วันที่ 7 ก.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 ศาลแขวงอุบลราชธานี นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของ “ไบค์” หัสวรรษ (สงวนนามสกุล) และ “ภูมิ” กัมพล (สงวนนามสกุล) สองอดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จากกรณีชูป้ายผ้าข้อความ “I HERE ตู่ รัฐบาลฆาตกร” ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เข้าตรวจราชการที่ศาลาประชาวาริน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2564 ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393
คดีนี้ผ่านการต่อสู้มาแล้วสองชั้นศาลด้วยผลที่กลับกันโดยสิ้นเชิง ศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2565 เห็นว่าข้อความบนป้ายผ้าแปลความหมายได้หลายนัยยะ และนายกรัฐมนตรีในฐานะบุคคลสาธารณะย่อมมีโอกาสถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่อัยการโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จากนั้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษากลับเป็นลงโทษปรับคนละ 10,000 บาท เห็นว่าคำว่า “I HERE” เป็นวิธีการเขียนเพื่อปิดบังเจตนาแทนคำว่า “ไอ้เหี้ย” เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์การตะโกนของจำเลยแล้วถือเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม
แม้ผลคดีจะพลิกจากยกฟ้องกลับมาเป็นมีความผิด แต่คดียังไม่จบลง ฝ่ายจำเลยยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยระบุสาระสำคัญว่าคดีนี้มีแรงจูงใจเป็นเรื่องสาธารณะ ขณะเกิดเหตุมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี การกระทำการใด ๆ จึงส่งผลกระทบถึงประชาชน การที่จำเลยเขียนข้อความดังกล่าว แม้จะดูหยาบคายไปบ้าง แต่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยย่อมมีสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศ นักการเมือง และบุคคลสาธารณะ อีกทั้งผู้ร้องทุกข์ในคดีนี้ก็ไม่ใช่ผู้ที่ถูกกล่าวหาคือ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่ได้มาเบิกความหรือมอบอำนาจให้ใครมาบอกว่าตนเองรู้สึกอับอายหรือถูกดูหมิ่น
การฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 14 วันหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้ จึงต้องจับตาว่าคดีนี้ซึ่งข้อกล่าวหาอยู่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.ดังกล่าว และพฤติการณ์ในคดีซึ่งมีเหตุจูงใจทางการเมือง ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่
.
ย้อนเส้นทางคดี: จากป้ายผ้าหน้าศาลาประชาวารินไปถึงชั้นฎีกา
เหตุการณ์ในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันที่ 15 ต.ค. 2564 ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะเดินทางกลับหลังเสร็จภารกิจตรวจราชการ ไบค์และภูมิยืนอยู่บริเวณเส้นทางที่ขบวนนายกฯ จะผ่าน ทั้งสองชูป้ายผ้าสีขาวข้อความ “I HERE ตู่ รัฐบาลฆาตกร” เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในขณะนั้น ก่อนตำรวจจะเข้าห้ามปรามและยึดป้ายผ้าเป็นของกลาง
เกือบหนึ่งเดือนถัดมา ในเดือน พ.ย. 2564 ไบค์และภูมิทยอยเดินทางเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกที่ สภ.วารินชำราบ จากนั้นคดีถูกสั่งฟ้องต่อศาลแขวงอุบลราชธานีเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2565 ในข้อหา “ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา” ตามมาตรา 393 ถึงแม้ข้อหาดังกล่าวเป็นความผิดลหุโทษ แต่ก็มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั่นหมายความว่าตลอดการต่อสู้คดีมาเกือบ 4 ปี ทั้งไบค์และภูมิต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะต้องโทษจำคุกอยู่ตลอดเวลา
เพียง 2 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ พนักงานสอบสวน สภ.วารินชำราบ ออกหมายเรียกทั้งสองไปรับทราบข้อกล่าวหา ก่อนอัยการจะยื่นฟ้องต่อศาลแขวงอุบลราชธานีเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2565 ในข้อหา “ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ซึ่งแม้จะเป็นความผิดลหุโทษ แต่ก็มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั่นหมายความว่าตลอดการต่อสู้คดีมาเกือบ 4 ปี ทั้งไบค์และภูมิต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะต้องโทษจำคุกอยู่ตลอดเวลา
คดีผ่านการสืบพยานระหว่างวันที่ 25-26 ต.ค. 2565 โดยมีทั้งพยานตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ ครูสอนภาษาอังกฤษ และนักภาษาศาสตร์มายืนยันว่าคำว่า “I HERE” ไม่พ้องเสียงกับคำว่า “ไอ้เหี้ย” ตามหลักภาษาศาสตร์
ย้อนอ่านบันทึกสืบพยาน >> ก่อนพิพากษา: 2 นศ.ยืนยันป้าย ‘I HERE ตู่ รัฐบาลฆาตกร’ วิจารณ์รัฐบาลลักษณะเปรียบเปรย ไม่ได้ดูหมิ่นประยุทธ์ ผู้เชี่ยวชาญภาษาชี้ ‘I HERE’ ไม่พ้องเสียงกับ ‘ไอ้เหี้ย’
วันที่ 10 พ.ย. 2565 ศาลแขวงอุบลราชธานีพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าข้อความบนป้ายผ้าแปลความหมายได้หลายนัยยะ และนายกรัฐมนตรีในฐานะบุคคลสาธารณะย่อมมีโอกาสถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย
อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์คดี จากนั้นในวันที่ 15 ส.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษากลับ เห็นว่าคำว่า “I HERE” เป็นวิธีการเขียนเพื่อปิดบังเจตนาแทนคำว่า “ไอ้เหี้ย” เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์การตะโกนของจำเลยแล้ว ถือเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามผู้เสียหาย จึงพิพากษาแก้ให้มีความผิดตามมาตรา 393 ปรับคนละ 10,000 บาท จากนั้นฝ่ายจำเลยยื่นฎีกา ก่อนที่ศาลแขวงอุบลราชธานีจะนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 7 ก.ย. 2569 นี้
.
จับตาคดี “ไบค์-ภูมิ” ท่ามกลาง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เริ่มมีผลบังคับใช้
สิ่งที่น่าจับตาในการฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งนี้ คือสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ประกาศให้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 ครอบคลุมการกระทำอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของคดีนี้ การชูป้ายของไบค์และภูมิเกิดขึ้นในปี 2564 ซึ่งอยู่ในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีมูลเหตุจากการแสดงออกทางการเมืองโดยตรง คือการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งทั้งศาลชั้นต้นและตัวจำเลยเองก็ยืนยันตรงกันมาตลอดว่าเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองต่อผู้มีอำนาจ จึงมีความเป็นไปได้ที่คดีนี้จะเข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้
ทั้งนี้ ก่อนฟังคำพิพากษาทนายความจะมีการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยุติการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความต่อไป
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
