ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี คดี ม.112 “ตะวัน” กรณีไลฟ์สดม็อบชาวนาย้ายก่อนมีขบวนเสด็จผ่านหน้า UN เห็นว่ามีเจตนาหมิ่นประมาท ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยสุจริต ก่อนให้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์

วันที่ 31 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญา นัดฟังคำพิพากษา “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักศึกษาและนักกิจกรรมวัย 25 ปี ในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เหตุไลฟ์สดกรณีม็อบชาวนาถูกย้าย บริเวณทางเท้าถนนราชดำเนินนอก ก่อนมีขบวนเสด็จผ่าน เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 

เห็นว่า เป็นการตั้งคำถามโดยแฝงการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย หากต้องการจะวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถกระทำได้โดยไม่พาดพิง หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่จำเลยพูดหมิ่นหลายครั้งแสดงถึงเจตนาหมิ่นประมาท ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยสุจริต พิพากษาลงโทษตามมาตรา 112 ให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และลงโทษปรับ 600 บาท ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ทั้งนี้ ในวันเดียวกันศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ 

.

เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 ทานตะวันได้ไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กส่วนตัวบริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามกับสำนักงานอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 ผ่าน และถูกตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุม และพาตัวไปยัง สน.พญาไท ก่อนนำตัวไป บช.ปส. ซึ่งไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ และปฏิเสธให้ทนายความเข้าพบในช่วงแรก โดยอ้างว่ารอคำสั่ง “นาย”

ต่อมา อัยการโจทก์ยื่นฟ้องทั้งหมด 4 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3), “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ตามมาตรา 138, “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368 

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นเหตุให้ทานตะวันถูกคุมขังในเรือนจำทั้งสองครั้ง และทั้งสองครั้งเธอได้อดอาหารประท้วง โดยครั้งแรกถูกคุมขังช่วงปี 2565 เป็นเวลา 37 วัน จากการที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกัน และครั้งที่สองเมื่อปี 2566 ทานตะวันได้แสดงเจตจำนงถอนประกันตนเองพร้อมกับ “แบม” เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาลและเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมือง โดยเธออดอาหารประท้วงอีกครั้งเป็นเวลา 53 วัน

ศาลมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยในช่วงปี 2566-2569 รวมทั้งสิ้น 7 นัด โดยฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า ถ้อยคำในการไลฟ์สดเป็นการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ สามารถทำได้ภายใต้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ เส้นทางขบวนเสด็จไม่ใช่เส้นทางที่จำเลยยืน และไม่ได้ขัดขวางหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะจับกุม แต่ดิ้นรนเพราะการจับกุมไม่แจ้งว่าจะนำตัวไปที่ใด หลังสืบพยานเสร็จสิ้นศาลได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 31 ส.ค. 2569

ย้อนอ่านบันทึกสืบพยาน: เปิดบันทึกสืบพยานคดี ม.112 คดีที่ 2 ของ “ตะวัน” เหตุไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จหน้า UN ยืนยันเจตนาถามตำรวจเรื่องย้ายม็อบชาวนา ไม่ใช่การหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ

.

วันนี้ (31 ส.ค. 2569) ก่อนเวลา 09.00 น. หน้าศาลอาญาบริเวณพื้นที่สื่อมวลชนมีสื่ออิสระและประชาชนยืนรอให้กำลังใจทานตะวันรวมประมาณ 10 คน ที่หน้าห้องพิจารณา 906 ระบุว่าวันนี้มีคดีทั้งสิ้น 7 คดีในช่วงเช้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีนัดฟังคำพิพากษา ในห้องพิจารณาจึงมีประชาชนราว 20 – 25 คน นอกจากนี้ยังมีประธานและคณะจากสหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human rights – FIDH) เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

