ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปรับ ‘อัรฟาน’ 10,000 บาท จากเหตุ #ม็อบย่างกุ้ง เห็นว่าแม้จำเลยสวมใส่หน้ากากอนามัย แต่ไม่ได้จัดเตรียมป้องกันโรคให้ผู้เข้าร่วม

วันที่ 8 เม.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ อัรฟาน ดอเลาะ อดีตสมาชิกกลุ่ม WeVo หรือ We Volunteer กรณีจัดกิจกรรม #ม็อบย่างกุ้ง บริเวณสนามหลวง เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2563 

เดิมคดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 11 คน ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 11 คน มีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 (2) โดยลงโทษปรับแตกต่างกันไป มีกรณีของปิยรัฐลงโทษปรับ 30,000 บาท จำเลยหนึ่งรายที่รับสารภาพลงโทษปรับ 2,500 บาท ส่วนจำเลยที่อีก 9 ราย ลงโทษปรับคนละ 10,000 บาท

ในชั้นอุทธรณ์ มีเพียงอัรฟาน (จำเลยที่ 4) เท่านั้นที่ยื่นอุทธรณ์คดี เนื่องจากต้องการยืนยันว่ามิได้กระทำผิดตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษปรับอัรฟาน 10,000 บาท 

.

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2563 กลุ่มผู้ชุมนุม WeVo ได้นัดหมายทำจัดกิจกรรม #ม็อบย่างกุ้ง บริเวณสนามหลวง เพื่อจัดจำหน่ายกุ้งเผาของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หลังตลาดกุ้งในจังหวัดสมุทรสาครได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนเข้าล้อมกลุ่มประชาชนที่กำลังเข้าร่วมซื้อขายกุ้งเผาที่สนามหลวง โดยมีการจับกุมประชาชนทั้งหมด 12 ราย 

ต่อมาในวันเดียวกัน กลุ่ม WeVo นำกุ้งส่วนที่เหลือไปขายบริเวณอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แต่ถูกตำรวจควบคุมฝูงชนเข้าล้อมพื้นที่และเข้าจับกุมไปอีก 4 คน รวมผู้ถูกจับกุมจากกิจกรรมดังกล่าวทั้งสิ้น 16 คน ในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุ 17 ปี จำนวน 2 คน 

ทั้งหมดถูกควบคุมตัวขึ้นรถไปจัดทำบันทึกการจับกุมและบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 (บก.ตชด. ภาค 1) จ.ปทุมธานี และถูกควบคุมตัวไว้ 2 คืน ก่อนจะนำตัวไปขออำนาจศาลแขวงดุสิตฝากขัง ศาลอนุญาตให้ฝากขัง และอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างสอบสวน

คดีจากเหตุชุมนุมดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 4 คดี ตามสถานที่ถูกจับกุม และแยกดำเนินคดีเยาวชน ได้แก่ คดีของผู้ถูกจับกุมจากอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา จำนวน 3 คน (ศาลแขวงดุสิตพิพากษาปรับคนละ 10,000 บาท จำเลย 1 ราย อยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา), คดีเยาวชนถูกจับกุมจากอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา จำนวน 1 คน (ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ศาลพิพากษาให้รอการกำหนดโทษ คดีสิ้นสุดแล้ว), คดีเยาวชนถูกจับกุมจากสนามหลวง จำนวน 1 คน (ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จำเลยเข้าสู่มาตรการพิเศษก่อนมีคำพิพากษา คดีสิ้นสุดแล้ว) และคดีนี้ ผู้ถูกจับกุมจากสนามหลวง จำนวน 11 คน

จำเลยทั้ง 11 คนในคดีนี้ ได้แก่ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ (จำเลยที่ 1), นูรทีร (สงวนนามสกุล) (จำเลยที่ 2), ทนง ชำนาญจันทร์ (จำเลยที่ 3), อัรฟาน ดอเลาะ (จำเลยที่ 4), กีรติ ผลมะตาด (จำเลยที่ 5), สุชาติ จั่นแก้ว (จำเลยที่ 6), ธัช ภานุศิริ (จำเลยที่ 7), ทองนพเก้า (สงวนนามสกุล) (จำเลยที่ 8), ศุราสิริ ชัยลีย์ (จำเลยที่ 9), ณัฐพงศ์ คำจันทร์ (จำเลยที่ 10) และ ณัฐพงษ์ มะลิซ้อน (จำเลยที่ 11)

ระหว่างต่อสู้คดี นูรทีร (จำเลยที่ 2) ได้ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยอีก 10 คนให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2567 ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 11 คน มีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษปรับปิยรัฐ (จำเลยที่ 1) 30,000 บาท, ลงโทษปรับนูรทีร 5,000 บาท ก่อนลดกึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,500 บาท  และลงโทษปรับจำเลยอีก 10 คน คนละ 10,000 บาท

.

