ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ยกคำร้องนิรโทษกรรมคดีของ ปัณณพัทธ์ จันทนางกูล บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากเหตุชุมนุม #ม็อบ1กุมภา2564 หรือ กิจกรรม #StandWithMyanmar บริเวณหน้าสถานเอกอัครทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย ถนนสาธรเหนือ เพื่อต่อต้านการรัฐประหารของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หลาย ในประเทศเมียนมา หลังทนายความได้ยื่นคำร้องไปเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2569 ขอให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
คำสั่งของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ยกคำร้องระบุว่า การชุมนุมในวันเกิดเหตุเป็นการแสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพพม่า มิใช่การชุมนุมทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมืองในประเทศไทยตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย
.
คดีนี้ เดิมมีผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยรวม 7 ราย สำหรับจำเลย 6 รายที่ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษารอลงอาญาจึงทำให้คดีถึงที่สุดไปแล้ว ขณะที่ปัณณพัทธ์ซึ่งยืนยันต่อสู้คดี ซึ่งถูกสั่งฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, มั่วสุมเกิน 10 คนและใช้กำลังประทุษร้ายฯ โดยมีอาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสอง, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธตั้งแต่สามคนขึ้นไป ตามมาตรา 138 วรรคสองประกอบมาตรา 140 และข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 295 และ 296
หลังคดีมีการสืบพยานเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2566 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกปัณณพัทธ์ 4 เดือน 20 วัน ไม่รอลงอาญา และล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งเป็นบทหนักสุด จำคุก 6 เดือน ปรับ 21,000 บาท ก่อนลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 14,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี
.
ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง เห็นว่าเป็นการต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพพม่า มิใช่การชุมนุมทางการเมืองอันมีมูลเหตุหรือแรงจูงใจทางการเมืองในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื้อหาในคำร้องระบุสาระสำคัญดังนี้
เมื่อพิจารณานิยามและช่วงระยะเวลาตามมาตรา 7 ประกอบเจตนารมณ์ในการประกาศตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยอยู่ในช่วงระยะเวลาและเป็นไปตามนิยามมาตรา 7 เนื่องจากเป็นการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง นอกจากนั้น ทุกข้อกล่าวหาที่จำเลยถูกฟ้องและพิพากษาลงโทษอยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ซึ่งครบข้อกำหนดและจำเลยย่อมได้รับนิรโทษกรรมตามกฎหมาย
นอกจากนี้ คำร้องยังได้อ้างอิงแนวทางของสำนักงานศาลยุติธรรม ประกอบกับหนังสือที่ศาลฎีกามีถึงสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่องการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งระบุว่าหากข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนและเพียงพอศาลฎีกาย่อมมีแนวทางดำเนินการตามมาตรา 8 ได้ทันที โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีคำวินิจฉัยชี้ขาดก่อน
.
ผ่านมานานกว่า 1 เดือน ในวันนี้ (5 พ.ย. 2569) ปัณณพัทธ์ได้รับหมายแจ้งคำสั่ง พบว่าศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569 ให้ยกคำร้องนิรโทษกรรม พร้อมระบุคำสั่งว่า “เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติและหมายเหตุท้าย พ.ร.บ. ประกอบคำร้องของจำเลยที่ 1 และข้อเท็จจริงในสำนวนคดีแล้ว เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าวปรากฏความว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปี ประเทศไทยเกิดการแตกแยกของความคิดทางการเมือง แบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายทั่วประเทศไทย และมีการชุมนุมทางการเมืองของประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
ทำให้รัฐบาลได้ยกระดับการประกาศและบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมทางการเมืองอย่างเข้มงวด ส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลายเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย แม้จะได้กระทำไปเพียงเพราะมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมือง โดยมิได้มีเจตนาชั่วร้ายแต่อย่างใด
ผู้เข้าร่วมชุมนุมแสดงออกทางการเมืองโดยบริสุทธิ์จำนวนมากต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีจากความผิดที่มีเจตนาแท้จริงเพียงต้องการแสดงความเห็นต่างทางการเมืองหรือเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ กระทบถึงภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ จึงได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าว เพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ เพื่อให้โอกาสประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เกิดความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง
แต่ข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ปรากฏว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ประชาชนชาวเมียนมาบางส่วนที่พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยกับประชาชนไทยจำนวนหนึ่งได้นัดหมายชุมนุมเพื่อต่อต้านการรัฐประหารในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาที่บริเวณด้านหน้าสถานทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และจำเลยที่ 1 ได้เดินทางไปเข้าร่วมชุมนุมที่บริเวณดังกล่าวด้วย
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพพม่า มิใช่การชุมนุมทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมืองในประเทศไทย ตามเจตนารมณ์แห่งพ.ร.บ. การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับนิรโทษกรรมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว” ผู้พิพากษาที่ลงนามได้แก่ อรนาถ สีประจิม และ จันทพร นาคพันธุ์ ขมะวรรณ
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแรกที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องด้วยเหตุผลว่าพฤติการณ์ไม่เข้าเงื่อนไขคดีที่มีมูลเหตุทางการเมือง โดยก่อนหน้านี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ก็ได้มีคำสั่งยกคำร้องนิรโทษกรรมคดีดูหมิ่นศาลของ “มานี-จินนี่” เช่นเดียวกัน โดยอาศัยเหตุผลประกอบคำสั่งในทำนองเดียวกับคดีนี้
ขณะเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ยุติคดีของ “ไนน์” และ “เปิ้ล” (สงวนชื่อสกุล) คนขับรถเครื่องเสียงของเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีวิทยุสื่อสารในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จากกรณีนำรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงไปร่วมชุมนุม #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 หรือ #ม็อบ31ตุลา64 บริเวณแยกราชประสงค์ หลังทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุขฯ ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาในคดีดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