เวลา 09.26 น. ผู้พิพากษาทยอยออกนั่งพิจารณาคดีรวมทั้งสิ้น 3 ท่าน จากนั้นประมาณ 10 นาที ในระหว่างที่ผู้พิพากษากำลังดำเนินคดีอื่นอยู่ ทานตะวันเดินทางมาถึงห้องพิจารณาคดีพร้อมประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจรวมประมาณ 7 คน ในห้องพิจารณาคดีไม่มีตำรวจศาล มีเพียงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 1 รายที่นำตัวจำเลยคดีอื่นที่ถูกคุมขังมายังห้องพิจารณาคดี

เวลา 09.55 น. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเรียกคดีและเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยสรุปได้ว่า จากการสืบพยาน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กำหนดการขบวนเสด็จของพระมหากษัตริย์และพระราชินีจะเสด็จจากพระที่นั่งอมรพิมานมณี ไปยังวัดเทพศิรินทร์ ในวันที่ 5 มี.ค. 2565 เวลา 17.00 น. ใช้เส้นทางแยกมัฆวานรังสรรค์สู่ถนนกรุงเกษม

จำเลยยืนบริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน หน้าสำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก ทำการไลฟ์สดผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และใช้คำในการไลฟ์สดตามคลิปวิดีโอของโจทก์และเอกสารการถอดเทปจากวิดีโอดังกล่าว

คดีมีข้อวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

โจทก์มี พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ (ผู้กำกับการ สน.นางเลิ้ง ในขณะนั้น), พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี (รองผู้กำกับการสืบสวน สน.นางเลิ้ง หัวหน้าชุดสืบสวนหาข่าวในที่เกิดเหตุ), ร.ต.อ.หญิง ดาราณี ตุ๊ประทีป (หัวหน้าชุดควบคุมฝูงชนหญิง) และ ส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ เดชพิพิฒนวงศ์ (เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนหญิง) เบิกความสอดคล้องกันว่า มีกำหนดการขบวนเสด็จของพระมหากษัตริย์และพระราชินีจะเสด็จจากพระที่นั่งอมรพิมานมณี ไปยังวัดเทพศิรินทร์ ในวันที่ 5 มี.ค. 2565 เวลา 17.00 น. ใช้เส้นทางที่อยู่ในรับผิดชอบของ สน.นางเลิ้ง และติดกับพื้นที่ของ สน.พลับพลาไชย

ในวันเกิดเหตุ พ.ต.อ.สมยศ มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงอารักขาขบวนเสด็จ จัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ในแนวพื้นราบตลอดเส้นทางเพื่ออำนวยความสะดวก และ พ.ต.ท.จงศักดิ์มีหน้าที่สืบสวนหาข่าวในที่เกิดเหตุ

วันเกิดเหตุ (5 มี.ค. 2565) ขณะถวายความปลอดภัย พบจำเลยที่เป็นบุคคลซึ่งมีความเคลื่อนไหวต่อต้านสถาบันฯ อยู่บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน ห่างจากแยกมัฆวานประมาณ 20 เมตร จากนั้น พ.ต.ท.จงศักดิ์ ได้รายงานต่อพ.ต.อ.สมยศ

จำเลยเข้าไปถาม พ.ต.ท.จงศักดิ์ ว่าสามารถถ่ายม้าได้หรือไม่ ตรงหน้า UN มีม้าด้วย ขบวนเสด็จ พ.ต.ท.จงศักดิ์ตอบว่า กำลังเตรียมต้อนรับขบวนเสด็จ สามารถถ่ายทอดสดได้ แต่ถ้ามีขบวนเสด็จผ่านจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากกระทบกับความปลอดภัยและพยายามเชิญตัวจำเลยออกแต่จำเลยไม่ฟังและเดินเข้าไป

ร.ต.อ.หญิง ดาราณี นำกำลังไปบริเวณที่จำเลยยืนอยู่ และพ.ต.อ.สมยศ เข้าไปคุยกับจำเลยว่า ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัยฯ ออกคำสั่งห้ามไลฟ์สด หากขัดคำสั่งจะเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน

