13 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ 4 ประชาชน ได้แก่ เมษา เถื่อนมา, อภิชาต ศิริมา, ณัฐพล (สงวนนามสกุล) และ ชัยพัทธ์ ศักดิ์ศรีเจริญยิ่ง ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 215 วรรคสอง และ 216 เหตุจากการเข้าร่วมชุมนุม #11สิงหาไล่ล่าทรราช ของกลุ่มทะลุฟ้า เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564 บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องทุกข้อหา โดยเห็นว่าความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงยุติไป ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมฯ ไม่ปรากฏว่ามีการสมคบคิดเพื่อกระทำการผิดกฎหมาย ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งสี่เป็นผู้นัดหมายการชุมนุม ไม่มีการพกอาวุธ ไม่มีการปลุกปั่น และไม่ได้เข้าร่วมการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ ส่วนในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานฯ พยานโจทก์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
.
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อ
ย้อนไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564 กลุ่มทะลุฟ้าจัดการชุมนุม #11สิงหาไล่ล่าทรราช บริเวณเกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง
ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าสลายการชุมนุมด้วยการยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตา และกวาดจับผู้ชุมนุม ทำให้ต้องมีการประกาศยุติการชุมนุมหลังเริ่มกิจกรรมได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง พบว่าสืบเนื่องจากการชุมนุมดังกล่าว มีผู้ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 23 คน โดยถูกจับภายในวันเกิดเหตุจำนวน 17 คน (แบ่งเป็นผู้ใหญ่ 15 คน และเยาวชน 2 คน) และในเวลาต่อมามีผู้ถูกจับกุมและเข้ารับทราบข้อกล่าวหาอีก 6 คน
ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาในคดีของ วรวรรณ แซ่อั้ง หรือ “ป้าเป้า” และประชาชนรวม 8 ราย ซึ่งถูกจับกุมจากเหตุเดียวกันนี้และถูกกล่าวหาในลักษณะเดียวกัน โดยพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยรายอื่น ๆ ในทุกข้อกล่าวหา แต่ลงโทษปรับ 1,000 บาท เฉพาะป้าเป้าในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
เกี่ยวกับคดีนี้ จำเลยทั้งสี่คนเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ถูกจับกุมบริเวณถนนราชวิถี และถูกนำตัวไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังทั้ง 4 คนในชั้นสอบสวน ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัว
วันที่ 7 ต.ค. 2564 คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญา ทั้งสิ้น 6 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 138, มาตรา 140, มาตรา 215 วรรคสอง, มาตรา 216, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี กำหนดหลักประกันคนละ 35,000 บาท รวมเป็นเงิน 140,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
คดีมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสิ้น 9 นัด จากนั้นในวันที่ 21 ธ.ค. 2566 ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากเห็นว่าการชุมนุมเป็นการเรียกร้องการทำงานของรัฐบาล ไม่มีอาวุธ ไม่มีการปลุกปั่น การสาดสีและเผาหุ่นเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการมั่วสุมตามมาตรา 215 และ 216 ส่วนในข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงาน พยานโจทก์ไม่สามารถยืนยันตัวผู้กระทำได้จึงยกประโยชน์ให้แก่จำเลย และในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และพ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดการชุมนุมและการชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงไม่ได้มีความเสี่้ยงต่อการแพร่โรค
ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอาญาจึงได้นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้
.
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น ชี้การชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและพยานโจทก์ยืนยันไม่ได้ว่าจำเลยทำผิดจริง
วันนี้ (13 ก.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 เมษาและชัยพัทธ์ พร้อมด้วยทนายความและประชาชนที่มาให้กำลังใจเดินทางมาถึงห้องพิจารณาคดี และณัฐพลตามมาในภายหลัง โดยวันนี้พบว่ามีการอ่านคำพิพากษาในห้องเดียวกันรวม 5 คดี แต่เนื่องจากอภิชาติยังเดินทางมาไม่ถึง ศาลจึงอ่านคำพิพากษาในคดีอื่นก่อนจำนวน 2 คดี ก่อนที่อภิชาติจะเดินทางมาถึงห้องพิจารณาคดี
ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในเวลา 09.57 น. โดยแจ้งว่า “พิพากษายืน ยกฟ้อง” สำหรับเนื้อหาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ระบุโดยสรุปดังนี้
ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ต่อ ปัญหาข้อพิพาทจึงยุติ
ในข้อหา มาตรา 215 วรรคสอง และมาตรา 216 ร่วมกันมั่วสุมกับตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยคนใดคนหนึ่งมีอาวุธ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก แต่ไม่เลิก และ มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธและโดยกระทำตั้งแต่สามคนขึ้นไป
เห็นว่าต้องพิจารณาพฤติการณ์การกระทำผิดเป็นกรณีไป เช่น มีเจตนาสมคบคิด ตกลงแบ่งหน้าที่กันหรือไม่ โดยโจทก์นำสืบได้ความว่า การชุมนุมมีขึ้นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การบริหารและการจัดการสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาล มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนกว่า 200 คน
ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่ามีการสมคบคิดในการกระทำผิดกฎหมาย และไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยทั้งสี่ เป็นผู้จัดการชุมนุม ทั้งตรวจค้นไม่พบอาวุธที่ตัวจำเลยทั้งสี่แต่อย่างใด และไม่ปรากฏเหตุการณ์ที่รถยนต์พร้อมเครื่องขยายเสียงทำการปราศรัย ปลุกระดมให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทำลายทรัพย์สินหรือก่อเหตุร้ายอื่นใด มีเพียงผู้ลงเดินบนช่องทางเดินรถ เผาหุ่นฟาง สาดสี หรือขว้างปาสิ่งของบ้าง
ในการชุมนุมยังมีการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าควบคุมการชุมนุมในลักษณะดันกันไปมา โดยไม่ปรากฏว่ามีพยานปากใดสามารถยืนยันได้ว่าจำเลยทั้งสี่ได้เข้าร่วมในการกระทบกระทั่งดังกล่าว ฉะนั้นการชุมนุมและเดินขบวนดังกล่าวต้องถือว่าเป็นการชุมนุมที่เริ่มต้นด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธ อันเป็นเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยชอบที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับให้การรับรองตลอดมา
เห็นว่า พยานโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าผู้ที่ใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ ถีบ ขว้างปาขวดแก้ว จุดประทัดและระเบิดปิงปองในการชุมนุมซึ่งทำให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บคือผู้ใด จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
ทางนำสืบพยานโจทก์ไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีพฤติการณ์กระทำความผิดตามมาตรา 215 จึงยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกระทำผิดกับผู้เข้าร่วมเหตุการณ์
กรณีต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่มีเสรีภาพในการชุมนุมตามสิทธิพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญกำหนดและรับรอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต้องด้วยความเห็นชอบของศาลอุทธรณ์แล้ว
พิพากษายืนยกฟ้องจำเลยทั้งสี่คน
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
.
