วันที่ 23 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ ปัณณพัทธ์ จันทนางกูล ขณะเกิดเหตุเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากเหตุชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา หรือ #ม็อบ1กุมภา2564
ก่อนหน้านี้มีจำเลยถูกฟ้องคดีทั้งหมด 7 ราย โดยศาลชั้นต้นพิพากษารอลงอาญาจำเลย 6 ราย ที่ให้การรับสารภาพ ทำให้คดีจึงสิ้นสุดไป ส่วนปัณณพัทธ์ซึ่งยืนยันต่อสู้คดี ถูกพิพากษาจำคุก 4 เดือน 20 วัน โดยไม่รอลงอาญา จึงอุทธรณ์คดีต่อเพียงคนเดียว
ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้การลงโทษจำเลยทั้งหมด จากเดิมที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม ลงแยกกรรมตามกระทงความผิด ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงบทหนักสุดแทน ในส่วนของปัณณพัทธ์ ศาลพิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุก 4 เดือน ปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี
.
เหตุในคดีนี้ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 กลุ่ม We Volunteer หรือ WeVo จัดการชุมนุม #ม็อบ1กุมภา2564 หรือ กิจกรรม #StandWithMyanmar บริเวณหน้าสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ถนนสาธรเหนือ เพื่อต่อต้านการรัฐประหารของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หลาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเข้าสลายการชุมนุมดังกล่าว
ต่อมาพบว่ามี ประชาชน 4 ราย ถูกจับกุมในวันเกิดเหตุไปยัง สน.ยานนาวา โดยปัณณพัทธ์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุม และได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2564
นอกจากนั้นแล้ว พบว่าตำรวจมีการออกหมายเรียกผู้ชุมนุมตามมาในภายหลังอีก 11 ราย โดยเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2564 ประชาชนและกลุ่มการ์ด We Volunteer จำนวน 10 คน ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ต่อมาถูกแยกดำเนินคดีออกเป็นจำนวน 6 คดี
สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2565 พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องในคดีต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ จำนวน 7 ราย ได้แก่ 1. ปัณณพัทธ์ จันทนางกูล 2. เกียรติศักดิ์ พันธุ์เรณู 3. หัสดินทร์ 4. พัชรวัฒน์ 5. ใบบุญ 6. ณัฐพงศ์ 7. ชาญชัย เป็นจำเลยที่ 1-7 ตามลำดับ
ทั้งหมดถูกสั่งฟ้องในข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, “มั่วสุมเกิน 10 คนและใช้กำลังประทุษร้ายฯ โดยมีอาวุธ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสอง, “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธตั้งแต่สามคนขึ้นไป” ตามมาตรา 138 วรรคสองประกอบมาตรา 140 และข้อหา “ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 295-296
นอกจากนั้น จำเลยที่ 3-7 ยังถูกฟ้องในข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 385 และข้อหา “ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสฯ” ตามมาตรา 297 ยกเว้นปัณณพัทธ์และเกียรติศักดิ์ (จำเลยที่ 1-2) ที่ไม่ได้ถูกฟ้องในข้อหาดังกล่าว
ก่อนสืบพยานในเดือนมิถุนายน 2566 ปัณณพัทธ์ (จำเลยที่ 1) ยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 2-7 ให้การรับสารภาพ และนอกจากนั้น จำเลยที่ 3-7 ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายจนครบถ้วนในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลจึงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ก่อนนัดฟังคำพิพากษาพร้อมกับปัณณพัทธ์ที่มีการสืบพยาน
.