พ.ต.อ.สมยศ ได้รับแจ้งผ่านวิทยุว่า ขบวนเสด็จใกล้ถึงแล้ว ได้พูดกับจำเลยขอให้หยุดไลฟ์สดเป็นครั้งที่ 2 แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม วิทยุแจ้งว่า ขบวนเสด็จมาถึงแล้ว พ.ต.อ.สมยศได้ขอให้จำเลยหยุดไลฟ์สดเป็นครั้งที่ 3 จำเลยเพิกเฉย พ.ต.อ.สมยศ จึงให้ ร.ต.อ.หญิง ดาราณี และผู้ใต้บังคับบัญชาจับตัวขึ้นรถ

ส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ ขึ้นไปนั่งบนรถ พยายามรวบขาจำเลย จำเลยใช้เท้าถีบโดนบริเวณท้องน้อยประมาณ 3-4 ครั้ง ขัดขืนดิ้นรนและไลฟ์สดไปด้วย ขณะอยู่บนรถของตำรวจก็พยายามถีบเบาะ เมื่อไปถึง สน.พญาไท พบว่ามีกลุ่มมวลชนที่เรียกตนเองว่า ทะลุฟ้า ไปปิด สน.

พ.ต.อ.สมยศ จึงได้ปรึกษาและย้ายไปที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และแจ้งข้อหา “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ตามมาตรา 138, “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368

หลังจากนั้นจำเลยมีอาการปวดท้อง อาเจียนและได้ไปตรวจอัลตราซาวด์ อวัยวะภายในไม่ได้รับบาดเจ็บแต่มีรอยฟกช้ำบริเวณท้องและแขน

จากเอกสารถอดเทปวิดีโอ จำเลยกล่าวว่า “เส้นทางอะไรคะ หนูดูม้าได้ไหม หนูชมม้าได้ไหม หนูเดินชมใกล้ ๆ ได้ไหม…ตอนนี้อยู่คนเดียว หน้า UN มีม้าด้วย อันนี้ใครเสด็จคะ มีม้าด้วย”

“…ขบวนเสด็จ ที่ทำให้ม็อบชาวนาต้องย้าย นะคะ แทนที่จะส่งเจ้าหน้าที่รัฐ หรือรัฐบาลลงไปคุยกับประชาชนแต่กลับย้ายม็อบชาวนาออก ไม่ลงไปคุยกับเขา ว่าปัญหาคืออะไร จะแก้ไขยังไง แต่กลับให้ชาวบ้านออกจากตรงนั้นเพื่อจะมีขบวนเสด็จผ่าน”

“ทำไมต้องย้ายม็อบชาวนา…ระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์พี่ต้องดูแลใครคะ…ให้มันรู้เอาไว้ ว่าม็อบชาวนาจะต้องถูกย้ายเพียงเพราะมีคนเสด็จนะคะ…”

“…ม็อบชาวนาต้องย้าย แทนที่จะไปฟังปัญหาเขาแต่กลับไล่เขาออก เพียงเพราะมีคน ๆ เดียวเสด็จ ก็จำเอาไว้ละกัน ระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์ ใครมันสำคัญกว่ากัน…”

จากนั้น พ.ต.ท.จงศักดิ์ ได้เข้าแจ้งข้อหาเพิ่มตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

จำเลยนำสืบว่า จบการศึกษา Advance Diploma จากประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันศึกษาระดับอุดมศึกษา คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สนใจการเมืองตั้งแต่ช่วงปี 2563

ก่อนเกิดเหตุมีนัดไปกินข้าวกับเพื่อน มีรถเก๋งสีบรอนซ์ขับตาม จึงขับรถไปยังศาลแขวงดุสิตเพราะเป็นสถานที่ราชการหวังให้เจ้าหน้าที่ช่วย แต่รถที่ขับตามยังไม่หยุด จากนั้นไปที่ สน.สามเสน เพื่อลงบันทึกประจำวันแต่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการต่อ

