ศาลอาญาสั่งจำหน่ายข้อหา “ใช้เครื่องขยายเสียง” ในคดีปราศรัยกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ของ “เก็ท” โสภณ เหตุเข้าข่ายนิรโทษกรรม แต่ยังเหลือสู้ข้อหา ม.112

วันที่ 2 พ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดพร้อมในคดีของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ จากกรณีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565

การนัดพร้อมในวันนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ศาลจึงนัดพร้อมคู่ความเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ก่อนมีคำสั่งให้ยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ  โดยให้ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวมาก่อน แต่ข้อหามาตรา 112 ซึ่งยังอยู่ในชั้นฎีกา ยังต้องดำเนินต่อไป

.

คดีนี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา จากกรณีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 240 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ โดยกลุ่ม “มังกรปฏิวัติ” ได้จัดทริปท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์เป็นเวลา 1 วัน เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ (ฝ่ายซ้าย) และไหว้พระ ทำบุญ ขอพร ขอผัว ขอเมีย กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

ภายหลังพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา ศาลได้ดำเนินกระบวนการสืบพยานโจทก์และจำเลยในระหว่างวันที่ 4 – 7 ก.ค. 2566 โดยโสภณยืนยันต่อสู้คดีว่า การกระทำของตนไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากข้อความที่ปราศรัยมิได้กล่าวถึงพระราชินี หากแต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจ 

ต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกโสภณเป็นเวลา 3 ปี ในความผิดตามมาตรา 112 และจำคุกอีก 6 เดือน ในความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ดี ในส่วนข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 นั้น บทกำหนดโทษตามมาตรา 9 ระวางโทษไว้เพียงปรับไม่เกิน 200 บาท ทว่าศาลกลับกำหนดโทษจำคุกจำเลยในฐานความผิดนี้สูงถึง 6 เดือน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ต่อมา ฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น กระทั่งวันที่ 28 พ.ค. 2569 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ในความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เกินเลยไปกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เป็นจำคุกจำเลย 3 ปี ตามมาตรา 112 และปรับเป็นพินัย 200 บาท ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ

สืบเนื่องจากราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 เพื่อนิรโทษกรรมแก่บุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 – 16 ก.ค. 2568 โดยกำหนดข้อยกเว้นสำหรับคดีมาตรา 112 รวมถึงความผิดแก่ชีวิตหรือทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาในคดีนี้ ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ยุติการพิจารณา และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความบางข้อหาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยคำร้องระบุว่า เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องและแนวทางการสืบพยานในคดีนี้จะเห็นว่าจำเลยใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อปราศรัยหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง 

การกระทำของจำเลยจึงมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด และไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย 

ทั้งนี้ ภายหลังได้รับคำร้องดังกล่าว ศาลอาญาจึงกำหนดนัดพร้อมเพื่อสอบถามคู่ความและมีคำสั่งในวันที่ 2 พ.ย. 2569

.

วันนี้ (2 พ.ย. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 904 จากการตรวจสอบตารางนัดหมายคดีที่บริเวณหน้าห้องพบว่า นอกจากนัดพร้อมในคดีนี้แล้วยังมีนัดหมายคดีอื่นอีก 4 คดี รวมเป็นทั้งสิ้น 5 คดี ก่อนถึงเวลานัดหมาย 09.00 น. แม่ของโสภณและประชาชนทั่วไปบางส่วนได้ทยอยเดินทางมารอให้กำลังใจโสภณภายในห้องพิจารณา

ต่อมา เวลา 09.36 น. โสภณถูกเบิกตัวมายังห้องพิจารณา โดยมีผู้คุมเฝ้าติดตามมาด้วย 1 นาย เมื่อเข้ามาภายในห้อง โสภณได้กล่าวทักทายแม่และผู้ที่มารอให้กำลังใจ ก่อนเข้าพูดคุยปรึกษาหารือกับทนายความ

เวลา 09.41 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี พร้อมสอบถามพนักงานอัยการซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงว่า ประสงค์จะคัดค้านคำร้องของฝ่ายจำเลยหรือไม่ เมื่อพนักงานอัยการแถลงว่าไม่คัดค้าน ศาลจึงแจ้งให้คู่ความทุกฝ่ายทราบว่าจะมีคำสั่งในวันนี้

ระหว่างรอคำสั่งศาล เก็ทได้พูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจ กระทั่งเวลา 10.36 น. ศาลอ่านคำสั่งในคดีนี้ โดยมีใจความสำคัญว่า พิเคราะห์คำฟ้องประกอบพยานหลักฐานของโจทก์แล้วรับฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง

ถือว่าการกระทำของจำเลยเฉพาะความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ตามฟ้องไม่เป็นความผิดอีกต่อไปจึงให้ยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีในฐานความผิดดังกล่าวออกจากสารระบบความ โดยให้ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดเฉพาะฐานนี้ ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

.

ปัจจุบัน “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2566 โดยคดีที่เก็ทถูกคุมขังเป็นคดีตามมาตรา 112 รวมทั้งสิ้น 4 คดี มีโทษจำคุกหากนับเรียงต่อกัน รวม 10 ปี ได้แก่ คดีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565, คดีปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2565, คดีปราศรัยในวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2565 และคดีอ่านแถลงการณ์ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 

สำหรับคดีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว โสภณได้รับโทษจำคุกจนครบกำหนดแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างฎีกาคำพิพากษา ทั้งยังได้รับหมายปล่อยตัวในคดีปราศรัยกิจกรรม “ใครฆ่าพระเจ้าตาก” แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีคดีที่อยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์อีก 2 คดี ซึ่งโสภณยังไม่ได้รับการประกันตัวในทั้งสองคดีดังกล่าว

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คุยกับ “เก็ท” โสภณ ในโอกาสครบ 3 ปี การคุมขัง: สนามรบที่ไม่มีวันสวยงาม แต่ความหวังไม่เคยดับ

X