเข้าไปคุมขังอยู่ในเรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่ในขณะเดียวกันผู้ต้องขังทางการเมืองหลายรายก็ทยอยได้รับการปล่อยตัวหลังจากมีการออก พ.ร.ฎ. อภัยโทษฯ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2567 

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่าในปี 2567 มีผู้ต้องขังทางการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวจากการเข้าเกณฑ์อภัยโทษ อย่างน้อย 10 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 จำนวน 4 ราย,  คดีที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุระเบิดในพื้นที่ชุมนุม จำนวน 4 ราย และคดีเกี่ยวกับสหพันธรัฐอีก 2 ราย

.

X