จำเลยยกเลิกนัดและเดินทางไปม็อบชาวนาเพราะทราบว่าอยู่ใกล้บริเวณ สน.สามเสน แต่ไม่พบม็อบ พบตำรวจ และม้าสีขาว จึงไลฟ์สดว่าม็อบชาวนาได้รับความเดือดร้อนอย่างไร เพราะจำเลยเคยไปกินนอนในม็อบ จำเลยตั้งข้อสงสัยต่อพนักงานตำรวจในการทำงาน

ขณะจำเลยถูกจับกุมพนักงานตำรวจไม่แจ้งสิทธิตามกฎหมาย ไม่แจ้งข้อหา ไม่แจ้งว่าจะพาตัวไปที่ใด จำเลยไม่มีเจตนาจะทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่แต่ต้องการจะดันตัวออกจากรถ 

คดีนี้อัยการโจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีของศาลแขวงนนทบุรีที่มีคำพิพากษายกฟ้อง (ชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2564)

นอกจากนี้จำเลยมี ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล เบิกความว่า การกระทำของจำเลยเป็นการตั้งคำถามไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริง เป็นการแสดงออก แสดงความเห็นที่ประชาชนทำได้ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ในมาตรา 34 ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 112

ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เห็นว่า การกระทำอันจะผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ถ้อยคำต้องยืนยันข้อเท็จจริง กล่าววาจา แสดงกิริยาใด ๆ อันมิบังควร ลดทอนเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ต้องดูถึงบริบทแวดล้อม

ที่จำเลยอ้างว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 เห็นว่า เป็นการตั้งคำถามโดยแฝงการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย แม้ขณะนั้นขบวนเสด็จยังไม่มา แต่บริเวณนั้นเป็นการตั้งขบวนรอรับเสด็จ ซึ่งการถวายความปลอดภัยแก่ประมุขของรัฐเป็นเรื่องปกติของนานาอารยประเทศ

กษัตริย์วางตัวอยู่เหนือการเมืองใช้อำนาจผ่านทางรัฐสภา การแก้ปัญหาของผู้ชุมนุมเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่ของพระมหากษัตริย์ จำเลยกำลังศึกษานิติศาสตร์ย่อมทราบข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดี

ที่จำเลยอ้างว่า ม็อบชาวนาต้องย้ายเพราะพระมหากษัตริย์ประทับรถยนต์ผ่าน กษัตริย์ละเลยต่อประชาชน หากจำเลยต้องการจะวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถกระทำได้โดยไม่พาดพิง หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่จำเลยพูดหมิ่นหลายครั้งแสดงถึงเจตนาจะหมิ่นประมาท ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยสุจริต

การกระทำของจำเลยกระทำผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จึงมีความผิดฐานนำเข้าข้อมูลเท็จที่กระทบต่อความมั่นคง

ในข้อหา “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะจำเลยกำลังไลฟ์สด พ.ต.อ.สมยศ ได้ห้ามถึง 3 ครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยและให้ออกจากพื้นที่ ตำรวจหญิงที่จับกุมโดนถีบและดัน

เมื่อพิจารณามาตรา 6 ของ พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัยฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ในการถวายความปลอดภัย โดย พ.ต.อ.สมยศ เป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจในการออกคำสั่ง เมื่อห้ามจำเลยไม่ให้ไลฟ์สดแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร

ในข้อหา “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 138  พยานเบิกความสอดคล้องกันว่ามีการรวบตัว รวบขา อุ้มยกขึ้นรถ โดยมี ส.ต.ต.หญิง ภาวินีย์ พยายามรวบขาเพื่อให้หยุดใช้เท้า เพราะโดนจำเลยถีบ จำเลยมีอาการขัดขืนใช้แขน ศอก ลำตัว ดิ้นรน ใช้เท้าถีบออก 

