ศาลยกคำร้องประกันตัว ‘ไผ่’ จตุภัทร์ คดี ม.112 เหตุชุมนุม 19 กันยาฯ ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ขณะถูกคุมขังใกล้ครบ 1 ปี

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ทนายความยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องขังในคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 หลังถูกเบิกตัวมาศาลอาญาเพื่อสืบพยานโจทก์ในวันดังกล่าว ศาลมีคำสั่งยกคำร้องประกันตัวโดยระบุว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”

.

การยื่นประกันตัวครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 8 ตั้งแต่ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุมปราศรัยที่ภูเขียว และศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัวในคดีมาตรา 116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย ซึ่งปัจจุบันจตุภัทร์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพพร้อมกับติดกำไล EM ตามคำสั่งประกันตัวของศาลฎีกา โดยในวันที่ 3 ก.ย. 2569 ที่จะถึงนี้ จะครบ 1 ปีเต็มที่เขาถูกคุมขัง และเหลือเพียงคดีนี้เพียงคดีเดียวเท่านั้นที่ศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว 

ในคำร้องขอประกันตัว ได้เสนอหลักประกันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมยินยอมติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) และกำหนดเวลาให้อยู่ภายในเคหสถาน หรือให้ศาลกำหนดเงื่อนไขใด ๆ อีกทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องประกันตัว โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

การที่จำเลยต้องถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากคดีนี้มีคำสั่งเพิกถอนประกันเพราะจำเลยกระทำผิดเงื่อนไขหรือมีพฤติการณ์จะหลบหนี แต่เป็นเพราะจำเลยถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุมปราศรัยที่ภูเขียว และจำเลยไม่ได้รับการประกันตัวในคดีดังกล่าว จึงขอถอนหลักประกันในคดีนี้ด้วยตนเองเพื่อรักษาสิทธิในการนับระยะเวลาต้องขัง

ต่อมา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างฎีกาในคดีดังกล่าว พร้อมเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ดังจะเห็นได้ว่า แม้ในคดีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว ศาลฎีกายังคงเห็นว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดี ดังนั้น ในคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการสืบพยานของศาลชั้นต้น จำเลยย่อมได้รับความคุ้มครองตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว 

กรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องประกันตัวจำเลยเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 โดยระบุคำสั่งส่วนหนึ่งว่า “…การกระทำของจำเลยกับพวกตามฟ้องอาจก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบเป็นวงกว้าง นำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์..” นั้น คดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ การที่ศาลสรุปข้อเท็จจริงตามฟ้องว่าการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายหรือนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย เป็นการหยิบยกเอา “ข้อกล่าวหาของโจทก์ฝ่ายเดียว” มาเป็นข้อเท็จจริงยุติเพื่อเป็นเหตุยกคำร้องประกันตัว

ศาลในฐานะคนกลางผู้ใช้อำนาจตุลาการ ไม่อาจนำความเห็นส่วนตัว หรือนำข้ออ้างในคำฟ้องที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตามกระบวนการพิจารณามาวินิจฉัยล่วงหน้าว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือตีตราว่าการกระทำของจำเลยสร้างความเสียหายก่อนที่การพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้นได้ การใช้ดุลพินิจเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ของจำเลย 

อีกทั้งการคุมขังจำเลยไว้ในลักษณะการลงโทษล่วงหน้านั้นขัดต่อหลักการในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี และละเมิดต่อรัฐธรรมนูญที่บัญญัติรับรองหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด 

จำเลยเป็นเพียงบุคคลธรรมดาและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลที่จะมีความสามารถไปข่มขู่พยานบุคคล หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ ยิ่งไปกว่านั้นพยานหลักฐานในคดีนี้เป็นพยานเอกสารและพยานวัตถุ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของพนักงานอัยการโจทก์แล้วทั้งสิ้น การอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยย่อมไม่อาจก่ออุปสรรคหรือความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล

จำเลยต้องการที่จะพิสูจน์การกระทำของตนเองต่อกระบวนการยุติธรรม และใช้เวลาในการต่อสู้คดีมาตลอดระยะเวลาหลายปี การคุมขังจำเลยระหว่างการพิจารณาคดีนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์และยังเป็นโทษอย่างร้ายแรง

.

ในวันเดียวกัน (28 ส.ค. 2569) เวลา 16.56 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ ณัฐนันท์ ดุจดำเกิง ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง” โดยคำสั่งนี้มีลักษณะเป็นตราปั๊มสำเร็จรูป

และได้เขียนคำสั่งเป็นลายมือต่อว่า “นอกจากนี้ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวมาแล้วเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 โดยให้เหตุผลไว้แล้ว อีกทั้งตามคำร้องฉบับนี้ อ้างเหตุขอปล่อยชั่วคราวไว้ในลักษณะเดียวกัน กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมแต่อย่างใด”

.

ทั้งนี้ ในระหว่างการสืบพยานโจทก์คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวานนี้ (28 ส.ค. 2569) ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี 15 จำเลยที่ถูกฟ้องในคดีเดียวกัน และจำหน่ายคดีของจตุภัทร์ในข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด เนื่องจากเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 และ 8 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข และเหลือไว้เพียงข้อหามาตรา 112 เพียงข้อหาเดียว และศาลอาญามีกำหนดนัดสืบพยานนัดถัดไปในวันที่ 1-4 ก.ย. 2569

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

‘ไผ่ – ครูใหญ่’ ยังไม่ได้ออกจากเรือนจำ แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวคดีภูเขียว ม.112 กรณีหลัก แต่คดีอื่น “ยกคำร้อง” 

ศาลอาญาสั่งยุติคดี 15 จำเลยที่ถูกฟ้อง ม.116 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หลังเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม คงเหลือจำเลย 7 คนสู้คดี ม.112 ต่อ

สรุปสถานการณ์การประกันตัว ‘ไผ่-ครูใหญ่-แอมป์’: เมื่อศาลสูงให้ประกันตัว แต่ศาลชั้นต้น “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”

X