ปัณณพัทธ์ยื่นอุทธรณ์ มองชุมนุมโดยสงบได้รับการรองรับโดยรัฐธรรมนูญ การไม่รอลงอาญาตัดโอกาสในการกลับตัว
วันที่ 21 ส.ค. 2566 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกปัณณพัทธ์ 4 เดือน 20 วัน ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยอีก 6 คน ให้รอลงอาญา 2 ปี ได้แก่ เกียรติศักดิ์ (จำเลยที่ 2) ถูกลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน 15 วัน ปรับ 20,000 บาท และจำเลยที่ 3-7 จำคุกคนละ 2 ปี 15 วัน ปรับ 35,000 บาท
ต่อมา ศาลอนุญาตให้ประกันตัวปัณณพัทธ์ระหว่างอุทธรณ์คดี โดยให้วางหลักทรัพย์ 150,000 บาท ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
จากนั้น ปัณณพัทธ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยประเด็นสำคัญที่ยกขึ้นอุทธรณ์ ได้แก่ ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิการร่วมชุมนุมโดยสงบเปิดเผยและปราศจากอาวุธ ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ทั้งผู้จัดการชุมนุมก็ไม่ถูกดำเนินคดี และปัณณพัทธ์ไม่ใช่ผู้ร่วมจัดการชุมนุมด้วย
ลักษณะการชุมนุมไม่มีความแออัด ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สวมใส่หน้ากากอนามัยและมีการแจกจ่ายเจลล้างมือ ทั้งภายหลังการชุมนุมก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมติดเชื้อหรือเป็นสาเหตุในการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด
สำหรับความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน จำเลยอุทธรณ์ว่าตนถูกตำรวจควบคุมฝูงชนและเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมตัว ก่อนที่จะมีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มฝูงชน
นอกจากนี้ปัณณพัทธ์ยังอุทธรณ์การกำหนดโทษ โดยเห็นว่าการไม่รอลงอาญาเป็นการตัดโอกาสตนในการศึกษาต่อจนจบชั้นปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
.
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ลดโทษและรอลงอาญาจำเลยทุกคน เห็นว่าเป็นการกระทำเดียวกันผิดกฎหมายหลายบท
วันนี้ (23 ก.ค. 2569) ปัณณพัทธ์ พร้อมเพื่อน เจ้าหน้าที่องค์กรภาคประชาสังคม สื่ออิสระ และนายประกัน เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 404
ปัณณพัทธ์ กล่าวก่อนเริ่มพิจารณาว่า การเตรียมตัวเดียวที่เตรียมมาวันนี้คือเตรียมตัวกลับบ้าน ต่อมาศาลขานชื่อจำเลย ในเวลา 09.57 น. และอ่านคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า
ข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฝ่ายจำเลยที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งว่า ใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเปิดเผย ปราศจากอาวุธ และไม่ปรากฏว่ามีการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 จากการชุมนุมแต่อย่างใดนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์นำสืบได้มั่นคงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องแยกข้อหาต่างกัน แต่ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยซึ่งเกิดจากเจตนาเดียวกัน ไม่ถือเป็นการกระทำต่างกัน แม้จำเลยที่ 2-7 ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2-7 เพื่อแก้ไขโทษให้ถูกต้องได้
มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สมควรรอลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีและความผิดของจำเลยที่ 1 ไม่ร้ายแรง และจำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำผิดหรือต้องโทษจำคุกมาก่อน มีเหตุให้รอการลงโทษ โดยกำหนดปรับและคุมประพฤติ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-7 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
จำเลยที่ 1 กระทำผิดในข้อหา ร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138 วรรคสอง เป็นการกระทำเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ศาลลงโทษในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน กำหนดโทษ 6 เดือน ปรับ 21,000 บาท
จำเลยที่ 2 ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 กำหนดโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 30,000 บาท
จำเลยที่ 3-7 ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 297 ประกอบมาตรา 298
จำเลยทั้งเจ็ด มีเหตุให้ลดโทษ จำเลยที่ 1 ศาลให้ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 14,000 บาท โดยให้รอลงโทษ 2 ปี และให้รอลงโทษจำคุก 2 ปี และคุมประพฤติเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ 4 ครั้ง เพื่อบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ 30 ชั่วโมง
จำเลยที่ 2-7 ที่ให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 2 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท ในส่วนจำเลยที่ 3-7 คงจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด
ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ได้แก่ ภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์, สมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล และ สิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
หลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว ปัณณพัทธ์ได้ถูกนำตัวไปยังใต้ถุนศาลเพื่อดำเนินการชำระค่าปรับ เนื่องจากในศาลชั้นต้น ไม่ได้มีการกำหนดโทษปรับมาก่อน โดยครอบครัวของเขาเป็นผู้จ่ายค่าปรับดังกล่าว จึงได้รับการปล่อยตัว
.