ปรากฏว่า ขณะจำเลยถูกจับกุมไม่มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมาย ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา จับกุมทันทีและขณะอยู่บนรถตำรวจก็ไม่ได้แจ้งว่าจะพาไปที่ใด ย่อมเป็นปกติที่จะตกใจกลัว แม้จะมีการใช้เท้าต่อเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยเพียงดิ้นรนจากการตกใจกลัวเพื่อออกจากการจับกุม ฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด มาตรา 112 มาตรา 368 และ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3) อีกทั้งให้ริบของกลาง คือโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย

การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่หนักที่สุดตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี และฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ลงโทษปรับ 900 บาท 

การนำสืบจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษหนึ่งในสาม ตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐาน “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 2 ปี และฐาน “ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ” ตามมาตรา 368 คงปรับ 600 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา

ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีศาลแขวงนนทบุรี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่สามารถนับโทษต่อได้ ส่วนคำขออื่นให้ยกคำขอ

.

.

หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ทานตะวันพยักหน้าและเดินกลับไปนั่งรอเจ้าหน้าที่บริเวณที่นั่ง มีประชาชนรายหนึ่งยกมือขอปรึกษาศาลว่า ตนสามารถติดคุกแทนได้หรือไม่ เนื่องจากทานตะวันยังศึกษาเล่าเรียนอยู่ การกระทำของเธอไม่ผิดอะไร แค่เด็กที่ออกมาพูดถึงปัญหาชาวนา หากไม่ได้ประกันตัวจะทำอย่างไร

ผู้พิพากษา ถามประชาชนรายดังกล่าวว่าเป็นใคร ถ้ามีอะไรจะระบายก็สามารถพูดได้ แล้วแต่มุมมองนี้เป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังสามารถให้ศาลสูงตัดสินได้ จะให้ทุกคนเห็นเหมือนท่านไม่ได้ อย่าใจร้อน ต่างคนต่างทำหน้าที่ ไปลองยื่น (ประกันตัว) ดูก่อนแล้วค่อยตั้งคำถาม คดีเป็นไปตามกระบวนการ ตำรวจส่งฟ้อง อัยการสั่งฟ้อง ศาลก็เห็นด้วยกับอัยการ

ทานตะวันกล่าวว่า เข้าใจว่าเป็นไปตามกระบวนการ ศาลไม่เคยเห็นความลำบากของประชาชนมันจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าคนมีอำนาจแบบท่านมองไม่เห็นความลำบากของประชาชน

.

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวทานตะวันลงไปยังใต้ถุนศาลเพื่อรอฟังคำสั่งประกันตัว ก่อนที่เธอจะถูกสวมกุญแจมือ ได้ยกมือชูขึ้นเหนือหัวโบกมือลาประชาชนที่มาให้กำลังใจในห้องพิจารณาคดี

.

เวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันทานตะวันระหว่างอุทธรณ์ ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินจำนวน 1 แสนบาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

.

สำหรับทานตะวัน ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 จากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งสิ้น 2 คดี ซึ่งในคดีที่ศาลอ่านคำพิพากษาในวันนี้นับว่าเป็นคดีที่สอง หลังจากคดีมาตรา 112 คดีแรก ศาลอาญากรุงเทพใต้เพิ่งมีคำพิพากษายกฟ้องกรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงการตั้งคำถาม และการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ตร.จับ “ตะวัน” ไลฟ์สดก่อนมีเสด็จ คุมตัวแจ้ง ม.112 อ้างกล่าว “ด้อยค่า” กษัตริย์ ซ้ำแจ้งเพิ่มอีกคดี กรณีทำโพลความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ

เปิดคำฟ้องคดี “ตะวัน” ม.112 ไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จ อัยการอ้างกล่าวถ้อยคำเจตนาสื่อพระมหากษัตริย์ไม่รับฟังความเดือดร้อนของประชาชน

X