1 ปี หลังกำแพงของ“ไผ่-ครูใหญ่” สองผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ที่อิสรภาพยังคลุมเครือ

วันที่ 3 ก.ย. 2569 คือวันครบรอบหนึ่งปีเต็มพอดิบพอดี ที่  “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองนักกิจกรรมภาคอีสาน ต้องอยู่หลังกำแพงเรือนจำโดยไม่เคยได้ก้าวออกมาแม้แต่วันเดียว 

ทั้งสองถูกคุมขังภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี  ก่อนที่ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งคู่ระหว่างฎีกา แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งในคดีนี้ แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ประกันตัวในคดีอื่นที่ได้ยื่นถอนประกันตัวเองไว้

หนึ่งปีที่ผ่านมา คำว่าอิสรภาพยังคงเป็นสิ่งสามัญพื้นฐานที่ทั้งสองหวังจะได้รับ แต่เรื่องราวของการยื่นคำร้องขอประกันตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ส่วนใหญ่จบลงด้วยคำตอบว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ก็ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ทั้งสองคนยังก้าวขาออกจากที่คุมขังไม่ได้สักที

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในคดีหลักที่เคยถูกคุมขังศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวไปแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังมีคดีอื่นค้างอยู่พร้อมกัน คำว่า “ได้ประกัน” ก็ยังไม่เคยแปลว่า “ได้ออก” สำหรับพวกเขาทั้งคู่

.

ชีวิตหลังกำแพงที่ยังคงเดินต่อ

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งสองคนต้องปรับตัวกับชีวิตในเรือนจำไปพร้อมกับปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า โดยเฉพาะครูใหญ่ที่มีอาการปวดหลังจากกระดูกทับเส้นเรื้อรัง ต้องพึ่งยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน 

ขณะที่ไผ่ยังคงใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ รวมถึงอัตชีวประวัติของเนลสัน แมนเดลา ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกจำคุกนานถึง 27 ปี ซึ่งเขาบอกว่าให้มุมมองใหม่ในการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่

ก่อนหน้านี้ 25 ก.ย. 2568 ในระหว่างการสืบพยานที่ศาลอาญา ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฏร 

ทั้งสองเล่าว่าได้ทำการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยการเขียนข้อความลงบนเสื้อผู้ต้องขังของตัวเองในขณะที่ถูกคุมขังในเรือนจำอำเภอภูเขียว 

พวกเขาได้เขียนข้อความบางส่วนของคำพิพากษาข้างต้นลงในเสื้อของผู้ต้องขังสีฟ้า โดยไผ่วาดภาพเสื้อด้านหลังให้ดู เสื้อของไผ่เป็นตัวอักษร BP 112 (มาจาก Baipai) ขณะที่เสื้อของครูใหญ่ เป็นตัวอักษร KY 112 (มาจาก Kruyai) จากนั้นไผ่ได้ส่งกระดาษให้ครูใหญ่วาดภาพเสื้อด้านหน้าต่อ ซึ่งด้านหน้าอกเสื้อเป็นโลโก้เลข ๙ และเลข ๑๐ ซ้อนกัน พร้อมข้อความ “ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ และอยู่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ ๑๐” 

แต่ชีวิตในเรือนจำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ไผ่ได้เปิดเผยว่าเขาถูกข่มขู่จากผู้คุม หลังทำการประท้วงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องขังและนำกาแฟผสมน้ำไปเขียนข้อความบนกำแพง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อถูกกักตัวป้องกันโรคหลังเข้าเรือนจำครบตามกำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ถูกจำแนกแดนไป และไม่มีคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงได้ดำเนินการประท้วงดังกล่าว

ต่อมา 8 ธ.ค. 2568 ทางเรือนจำลงโทษโดยให้ภาคทัณฑ์และไม่สามารถเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดได้ แต่เขาเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว 

ในการฟ้องคดีนี้ ไผ่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรื่อง การลงโทษผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2568, ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ฉบับลงวันที่ 9 เม.ย. 2569, ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันออกระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติให้มีการแจ้งสิทธิที่จะมีทนายความเข้าร่วมการสอบข้อเท็จจริงทางวินัยผู้ต้องขัง เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการสอบสวนวินัยของผู้ต้องขังต่อไป และขอให้กรมราชทัณฑ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น 

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ยังคงยืนยันแนวทางเดิมที่เคยพูดไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขายังยืนยันที่จะเคลื่อนไหวไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด  ไผ่ยังคงฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งครั้งหน้าและการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ครูใหญ่ยังยืนยันว่าจะเดินในเส้นทางการเมืองต่อไปแม้จะรู้ดีว่าอาจต้องแลกด้วยอิสรภาพ

.