พิพากษายืน ปรับ “อัรฟาน” 10,000 บาท เห็นว่าจำเลยไม่มีการเตรียมการป้องกันการแพร่ระบาดโรคให้กับผู้เข้าร่วม

วันนี้ ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 401 อัรฟาน ดอเลาะ เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยในคดีนี้มีเพียงอัรฟานเท่านั้นที่อุทธรณ์คดีต่อ โดยศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในเวลาประมาณ 10.00 น. หลังจากที่พิจารณาคดีอื่นเสร็จสิ้น คำพิพากษาโดยสรุปมีดังนี้

ในวันเวลาเกิดเหตุมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา-2019 และมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกจำนวนมาก กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลจึงต้องควบคุมโรคไม่ให้ระบาดเป็นวงกว้าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 15) ข้อ 3 ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย 

ต่อมาผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ออกประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา- 2019 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2563 ข้อ 1 ห้ามมิให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาส ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่เชื้อโรค ณ ที่ใด ๆ ทั่วราชอาณาจักร 

ในคดีนี้ มีเพียงจำเลยที่ 4 เท่านั้นที่อุทธรณ์คดี คดีของจำเลยคนอื่น ๆ จึงเป็นอันยุติไป

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ว่าในขณะถูกจับกุม ตนและพวกกำลังจัดเตรียมกิจกรรมกันอยู่ ยังไม่ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมแต่อย่างใดก็ถูกตำรวจเข้าจับกุมเสียก่อน และในวันดังกล่าว ทุกคนที่เข้าร่วมก็สวมหน้ากากอนามัยและมีการเตรียมอุปกรณ์ป้องกันไว้อย่างเหมาะสมสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน

จำเลยที่ 4 ยังอุทธรณ์ด้วยว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ที่อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานพบเห็นผู้คนรวมตัวกันทำกิจกรรมในบริเวณสนามหลวงนั้นขาดความน่าเชื่อถือ ขัดแย้งกับคำเบิกความในชั้นสอบสวนที่เบิกความว่าในวันดังกล่าวไม่ได้มีการเข้าไปในพื้นที่บริเวณสนามหลวงแต่อย่างใด

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าที่พยานโจทก์ได้เบิกความว่าในวันเกิดเหตุมีผู้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มของจำเลยในกิจกรรมจำหน่ายกุ้งที่สนามหลวงกว่า 40 คนนั้น จำเลยที่ 4 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่ามีกว่า 40 คนเข้าร่วมในกิจกรรมที่จำเลยที่ 4 ได้ร่วมจัดจริงตามฟ้อง

กิจกรรมดังกล่าวยังไม่มีวิธีการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคแต่อย่างใด ที่จำเลยยกหลักฐานการซื้อหน้ากากอนามัยมา ก็ไม่ได้มีหลักฐานว่ามีการนำมาใช้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม แม้จำเลยที่ 4 กับพวกจะใส่หน้ากาก แต่ในเมื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ได้สวมใส่ ก็ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามฟ้อง

ส่วนที่ว่าคำเบิกความของพยานโจทก์นั้นขัดแย้งกันกับคำเบิกความในชั้นสอบสวน ทั้งจำเลยและทนายก็ไม่ได้ถามค้านแต่อย่างใด การยกประเด็นดังกล่าวขึ้นสู้จึงไม่เป็นธรรมกับโจทก์

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์เรื่องจุดประสงค์ของการจัดกิจกรรมจำหน่ายกุ้งดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หลังตลาดกุ้งในจังหวัดสมุทรสาครได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

ส่วนที่มีการยกคำพิพากษาของศาลจังหวัดพะเยา (คดีชุมนุมที่ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้อง และชี้ว่าประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงไม่ชอบด้วยกฎหมาย) ไม่มีบทบัญญัติให้ศาลชั้นต้นต้องรับฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วยกันมาใช้เป็นบรรทัดฐาน 

ส่วนกรณีที่จำเลยมีการคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เป็นกรณีไม่ต้องด้วยเหตุ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้ยกคำร้อง 

อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษายืน ปรับจำเลยที่ 4 จำนวน 10,000 บาท

.

ช่วงสืบพยาน ฝ่ายจำเลยยื่นคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เหตุมีสภาพร้ายแรงอาจทำให้การพิจารณา-พิพากษา เสียความยุติธรรม ต่อมาผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนยกคำร้องด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ในช่วงการสืบพยานคดีนี้เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 จำเลยและทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 12 โดยอ้างเหตุว่า มีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไป สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงสองประการ คือ การถามหรือพูดถึงสถานะ สส. ของปิยรัฐ จงเทพ ในระหว่างการพิจารณาคดี และการเพ่งเล็งการทำหน้าที่ทางวิชาชีพของทนายความ แต่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนยกคำร้องดังกล่าวด้วยตนเอง

ต่อมาในวันที่ 27 พ.ย. 2566 มีการยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งศาลที่ผิดระเบียบ เนื่องจากเห็นว่า ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่มีอำนาจสั่งคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาด้วยตนเอง เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีศาลแขวง มีผู้พิพากษาคนเดียว ศาลที่มีอำนาจชี้ขาดคำร้องคัดค้านผู้พิพากษา คือ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงดุสิต หรือศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน การสั่งคำร้องดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 13 วรรคสาม เป็นการสั่งคำร้องโดยตนเองไม่มีอำนาจ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ประจำห้องพิจารณาระบุว่า ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าวด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 มี.ค. 2567 ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้แจ้งคู่ความให้ทราบว่าได้ยื่นหนังสือขอถอนตัวออกจากสำนวนคดี แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งไม่อนุญาต โดยอ้างว่าไม่มีเหตุให้ถอนตัว 

X