ปีแห่งข้อความที่วนซ้ำ  “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” 

หลังถูกคุมขังจากการปราศรัยเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่หน้า สภ.ภูเขียว เมื่อปี 2564 ทั้งไผ่และครูใหญ่ยังมีคดีการเมืองอื่น ๆ ที่มีหมายขังค้างอยู่อีกหลายคดี โดยเฉพาะคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งเป็นคดีที่ทนายความต้องยื่นขอประกันตัวอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 เพียงไม่กี่วันก่อนจะครบรอบหนึ่งปีของการถูกคุมขัง ทนายความยื่นประกันตัวไผ่ในคดีนี้เป็นครั้งที่ 8 โดยยกเหตุผลมาชี้ว่าการถูกคุมขังของเขาไม่ได้เกิดจากการทำผิดเงื่อนไขประกัน หากเกิดจากการที่เขาสมัครใจถอนหลักประกันเองเพื่อรักษาสิทธิในการนับระยะเวลาต้องขังหลังไม่ได้รับประกันตัวในคดีภูเขียว 

และยังชี้ว่าคดีนี้อยู่ระหว่างสืบพยานชั้นต้น จำเลยจึงควรได้รับความคุ้มครองตามข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าคดีที่มีคำพิพากษาแล้วเสียอีก แต่ในวันเดียวกันศาลอาญาก็มีคำสั่งยกคำร้องด้วยข้อความที่ประทับตราสำเร็จรูปว่า  “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” 

ด้านครูใหญ่ก็เดินเรื่องคู่ขนานกันไป ในวันที่ 3 ก.ย. 2569 ซึ่งตรงกับวันครบรอบหนึ่งปีพอดี ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในสองคดีมาตรา 112 ที่เหลืออยู่ ได้แก่ คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน และคดีปราศรัยชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา

คำร้องอุทธรณ์ฉบับนี้  ชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลอ้างเพียงความหนักเบาของข้อหาโดยไม่ระบุพฤติการณ์หลบหนีที่ชัดเจน เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนมีความผิดไปแล้วทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด โดยอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาลอีกครั้ง

.

ประตูที่เปิดครึ่งบาน กับกำไล EM ที่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้ได้อิสรภาพ

แต่เหมือนความหวังจะปรากฎแก่ทั้งสองคน เมื่อจุดเปลี่ยนสำคัญเพียงจุดเดียวตลอดทั้งปีเกิดขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งไผ่และครูใหญ่ในคดีหลักที่ภูเขียวระหว่างฎีกา โดยกำหนดเงื่อนไขให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์หรือกำไล EM และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

แต่คำสั่งนั้นไม่ได้แปลว่าประตูเรือนจำจะเปิดออกจริง เพราะทั้งคู่ยังมีคดีอื่นที่มีหมายขังค้างอยู่พร้อมกัน กว่าจะได้เดินทางไปทำสัญญาประกันและติดกำไล EM ที่ศาลจังหวัดภูเขียวตามคำสั่งจริง ๆ ก็ล่วงเลยมาถึงวันที่ 16 ก.ค. 2569 ซึ่งใช้เวลาเกือบสี่เดือนนับจากวันที่ศาลฎีกามีคำสั่ง 

และแม้จะติดกำไล EM แล้ว ทั้งคู่ก็ยังต้องถูกส่งตัวกลับมาคุมขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที เพราะยังมีหมายขังในคดีตามมาตรา 112 อื่นรออยู่ กำไล EM ที่ควรจะเป็นเงื่อนไขของอิสรภาพจึงเหลือเพียงเครื่องประดับที่พวกเขาสวมอยู่ข้างหลังกำแพงเรือนจำเท่านั้น

.

นิรโทษกรรมที่แผ้วถางบางส่วน แต่ยังไปไม่ถึงมาตรา 112

พัฒนาการที่น่าสนใจที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนครบรอบปีของการคุมขังของทั้งสองคน เกิดขึ้นระหว่างการสืบพยานคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยร่วม 15 คนในคดีเดียวกันนี้ พร้อมทั้งจำหน่ายข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมดของไผ่ออกจากสารบบ เนื่องจากเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 และ 8 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เหลือไว้เพียงข้อหามาตรา 112 ข้อหาเดียวที่ยังคงเดินหน้าพิจารณาคดีต่อไป 

ส่วนครูใหญ่ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 116 ก็ถูกจำหน่ายออกจากสารบบไปพร้อมกับจำเลยร่วมทั้ง 15 คน ด้วยเหตุผลเดียวกัน ทำให้ปัจจุบันครูใหญ่เหลือคดีที่มีหมายขังอยู่เพียง 2 คดี จากที่เคยมีมากกว่านั้น และทั้งสองคดีที่เหลือล้วนเป็นคดีมาตรา 112 ทั้งสิ้น 

แม้กฎหมายฉบับดังกล่าวได้เข้ามาแผ้วถางข้อหาปลีกย่อยและคดีร่วมที่พ่วงมากับการชุมนุมออกไปได้จริง ทั้งมาตรา 116 พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ และข้อหาอื่นๆ ที่เคยถ่วงอยู่ แต่สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่และเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งไผ่และครูใหญ่ยังคงถูกคุมขังมาครบหนึ่งปี กลับเป็นคดี ม.112  ซึ่งอยู่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ต้น 

.

อ่านเพิ่มเติม

คดีทั้งหมดของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

คดีทางการเมืองทั้งหมดของ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ 

X